Tuesday, June 16, 2026

#ค่ายกักกันนาซีเยอรมัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นบันทึกประสบการณ์จริง ของหญิงชาวยิวที่รอดชีวิตจากค่ายเอาชวิตซ์ (เล่ม ๒)



 

 

ค่ายกักกันนาซีเยอรมัน

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒

เป็นบันทึกประสบการณ์จริง

ของหญิงชาวยิวที่รอดชีวิตจากค่ายเอาชวิตซ์

เก็บความโดย

นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์


===========================================

บทที่ ๑๗

หาเหตุสังหารชาวยิวด้วยวิธีใหม่ๆ
................................................................. 

บทที่ ๑๘

ชีวิตส่วนตัวของแพทย์ในค่าย
................................................................. 

บทที่ ๑๙

โฉมหน้าสัตว์ร้ายแห่งค่ายเอาชวิตซ์
................................................................. 

บทที่ ๒๐

ขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน
................................................................. 

บทที่ ๒๑

เมื่อชาวปารีสได้รับอิสรภาพ
................................................................. 

บทที่ ๒๒

เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย
................................................................. 

บทที่ ๒๓

เซ็กส์ในค่าย
................................................................. 

บทที่ ๒๔

ในรถบรรทุกมรณะ
................................................................. 

บทที่ ๒๕

นาทีวิกฤต
................................................................. 

บทที่ ๒๖

กว่าจะได้เสรีภาพ
................................................................. 

บทที่ ๒๗

ได้แต่เพียงหวัง

══════════════════════

ภาคผนวก ๔๓๒

ประวัติอดอล์ฟ ฮิตเลอร์
แผนที่ค่ายเอาชวิตซ์
จำนวนผู้เสียชีวิต
ภาพจริงในสงครามโลก
ไทม์ไลน์สงครามโลกครั้งที่ ๒
ชีวิตชาวยิวในยุโรป
บทเรียนที่มนุษยชาติควรจดจำ

═════════════════════

ผู้ที่ไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์

ย่อมมีโอกาสปล่อยให้โศกนาฏกรรมเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง”

จบบริบูรณ์

=============================


บทที่ 17 หาเหตุสังหารโดยวิธีใหม่

 

เอาส์ชวิตซ์เป็นทั้งค่ายบังคับแรงงานและสถานที่ทำลายชีวิตนักโทษ ส่าวนเบอร์เคเนาเป็นค่ายที่เน้นทำลายล้างชีวิตนักโทษเป็นสำคัญ

 

อย่างไรก็ตามที่ค่ายเบอร์เคเนาก็มีนักโทษส่วนหนึ่งที่จะต้องทำงานเหมือนกัน นักโทษกลุ่มกรรมกรพวกนี้ต้องทำงานอย่างหนักจนแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง เพราะมีคนทำงานจำนวนน้อยแต่งานที่ต้องทำมีอยู่ล้นมือ ดิฉันถูกบังคับให้ทำงานประเภทหนักๆเช่นนี้เหมือนกัน

 

งานแรกที่ดิฉันทำคือทำหน้าที่ขนอาหาร พวกเยอรมันมักเรียกคนทำงานประเภทนี้ว่า เอสส์กอมมานโด หลังจากเข้าแถวเรียกชื่อในตอนเช้าแล้วดิฉันกับเพื่อนๆต้องรีบไปที่โรงครัวเพื่อขนหม้ออาหารไปที่โรงพยาบาลเป็นระยะทางไกลถึงครึ่งไมล์ แต่พูดไปแล้วงานนี้ก็เป็นประโยชน์เสียอย่างเดียวคือมันทำให้เหนื่อยมากเท่านั้นเอง

 

แต่มีงานบางอย่างที่ดิฉันคิดว่าเป็นงานที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง เราต่างเห็นว่าคนบ้าที่ต้องการให้เราบ้าเหมือนกับเขาเท่านั้นที่ประดิษฐ์คิดค้นงานนี้มาให้เราทำ

 

ยกตัวอย่างเช่น งานที่ให้คนย้ายหินจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยนักโทษแต่ละคนหิ้วถังบรรจุหินถูกลู่ถูกังเป็นระยะทางหลายร้อยหลาเพื่อนำไปเทยังจุดที่เขากำหนดให้

 

พวกเราจะต้องทำงานกุลีชนิดนี้ซึ่งกว่าจะเสร็จก็แสนลำบากยากเย็น  เมื่อขนหินไปจนหมดกองแล้วก็รู้สึกโล่งอกด้วยหวังว่าคงจะไม่ต้องทำงานเช่นนี้อีก

 

ท่านลองคิดดูซิคะ เราจะเกิดความรู้สึกเช่นไรเมื่อได้รับคำสั่งให้ขนหินที่เพิ่งขนเสร็จหยกๆกลับไปไว้ที่เดิม พวกเยอรมันคงหาเหตุฆ่าเราทั้งเป็นละกระมัง

 

บางครั้งไม่ขนหินก็ให้ขนอิฐหรือโคลน งานเหล่านี้ดูทีจะมีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียว คือทำให้พวกเราทรุดโทรมทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะถูกคัดเลือกไปสังหาร

 

ครั้งหนึ่งดิฉันได้รับคำสั่งให้ไปทำหน้าที่ทำความสะอาดห้องสุขา พวกที่ทำงานประเภทนี้เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า สคีสกอมมานโด โดยทุกเช้าเราจะถือถังคนละ 2 ใบไปที่คูน้ำหลังโรงพยาบาลแล้วเอาถึงนั้นตักอุจจาระหิ้วเดินไปประมาณ 200-300 หลา

 

 

พวกเราต้องขนกันหลายเที่ยวตั้งแต่เช้าจรดเย็น พองานเสร็จก็พยายามทำความสะอาดเนื้อตัวเท่าที่จะสามารถทำได้ แต่กลิ่นเหม็นของอุจจาระยังเห็นอบอวลติดมาอยู่อย่างนั้น เกิดความขยะแขยงจนสุดประมาณ แต่ก็ต้องจำใจเข้านอนทั้งๆที่อยู่ในสภาพอย่างนั้นและขณะนอนก็คิดถึงมันอีกและรู้สึกกระอักกระอ่วนผะอืดผะอมว่าพรุ่งนี้ก็จะต้องเจอกับมันอีก

 

กลิ่นเหม็นที่โชยออกมาจากร่างกายของเพื่อนร่วมงานที่นอนอยู่ใกล้ๆมันเหม็นมากจนแทบทำให้ดิฉันถึงกับจับไข้และเจ้ากลิ่นที่ติดตัวมากับดิฉันก็คงจะทำให้เพื่อนมีความรู้สึกเห็นไม่แพ้กัน

 

โคลนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาสั่งให้เราจัดการขนไปทิ้ง ตามปกติโคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในค่ายเพราะทั้งค่ายเอาส์ชวิตซ์และค่ายเบอร์เคเนาตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เคยเป็นหนองน้ำมาก่อน

 

ด้วยเหตุนี้โคลนจึงมีอยู่ตลอดทั้งปี มันเป็นศัตรูที่ร้ายกาจสำหรับพวกเรา บางทีมันก็ติดตามรองเท้าตามเสื้อผ้าหรือแทรกเข้าไปตามพื้นรองเท้า

 

บางทีมันติดรองเท้าเสียหนักจนแทบจะยกขาไม่ขึ้น ยิ่งมีฝนตกลงมาด้วยแล้วค่ายทั้งค่ายก็จะเปลี่ยนสภาพเป็นทะเลโคลนไปทันที มนทำให้การสัญจรไปมาไม่สะดวก งานทุกอย่างก็ทำด้วยความยากลำบาก ดังนั้นโคลนและเตาเผาศพจึงเป็นสิ่งสำคัญ 2 อย่างที่เราเก็บมาครุ่นคิดในสมองอยู่ตลอดเวลา

 

พวกเยอรมันมอบหมายให้เราไปทำงานนอกค่ายด้วย พวกที่ทำงานแบนี้เขาเรียกว่า ออสเซนกอมมานโด เราจะออกไปกันตั้งแต่เช้าตรู่ไม่ว่าอากาศจะเลวร้ายสักเพียงใดก็ตาม ไปทำงานกันทั้งๆที่ไม่มีอาหารอะไรตกถึงท้อง นอกจากน้ำเหลืองๆที่คนครัวเรียกว่าน้ำชาหรือกาแฟแล้วแต่ความพอใจที่จะเรียก

 

ในเวลาที่พวกเราออกไปทำงานบางคนก็อยู่ในชุดทำงานที่ใส่มาตั้งแต่เมื่อเย็นวาน บางคนก็อยู่ในชุดนอน แต่ไม่ว่าจะเป็นชุดใดมันก็ขาดรุ่งริ่งแทบไม่มีชิ้นดีเหมือนกันหมด

 

แต่ละคนสวมร้องเท้าไม้บ้างสวมรองเท้าบู๊ทที่ขาดจนดูไม่ได้บ้าง มันเป็นภาพที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ละคนตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเย็นของอากาศยามเช้าตรู่ มันหนาวมากจนปากสั่น

 

 

จากความทรมานเช่นนี้หลายคนจนถึงกับน้ำตาตก บางครั้งมันก็ทรมานจนเหลือที่จะทน เมื่อต้องถูกบังคับให้ร้องเพลงในขณะที่เดินไปด้วย มันจะเป็นไปได้อย่างไรล่ะคะที่ผู้คนจะมีอารมณ์สนุกสนานพอที่จะร้องเพลงออกมาได้เมื่ออยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ เช่นนี้

 

พวกนักโทษที่ออกไปทำงานต้องก้าวเท้าเดินไปให้พร้อมกันเหมือนกับการเดินของทหาร จะแตกออกจากแถวไม่ได้ จะมีสุนัขของตำรวจลับประจำค่ายซึ่งได้รับการฝึกมาอย่างดีจากพวกเยอรมันคอยเดินประกบตามไปด้วย ซึ่งมันจะกระโดดขย้ำคอของผู้ที่แตกแถวหรือเดินไม่ทันเพื่อนทันที

 

งานที่นักโทษออกไปทำกันนั้นเป็นงานที่ลำบากมาก ผู้คุมจะคอยจับตามองไม่ให้ใครหยุดพักได้  ใครที่ทำท่าเหน็ดเหนื่อยก็จะถูกเฆี่ยนด้วยแส้หรือไม้กระบอง นักโทษคนใดหมดแรงลมลงผู้คุมก็จะใช้กระบองตีปลุกให้ลุกขึ้น ถ้ายังไม่ลุกก็จะใช้กระบองตีที่ศีรษะหรือไม่ก็กระทืบด้วยรองเท้าบู๊ท และแน่นอนที่สุดผู้นั้นย่อมจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตไปปรากฏตัวในเวลาเรียกชื่ออีกต่อไป

การเป็นลมในเวลาทำงานเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นเพราะนักโทษที่ออกไปทำงานมักจะมีผู้ป่วยรวมอยู่ด้วยเสมอ ดิฉันเคยเห็นพวกคนป่วยที่เป็นโรคปอดบวมแต่อุตส่าห์ทนเดินเป็นระยะทางไกลถึง 8 ไมล์จากค่ายกว่าจะถึงที่ทำงาน ต้องขุดดินกลางแดดกลางฝนอยู่ที่นั่นทุกวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกส่งไปโรงพยาบาล เพราะเธอเหล่านั้นต่างรู้เป็นอย่างดีว่าโรงพยาบาลคือห้องพักชั่วคราวก่อนที่จะถูกส่งตัวไปเข้าเข้าเตาเผาศพ

 

หากใครต้องการไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลจริงๆก็ไม่ใช่ว่าจะได้รับอนุญาตเสมอไป เพราะการที่ใครจะถูกรับตัวเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลนั้นหมายความว่าคนนั้นจะตัวเป็นไข้หนักจริงๆจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่นักโทษพากันล้มตายเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนที่มีอากาศหนาวจัด

 

ครั้งหนึ่งเมื่อเราทำงานกันเสร็จแล้วกำลังจะเดินทางกลับค่าย ได้มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งถือแส้เดินเข้ามาขวางหน้าแล้วสอบถามนักโทษหญิงร่างกายผอมเหมือนโครงกระดูกเดินได้คนหนึ่ง

 

“แกมาอยู่ที่นี่นานเท่าใดแล้ว”เขาตะคอกถาม

 

“6 เดือนแล้วค่ะ” นักโทษหญิงตอบด้วยความนอบน้อม อดีตเธอเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ในขณะนี้ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนนี้ ซึ่งอดีตเคยเป็นเด็กรับใช้ในบ้านของเธอมาก่อน

 

“เราจะต้องลงโทษแกให้ได้”เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสขู่คะคอกซ้ำ

 

“แกเหลือเดนมาได้อย่างไร คนอย่างแกน่าจะตายตั้ง 3 เดือนที่แล้ว นี่แกตายช้าไปตั้ง 3 เดือนแล้วนะ เข้าใจไหมอีตัวสกปรก” พอพูดเสร็จเขาก็เฆี่ยนตีเธอจนสลบคามือ

 

ตามปกติเมื่อมีนักโทษล้มตายไปเนื่องจากอดทนต่องานหนักไม่ไหว หรือเพราะถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเฆี่ยนตีอย่างหนัก เราก็ต้องมีหน้าที่พิเศษเพิ่มขึ้น คือ ช่วยกันหามศพของคนตายนั้นกลับค่าย เพราะเขาวางกฎเอาไว้ว่านักโทษมาจำนวนเท่าใดก็จะต้องกลับครบตามจำนวนนั้น

 

ขบวนแห่ศพของเราจะได้รับการต้อนรับการกลับคืนสู่ค่ายอย่างสนุกสนานโดยมีวงออร์เคสตร้าของนักโทษมาเล่นรอรับขบวนอยู่บริเวณประตูค่าย เนื่องจากมีกฎบ้าๆไว้ว่าทุกคนต้องแสดงอาการสนุกสนานเมื่อเสร็จจากการงานในแต่ละวัน

 

พวกเยอรมันจะจัดการกำจัดเชื้อโรคออกจากร่างกายของนักโทษอยู่เป็นประจำ มาตรการนี้ถ้าหากกระทำด้วยเหตุผลเพื่อสุขภาพอนามัยของนักโทษก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดี

 

แต่มาตรการเช่นนี้ก็เช่นเดียวกับมาตรการอื่นๆที่พวกเยอรมันทำกับนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา คือเป็นมาตรการที่มีเจตนาร้ายแอบแฝงโยมีจุดมุ่งหมายที่จะเพิ่มอัตราการตายของนักโทษซึ่งเป็นนโยบายหลักของพวกเยอรมัน

 

การฆ่าเชื้อโรคเริ่มต้นจากคุก 4-5 แห่งที่อยู่ห่างไกลออกไป ทุกนต้องไปรวมอยู่ในโรงอาบน้ำของค่ายนั้นๆถอดเสื้อผ้าและรองเท้าซึ่งทุกชิ้นกว่าจะหามาได้แสนจะลำบากแทบเลือดตากระเด็น

 

เสร็จแล้วก็นำเสื้อผ้าไปวางไว้ในเตาอบฆ่าเชื้อ จากนั้นก็ไปเข้าแถวเดินลอดใต้ฝักบัวที่ปล่อยน้ำยาฆ่าเชื้อออกมา ใช้เวลาอาบฆ่าเชื้อนี้คนละ 1 นาที ซึ่งจะเห็นว่าไม่นานพอที่จะทำให้ร่างกายหมดเชื้อโรคไปได้เลย

 

 

หลังจากที่ให้ยาฆ่าเชื้อโรครดลงมาบนศีรษะและตามส่วนต่างๆของร่างกายโยเฉพาะส่วนที่มีขนปกคลุมก็เดินออกจากห้องฆ่าเชื้อ ผู้ที่มีหมัดหนูอยู่ตามผมบนศีรษะหรือตามขนในร่มผ้าก็จะถูกโกนผมหรือขนทิ้ง

 

เมื่อออกจากโรงอาบน้ำแล้วก็ต้องออกไปยืนเข้าแถวข้างนอกทั้งที่ยังเปลือยกายอยู่เช่นนั้น มิใยว่าอากาศจะเป็นอย่างไร รอจนกว่าทุกคนมาเข้าแถวเรียบร้อย ซึ่งก็จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง ในช่วงนี้ใครเป็นโรคปอดบวมก็ไม่มีหวังรอดชีวิตแน่ๆ

 

ในที่สุดเราก็ได้รับอนุญาตให้เดินกลับคุกทั้งๆที่ยังไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าอะไรแม้แต่ชิ้นเดียว กว่าจะเดินถึงคุกเล่นเอาย่ำแย่เพราะความหนาวเหน็บที่เย็นยะเยือกไปถึงกระดูก

 

เมื่อถึงคุกแล้วก็อย่าได้หวังจะหาอะไรมาห่มกันหนาวได้เพราะขณะที่ออกไปรับการฆ่าเชื้ออยู่นั้นได้มีผู้แอบเอาผ้าห่มในกรุงขังของเราไปห่มเสียแล้ว จะต้องรอจนกว่าเขาเหล่านั้นจะนำมาคืนให้

ส่วนเสื้อผ้าที่นำไปอบนั้นก็ยังไม่ได้คืน ต้องรออยู่เป็นเวลานานทนหนาวอยู่บนไม้กระดานในกรุงขังโดยไม่มีสิ่งใดปกปิดร่างกายเลย

 

ในที่สุดพวกเยอรมันก็นำเสื้อผ้าที่อบไว้มาคืนแต่เขาก็เล่นตลกกับเราอีกโดยจะไม่คืนเสื้อผ้าให้หมดทุกคน ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งมีนักโทษหญิงไปรับการฆ่าเชื้อ 1,400 คนแต่เวลาคืนเสื้อผ้าก็จะคืนให้เพียง 1,200 คน

 

นักโทษหญิงที่โชคร้ายอีก 200 คนก็ไม่มีทางอื่นนอกจากขโมย ขณะที่คอยหาโอกาสขโมยเสื้อผ้าของคนอื่นอยู่นั้น ก็จะใช้ผ้าห่มเพียง 2-3 ผืนที่มีอยู่มาห่มเพื่อช่วยให้ทำความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย

 

ดิฉันเคยกล่าวมาแล้วว่าปกติผ้าห่ม 1 ผืนต่อนักโทษหญิง 10 คน จึงเกิดการตบตีแย่งชิงผ้าห่มผืนเดียวนั้นระหว่างคน 10 คน ยิ่งไปกว่านั้นแต่ละคนก็คิดอยากจะได้ผ้าห่มไปใช้ปกปิดร่างกายในตอนกลางวันเสียอีกด้วย

 

พวกผู้หญิงที่หาเสื้อผ้าหรือหาผ้าห่มมาปกปิดร่างกายไม่ได้ ก็ต้องไปเข้าแถวเรียกชื่อทั้งๆที่เปลือยกายล่อนจ้อน เพราะเมื่ออยู่ในคุกแล้วจะไม่ไปเข้าแถวเรียกชื่อไม่ได้

 

พวกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสรู้เป็นอย่างดีว่าทำไมนักโทษหญิงเหล่านี้ถึงตกอยู่ในสภาพเปลือยกายอย่างนั้นแต่พวกเขาก็ยังเฆี่ยนตีพวกเธออย่างไร้ความปรานีทั้งๆที่พวกเธออายกันแทบจะแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว และในที่สุดพวกหญิงเปลือยกายเหล่านี้ก็จะเป็นพวกถูกคัดเลือกส่งตัวไปสังหาร

 

เราพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะสามารถกระทำได้เพื่อช่วยเหลือหญิงตกยากเหล่านี้ แต่เราก็มีเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชิ้นที่จะแบ่งปันให้ บางทีก็เสียสละกระโปรงชั้นใน กางเกงใน เสื้อชั้นในให้บ้าง

 

มีอยู่คนหนึ่งสงสารเพื่อนมากถึงกับถอดเสื้อผ้าทุกชิ้นให้เพื่อนๆไป ส่วนตัวเองมีแค่เสื้อคลุมไหล่สวมใส่กันหนาวเท่านั้น

 

ในช่วงที่เรากำลังเกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นั้นนายแอลสมาชิกคนหนึ่งของขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมันได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดยไปให้เพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในคลังเสื้อผ้าทำการจัดการ(ขโมย)เสื้อคลุมไหล่ 3-4 ตัวทุกวันรวมทั้งให้จัดการกางเกงในมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้จะทำการจัดการอย่างเต็มขีดความสามารถขนาดไหนแต่ก็ยังไม่พอกับความต้องการของพวกเราอยู่ดี

 

หลังจากผ่านการฆ่าเชื้อทุกครั้งคุกต่างๆก็จะมีจำนวนนักโทษเบาบางเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตเพราะทนอากาศหนาวและโรคภัยไข้เจ็บต่อไปไม่ได้เป็นจำนวนมาก

 

ศพของนักโทษเหล่านี้ก็จะถูกนำไปทิ้งไว้ที่ด้านหลังของคุกต่างๆเป็นเหยื่ออันโอชะของบหนูทั้งหลาย ซึ่งเจ้าหนูเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นผู้อาศัยอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาเพียงพวกเดียวเท่านั้นที่อยู่กินกันอย่างมีความสุข มันจะมารุมแทะกินเนื้อศพของเพื่อนๆผู้โชคร้ายของเราและทำตัวเหมือนกับว่าในคุกเป็นบ้านของพวกมัน

 

แม้ว่าพวกเราจะพยายามไล่พวกมันออกไปอย่างไรมันก็ไม่เกรงกลัวและไม่ยอมหนีราวกับว่าพวกมันเองคือเจ้าของตัวจริงไม่ใช่พวกเรา

 

ในระหว่างที่ถูกกักกันอยู่ในค่ายพวกนักโทษจะถูกย้ายสับเปลี่ยนที่อยู่ไปตามค่ายต่างๆอยู่เสมอ สำหรับดิฉันเองก็เคยไปอยู่ตามค่ายต่างๆถึง 3 แห่ง และเปลี่ยนงานทำจนนับครั้งไม่ถ้วน

 

ส่วนใหญ่จะทำงานเกี่ยวกับการให้บริการทางด้านสุขภาพอนามัยในสถานพยาบาลหรือในโรงพยาบาลต่างๆในค่ายนั้นๆ แต่บางครั้งดวงตกอับเขาก็เคยให้ไปทำงานเกี่ยวกับการใช้แรงกาย เช่น เป็นคนทำความสะอาดห้องส้วมห้องสุขาหรือแม้กระทั่งเป็นกรรมกรขุดดินนอกค่าย

 

การที่ต้องเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่เช่นนี้บางทีก็มีสาเหตุมาจากไม่ลงรอยกับหัวหน้าคุกบ้าง พวกเยอรมันย้ายตามปกติบ้าง ซึ่งบางครั้งก็ได้ทำงานดีๆบางครั้งก็ให้ไปทำงานที่ยากลำบาก สลับกันไปเรื่อยๆ

 

เมื่อปลายฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1944 ดิฉันถูกย้ายไปทำงานกับหน่วยรักษาความสะอาดห้องสุขาแต่ต่อมาไม่นานก็โชคดีได้ย้ายกลับมาทำงานในโรงพยาบาลเดิม

 

เมื่อถึงต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 1944 มีค่ายสำหรับกักกันนักโทษหญิงเหลืออยู่ 2 ค่ายเท่านั้น ส่วนค่ายอื่นๆที่เคยมีอยู่ถูกปิดไปเนื่องจากมีการอพยพนักโทษหญิงไปไว้ที่อื่น หรือไม่ก็เนื่องมาจากนักโทษหญิงในค่ายต่างๆถูกนำตัวไปสังหารจนหมดค่าย

ค่ายที่เหลือ 2 แห่งนี้ได้แก่ ค่ายบี-2 ซึ่งเป็นค่ายบังคับใช้แรงงาน และค่ายอี.ซึ่งเดิมเคยเป็นคุกขังพวกยิปซีตามที่เคยเล่าให้ฟังแล้วแต่ขณะนี้ถูกใช้เป็นที่ตั้งโรงพยาบาล

 

นักโทษในค่ายบี-2เป็นพวกที่ทำงานในโรงงานทอผ้าหรือผลิตสารสำหรับใช้ในการทำชนวนลูกระเบิด พวกเธอมีสภาพความเป็นอยู่เลวมาก วันทั้งวันต้องทนอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยกองผ้าขนสัตว์สกปรกกองหนึ่งๆสูงประมาณ 1-2 หลา ซึ่งเมื่อมีอะไรไปกระทบแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็จะมีฝุ่นฟุ้งออกมาเข้าจมูกและเข้าไปในปอดของคนงาน

 

ซ้ำร้ายยิงไปกว่านั้นคนงานก็ไม่มีน้ำที่จะมาชำระล้างร่างกายหลังจากเลิกงานแล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่โรงพยาบาลของเราคับคั่งไปด้วยคนไข้จากโรงงานบี-2แห่งนี้

 

 

ในสัปดาห์หนึ่งๆมีคนไข้หญิงเป็นจำนวนมากไปรับการรักษาในโรงพยาบาลที่ค่ายอี.ถึง 2 ครั้ง คนไข้ที่เดินมาเองไม่ได้ก็จะถูกนำตัวขึ้นรถบรรทุกหรือรถเข็นมาส่งโรงพยาบาล บางรายก็ให้เพื่อนช่วยประคองเดินลุกลุกคลุกคลานมาจนกระทั่งถึงที่หมาย ลักษณะไม่ผิดอะไรกับคนพิการจูงคนตาบอด

 

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแล้วก็ใช่ว่าจะถูกกรับตัวเข้าโรงพยาบาลในทันทีเพราะเขามีกฎว่าผู้ป่วยไม่ว่าจะมีอาการหนักเพียงใด ก่อนที่จะรับตัวเข้าโรงพยาบาลจะต้องให้ไปอาบน้ำเสียก่อน

 

ผลก็คือกว่าจะอาบน้ำเสร็จคนไข้ต่างเป็นลมล้มพับคาห้องน้ำไปตามๆกัน บางครั้งเราก็ไม่ยอมปฏิบัติตามกฎที่ทารุณไร้มนุษยธรรมนั้น โยนำผู้ป่วยหนักเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องให้อาบน้ำก่อน

 

เนื่องจากโรงพยาบาลมีคนป่วยเข้มารับการรักษามาก ดังนั้นสภาพภายในโรงพยาบาลจึงสับสนวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง เพราะในหมู่คนไข้ของเรามีคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคขาดอาหารและโรคติดต่อร้ายแรงถึงร้อยละสามสิบ

 

สิ่งอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาลก็มีไม่เพียงพอสำหรับบริการ ที่นอนผืนหนึ่งมีคนไข้นอนรวมกัน 2-3 คนหรือบางครั้งถึง 4 คน

 

คนไข้ต้องนอนแออัดยัดเยียดอยู่กับเพื่อนซึ่งไม่ได้เป็นโรคเดียวกับตน  จึงเป็นที่น่าวิตกว่าแทนที่จะมารับการรักษาโรคที่ตนป่วยอยู่นั้นกลับจะต้องมาติดโรคอื่นๆจากโรงพยาบาลไปเสียอีก ส่วนเรื่องที่จะป้องกันโรคติดต่อนั้นก็เป็นสิ่งที่กระทำได้ยากยิ่ง

 

จากการที่ได้มาทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่มีคนไข้เป็นโรคขาดอาหารเช่นนี้ ทำให้ได้รู้ว่าการขาดอาหารเป็นสมุฏฐานของโรคหลายชนิด ที่สำคัญได้แก่โรคท้องร่วงหรือที่พวกเยอรมันเรียกว่า โรคห่าลง โรคฝีหนองอักเสบ โรคขาดวิตามิน และโรคปอดบวม

 

ส่วนที่เป็นโรคติดต่อนั้นส่วนใหญ่เป็นโรคไข้รากสาดใหญ่ โดยเฉพาะโรคไข้รากสาดใหญ่มีหมัดหนูเป็นพาหะนำโรค เนื่องจากในค่ายมีหนูอาศัยอยู่อย่างขุกขุมในทุกซอกทุกมุม

แม้ว่าจะมีการประกาศสงครามขั้นแตกหักระหว่างนักโทษกับหมัดหนูแต่ผู้ชนะโดยเด็ดขาดก็คือหมัดหนูนั่นเอง เพราะยาฆ่าเชื้อสับด้อยคุณภาพที่เรามีใช้กันในค่ายมันไม่มีฤทธิ์แรงพอที่จะทำให้หมัดหนูตายได้

 

ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเราก็ไม่มีเวลาและมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะต่อสู่กับศัตรูร้ายกาจเหล่านี้ได้ ซึ่งนับวันแต่จะเพิ่มจำนวนเป็ฯทวีคูณ ทุกคนในค่ายกักกันต่างถูกหมัดหนูรบกวนตามร่างกายด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนักโทษที่ทำงานเป็นกรรมกร นักโทษในคุกหรือแม้แต่ผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาล

 

มันมาปรากฏตัวอยู่ทุกหนทุกแห่ง เช่น ตามเสื้อผ้า ในกรุงขัง ที่ผมบนศีรษะ ที่คนในที่ลับ ที่หนวดเครา หรือแม้แต่ที่คนคิ้ว สัตว์ตัวเล็กๆพวกนี้ร้ายกาจมากถึงขนาดสามารถไปหลบซ่อนอยู่ใต้ผ้าปิดแผลของคนไข้

 

ดิฉันนึกในใจว่าหากพวกเราอยู่ในค่ายต่อไปอีกนานๆก็คงจะล้มตายกันหมด จะมีเพียงหมัดหนูเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

แต่ในช่วงเดือนหลังๆที่เราไปประจำอยู่ที่ค่ายอี.สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเนื่องจากว่าสาวน้อยเออร์ลี ราชินีประจำค่ายได้ใช้มาตรการเด็ดขาดในการทำลายหมัดหนู โดยบังคับให้นักโทษถอดเสื้อผ้าออกหมด และเธอก็พร้อมที่จะให้นักโทษหนาวตายมากกว่าที่จะยอมให้หมัดหนูมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

ในการรณรงค์ต่อสู้กับหมัดหนูนั้นเราที่ทำงานกันอยู่ในโรงพยาบาลค่อนข้างจะได้เปรียบคนอื่นอยู่บ้าง เนื่องจากอยู่ในที่พักที่ไม่แออัดยัดเยียด

 

นอกจากนั้นแล้วเรายังมีอ่างล้างหน้าอย่างดีซึ่งเมื่อชำระล้างแล้วก็สามารถปล่อยน้ำเสียทิ้งไปได้ แต่ก็อีกนั้นแหละโอกาสที่จะติดหมัดหนูจากคนอื่นนั้นก็มีมากเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาตรวจรักษาคนไข้ในแต่ละวัน ก็พวกคนไข้นี่แหละเป็นคนนำหมัดหนูมาให้

 

ถึงกระนั้นก็ตามเราก็ไม่ละความพยายามได้ใช้วิธีการต่างๆกำจัดมันออกจากร่างกายอยู่ทุกวันในขณะเดียวกันนั้นเราก็แนะนำวิธีการกำจัดมันให้คนไข้ในโรงพยาบาลของเราด้วย

 

 

ถ้าพวกเราในค่ายร่วมมือร่วมใจกันทำเช่นนี้หรือมีเครื่องมือที่จะต่อสู่กับหมัดหนูที่ดีกว่านี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าหมัดหนูไม่มีทางเอาชนะพวกเราได้แน่ที่พวกเราต้องพ่ายแพ้มันอย่างราบคาบและต้องประสบกับความทุกข์ยากกันเช่นนี้ ก็เพราะพวกมันนั่นเองเป็นตัวการ

 

เพื่อให้การดำเนินงานตามมาตรการกำจัดหมัดหนูได้อย่างได้ผลดีขึ้น เราได้แนะนำให้คนไข้หญิงทุกคนชำระร่างกายให้สะอาดหมดจดทุกเย็นก่อนเข้านอน

 

โดยให้ผลัดกันใช้แปรงที่เรามีอยู่เพียงอันเดียวขัดสีสิ่งสกปรกและตัวหมัดออกไปให้หมด นั่นเป็นวิธีการเพียงอย่างเดียวที่เราใช้ต่อสู้กับเจ้าปาราสิตตัวมารร้ายที่คอยมารังควานพวกเราจนตกเป็นเหยื่อของพวกมันคนแล้วคนเล่า

 

นักโทษที่อยู่ในค่ายเอาส์วิตซ์-เบอร์เคเนาต่างมีความฝันที่ตรงกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ พยายามหาทางหลบหนีออกจากค่ายแห่งนี้ให้ได้ แต่ในหมู่นักโทษนับหมื่นๆคนเหล่านี้แทบจะไม่มีผู้ใดเลยประสบความสำเร็จในการหลบหนี

 

ในระหว่างที่ดิฉันอยู่ในค่ายนี้เคยได้รู้มาว่ามีนักโทษหลบหนีออกไปได้เพียง 4-5 คน แต่ในกรณีที่หลบหนีไปได้เช่นนี้ก็ไม่แน่ว่าจะหนีไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

 

ระบบคบคุมนักโทษของพวกเยอรมันมีประสิทธิภาพดีมาก ที่ค่ายแห่งนี้มีการให้รางวัลแก่ยามรักษาการณ์ที่สามารถยิงนักโทษที่พยายามหลบหนี

 

การหลบหนีจึงกระทำได้ยากลำบากมาก เพราะมีรั้วลวดหนามปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงล้อมค่ายเอาไว้  นอกจากนั้นแล้วที่ข้างนอกของค่ายก็ยังมีเจ้ามิราเดอร์ซึ่งก็คือสุนัขที่ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษเพื่อใช้ติดตามล่านักโทษที่หลบหนีไป

 

นอกจากนั้นแล้วเมื่อมีผู้ใดหายไปเขาจะนำมาตรการเด็ดขาดออกมาใช้ คือเปิดไซเรนเป็นการเตือนเจ้าหน้าที่ในค่ายให้ได้รู้ เมื่อใดที่ได้ยินเสียงไซเรนอันน่าสะพรึงกลัวก้องไปทั่วบริเวณค่ายเมื่อนั้นเราก็จะรู้ทันทีว่ามีนักโทษคนใดคนหนึ่งกำลังพยายามหลบหนีและเราจะพากันตัวสั่นงันงกสวดมนต์อ้อนวอนขอให้คนที่กำลังหลบหนีนั้นหนีไปได้สำเร็จ

 

 

ความรู้สึกของเราในตอนนั้นมีลักษณะความเห็นแก่ตัวอยู่ไม่น้อยทั้งนี้เพราะราต่างก็ตั้งความหวังว่าใครก็ตามที่หลบหนีไปสำเร็จนั้นก็คงจะไปเผยความลับให้โลกได้รู้ถึงสิ่งที่เป็นไปในค่ายเบอร์เคเนา ซึ่งในที่สุดแล้วก็จะมีคนมาช่วยเราให้พ้นจากค่ายนรกแห่งนี้

 

หรือไม่ก็ไปบอกให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ามาระเบิดเตาเผาศพให้สิ้นซากไปเลยก็ยิ่งดี ซึ่งเมื่อนั้นการทำลายล้างมนุษยชาติของพวกเยอรมันก็จะลดลงไปได้บ้าง

 

เมื่อมีนักโทษหลบหนีไปก็จะมีคำสั่งให้ออกติดตามอย่างฉับพลัน ถ้าหลบหนีไปในตอนกลางคืนเขาจะเปิดไฟตรวจค้นทั่วบริเวณพื้นที่รอบๆ ขณะเดียวกันก็จะมีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนพร้อมด้วยสุนัขออกค้นหาไปตามที่ต่างๆ

 

นักโทษคนนั้นก็จะต้องหนีอย่างหัวซุกหัวซุนและประสบกับความลำบากอย่างแสนสาหัส ไม่ต้องหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือใดๆจากชาวบ้านในละแวกนั้น

 

แต่ในระยะต่อมาอีกเพียง 3-4 วันเท่านั้นนักโทษที่หลบหนีไปได้นั้นก็จะสิ้นฤทธิ์เพราะทนจ่อความหิวอาหารและกระหายน้ำไม่ไหว

 

ปกตินักโทษที่หนีไปนั้นจะไม่กล้าเข้าไปหาอาหารในเมืองจนกว่าจะหาเสื้อผ้าใหม่มาเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดขาดรุ่งริ่งของตนให้ได้เสียก่อน ซึ่งถ้าหากเข้าไปในเมืองในชุดเดิมก็จะไม่แคล้วถูกสงสัยและถูกพวกเยอรมันจับได้ในที่สุด

 

โอกาสที่จะหลบหนีไปได้ตลอดรอดฝั่งนั้นอย่างน้อยที่สุดจะต้องได้รับความร่วมมือจากยามรักษาการณ์ โยพยายามไปตีสนิทเขาเอาไว้ นักโทษที่อยู่ในค่ายนานๆจะใช้วิธีขโมยทองหรือเพชรนิลจินดาจากคลังแคนาดาแล้วนำสิ่งของมีค่าเหล่านั้นไปติดสินบนยามรักษาการณ์

 

และถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ต้องหาชุดเจ้าหน้าที่เอสเอสมาไว้สวมใส่ในเวลาจะหลบหนีไป แต่แม้จะมีชุดเจ้าหน้าที่เอสเอสสวมใส่ไว้พรางตาหลบหนีแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะหลบหนีไปได้ตลอดรอดฝั่ง

 

.ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1944 มีนักโทษชายจากประเทศโปแลนด์ผู้หนึ่งทำงานอยู่ในหน่วยบี-3 ได้วางแผนที่จะหลบหนีออกจากค่าย เขาพยายามหาชุดเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสมาไว้ 2 ชุด โดยวางแผนไว้ว่าตัวเองสวมชุดหนึ่งและอีกชุดหนึ่งให้คนรักซึ่งเป็นสาวชาวยิวจากโปแลนด์สวมใส่หนีไปด้วยกัน

 

หนุ่มสาวคูนี้มาอยู่ในค่ายกักกันนานแล้วพอที่จะทำความคุ้นเคยกับยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสได้เป็นอย่างดี เมื่อทุกอย่างสำเร็จตามแผนขั้นต้นแล้วทั้งสองคนก็สวมชุดของเจ้าหน้าที่เอสเอสหลบหนีออกจากค่ายเบอร์เคเนามาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ก่อน

 

จากนั้นจึงหนีต่อไปยังหมู่บ้านเอาส์ชวิตซ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากค่ายเอาส์วิตซ์เท่ใดนัก คนทั้งสองไปอยู่ในหมู่บ้านนั้นโยมี่ใครในหมู่บ้านระแวงสงสัย ทั้งนี้เพราะฝ่ายชายมีหน้าตาเหมือนคนเยอรมันเพราะมีเชื้อสายอารยัน

 

ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองคนแต่งกายในชุดของหน่วยเอสเอสของเยอรมันอีกด้วย ทั้งสองคนได้ใช้ชีวิตดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์อ่างมีความสุขหลังจากที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในค่ายนรกมาเป็นเวลานาม

 

เมื่อหลบอยู่ในหมู่บ้านได้ 2 สัปดาห์ก็เกิดความย่ามใจว่า เมื่อพวกตนอยู่ในชุดเจ้าหน้าที่เอสเอสเช่นนี้แล้วก็คงจะไม่มีความระแวงสงสัย จึงสวมชุดดังกล่าวออกไปเดินเตร็ดเตร่ตามถนนต่างๆในหมู่บ้าน

 

บังเอิญว่ามีนายทหารจากหน่วยเอสเอสคนหนึ่งมาพบเข้าเกิดความสงสัยในตัวของเอสเอสตัวปลอมที่เป็นหญิง เพราะหน้าตาของเธอไม่เหมือนคนเยอรมัน จึงได้ขอตรวจค้นเอกสารประจำของคนทั้งสอง จึงถูกจับส่งกลับมาที่ค่ายกักกันในที่สุด

 

พวกเยอรมันได้ตั้งกฎบังคับใช้ประจำค่ายไว้อย่างหนึ่ง คือ นักโทษคนใดก็ตามที่หลบหนีออกจากค่ายเมื่อถูกจับได้ให้นำตัวกลับมายังค่ายเพื่อลงโทษสถานหนัก ท่ามกลางสายตาของนักโทษทุกคนในค่าย เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างสำหรับผู้ที่คิดจะกระทำอีกต่อไป

 

การลงโทษเริ่มต้นโยการให้นักโทษที่ถูกส่งตัวกลับมานั้นถือป้ายประสานความผิดของตนเดินไปจนทั่วบริเวณค่าย เมื่อนักโทษเห็นกันทั่วถึงแล้วก็จะถูกแขวนคอประจานตรงบริเวณกลางค่ายนั่นเอง หรือไม่ก็ถูกส่งตัวไปสังหารที่ห้องรมก๊าซพิษ

 

นักโทษหนุ่มและนักโทษสาวโปแลนด์ที่ถูกจับส่งตัวกลับมานี้ ได้แสดงความกล้าหาญชาญชัยให้ปรากฏต่อบรรดานักโทษที่มาชุมชุมเพื่อชมการประหารชีวิตครั้งนี้ โดยเฉพาะฝ่ายหญิงได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดที่จะถือป้ายประจานนั้น

 

พวกเยอรมันทำการตอบโต้อย่างฉับพลันโดยให้เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งทุบตีเธออย่างโหดร้ายทารุณ แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น หญิงสาวคนนั้นได้รวบรวมพละกำลังที่ยังเหลืออยู่อีกเพียงเล็กน้อยกำหนัดชกไปที่ใบหน้าของเจ้าหน้าที่เอสเอสที่กำลังซ้อมเธออยู่นั้นทันที

 

นักโทษที่มาชุมนุมกันอยู่เต็มไปหมดนั้นต่างก็พึมพำแสดงความอัศจรรย์ใจในความกล้าหาญของนักโทษหญิงยิว ต่างก็คิดว่าอย่างไรเสียพวกเยอรมันก็ต้องจัดการกับเธออย่างเด็ดขาด

 

และความจริงก็เป็นเช่นนั้น พวกเยอรมันโกรธแค้นที่เห็นอาการแผลงฤทธิ์ของเธอจึงเข้ากลุ้มรุมทำร้ายเธอในทันที ช่วยกันทั้งตีทั้งต่อยทั้งกระทืบทั่วร่างอย่างไม่ปรานีปราศรัยจนใบหน้าของเธอแตกยับเยินชุ่มโชกไปด้วยเลือด ร่างแทบแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

 

เมื่อจัดการซ้อมเธอจนหนำใจแล้วหัวหน้าหน่วยเอสเอสก็จับป้ายที่เธอไม่ยอมถือนั้นโยนไปบนร่างที่นอนจมกองเลือดหมดหนทางสู้นั้น แล้วจัดการเรียกรถบรรทุกมรณะเพื่อนำตัวไปสังหารชีวิตยังห้องรมก๊าซพิษ พอรถมาถึงร่างของเธอก็ถูกจับโยนเข้าไปในรถบรรทุกเหมือนกับโยนกระสอบแป้งมัน

 

ถึงแม้นักโทษหญิงคนนี้จะมีอาการร่อแร่คือตาแตกหน้าอาบไปด้วยเลือดและทั่วทั้งร่างกายแหลกเหลวยับเยินแต่เธอได้พยายามรวมพลังครั้งสุดท้ายทรงตัวยืนขึ้นร้องประกาศว่า

“กล้าหาญไว้เถิดผองเพื่อนทั้งหลาย พวกเขาจะต้องใช้หนี้กรรมที่สร้างกันไว้กับพวกเราอย่างแน่นอน อีกไม่นานหรอกพวกเราก็จะได้รับการปลดปล่อยแล้ว”

 

พวกเยอรมัน 2 คนปีนเข้าไปในรถบรรทุกแล้วช่วยกันรุมกระทืบเธออีกครั้งหนึ่งจนเธอเงียบเสียงไปแล้วแต่ก็ยุงถูกรุมกระทืบต่อไปจนรถบรรทุกมรณะเคลื่อนลับสายตาไป

 

วันหนึ่งดิฉันได้เดินสำรวจรอบๆโรงพยาบาลในช่วงเวลาพัก รู้สึกประหลาดใจมากที่ได้พบนายทาเด็กหนุ่มชาวโปแลนด์ผู้มีนัยน์ตาสีฟ้าที่ดิฉันเคยกล่าวถึงเขามาแล้ว เขาเดินตรงมาหาดิฉันดูท่าทางไม่เหมือนทาเด็กคนเดิมที่เคยเพียรพยายามหลอกล่อข่มขืนดิฉันที่โรงอาบน้ำเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

 

เดี๋ยวนี้เขากลายเป็นคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ร่างผอมโซใบหน้าซีดเซียวเดินกระย่องกระแย่งเหมือนคนไม่มีแรงมานั่งลงตรงหน้าของดิฉันโดยปราศจากคำทักทายใดๆแล้วพูดโพล่ออกมาว่า

 

“ผมกำลังวางแผนหลบหนีออกจากค่ายในวันพรุ่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว มันเป็นเรื่องที่ผมพยายามและใฝ่ฝันมานานหลายปีตลอดเวลาที่อยู่ในคุก ผมอาจทำสำเร็จหรือไม่ก็ถูกจับยิงเป้า แต่ผมไม่สนใจหรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้มันสุดที่จะทนอยู่ต่อไปอีกแล้ว”

 

เขาเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อไปว่า

 

“ก่อนที่ผมจะจากไปผมอยากจะบอกกับคุณว่า ตอนที่ผมอ้อนวอนขอความรักจากคุณครั้งนั้น ผมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก่อนที่สงครามจะเกิดผมเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงวอร์ซอ (ประเทศโปแลนด์) ถ้าคุณมีโอกาสรอดออกจากค่ายนรกนี้ไป ก็อย่าลืมไปเยี่ยมผมที่กรุงวอร์ซอบ้างนะครับ และผมเองก็จะไปเยี่ยมคุณที่ทรานซิลวาเนียเช่นกันถ้ามีโอกาส”

 

เขากล่าวทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนและหนักแน่น

 

“ผมเสียใจกับเหตุการณ์ที่ทำให้คุณขุ่นเคืองใจ ผมรู้ว่าคุณเกลียดการกระทำของผมแต่คุณรู้ไหมครับว่าคุณไม่สามารถเกลียดผมได้เท่ากับที่ผมเกลียดตัวเองหรอกครับ”

 

พอกล่าวเสร็จเขาก็เดินไปที่ประตูรงพยาบาลแต่ก่อนที่จะก้าวพ้นประตูออกไปได้หันกลับมาทางดิฉันอีกครั้งหนึ่ง แววตาครั้งสุดท้ายที่มองมามันเป็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความมีมนุษยธรรม ทำให้ดิฉันหวนนึกถึงน้ำเสียงที่นุ่มนวลเต็มไปด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของเขาในครั้งที่พบกันเป็นครั้งแรก

 

อีก 2-3 วันต่อมาเพื่อนๆของทาเด็กซึ่งเข้ามาทำงานในค่ายของเราก็มาบอกดิฉันว่า ทาเด็กกับน้องชายได้หลบหนีไปโดยใช้อุบายหลอกล่อยามรักษาการณ์เอสเอสได้สำเร็จ

 

ทั้งคู่ได้หลบหนีจากจ่ายไปยัง”ดินแดนที่ว่างเปล่าไร้มนุษย์”ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนประเทศรัสเซียประมาณ 1 ไมล์ ทั้งสองอดทนต่อความหิวโหวอาหารและกระหายน้ำอย่างแสนสาหัส ไม่ได้ดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียวตลอดเวลา 48 ชั่วโมงที่หลบหนีไปนั้น

 

ครั้นเดินทางไปพบบ่อน้ำแห่งหนึ่งทาเด็กก็หยุดดื่มน้ำแต่น้องชายยังเดินต่อไป ขณะที่ทาเด็กกำลังใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่มอยู่นั้น ทหารเยอรมันได้มาพบเข้าโดยบังเอิญ เขาจึงถูกจับทันทีและก็รู้ดีว่าโทษที่จะได้รับนั้นแน่นอนคือความตาย เขาจึงได้พยายามช่วยเหลือน้องชายโดยแกล้งบอกพวกเยอรมันว่าน้องชายหลบหนีไปทางอื่น

 

ด้วยเหตุนี้น้องชายของทาเด็กจึงหลบหนีไปได้สำเร็จส่วนทาเด็กถูกนำตัวกลับมายังค่ายและถูกขังไว้ที่หลุมบังเกอร์ หลุมบังเกอร์นี้เป็นคุกใต้ดินที่พวกเยอรมันสร้างไว้เพื่อทรมานนักโทษ ในนั้นแทบไม่มีอากาศและแสงว่างเลย

 

ภายในหลุมบังเกอร์ขุดเป็นหลุมแคบๆนักโทษจะยืนอยู่ในหลุมนี้ตลอดคืนและไม่มีที่พอจะนั่งหรือนอน

 

ในช่วงกลางวันนักโทษก็จะถูกเกณฑ์ออกไปทำงานที่หนักและลำบากมากมากกว่านักโทษธรรมดา ส่วนอาหารที่ได้รับแจกก็คือขนมปังเพียง 6 ออนซ์ครึ่งต่อ  3 วัน ไม่มีการให้อาหารอื่นใดอีกเลย

 

โยทั่วไปแล้วหลังจาก 3-4 วันผ่านไปนักโทษชายซึ่งแม้ว่าจะแข็งแรงเพียงใด เมื่อเจออาหารแบบนี้เข้าก็จะยอมแพ้อย่างราบคาบ แต่สำหรับทาเด็กเขาทนอยู่ได้หลายสัปดาห์ วันที่พวกเยอรมันตัดสินประหารชีวิตร่างกายของเขาแทบไม่มีสภาพของความเป็นมนุษย์เหลืออยู่เลย

 

ดินแดนของเยอรมันที่รุกรานได้มากว้างใหญ่ไพศาลนั้นได้เริ่มแคบลงๆทุกขณะเพราะถูกกองทัพของฝ่ายสัมพันธมิตรรุกคืบหน้ายึดคืน พวกเยอรมันจึงอพยพนักโทษออกพ้นรัศมีการบุกของกองทัพชองฝ่ายสัมพันธมิตรมารวมกันไว้ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์ และต่อมาอีกไม่นานนัก แม้แต่ค่ายเอาส์ชวิตซ์เองก็ต้องย้ายจากที่เดิมเข้าไปอยู่ในดินแดนส่วนในของประเทศเยอรมัน

 

นักโทษจากค่ายบรัสซอฟในประเทศโปแลนดเป็นพวกแรกที่อพยพมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ ผู้ที่อพยพมาเหล่านี้ถูกบังคับให้ไปอยู่ที่ค่ายบี-2 ซึ่งเคยเป็นค่ายของพวกเชโกมาก่อน

 

ระหว่างการอพยพมีนักโทษได้เสียชีวิตระหว่างทางเป็นจำนวนมาก ขณธอยู่ที่ค่ายบรัสซอฟนั้นความเป็นอยู่ของนักโทษมีความสะดวกสบาย

 

อาสาสมัครหญิงเป็นจำนวนมากที่ถูกนำมากักกันตัวอยู่ในค่ายแห่งนี้ สามารถทำมาหากินมีเงินมีทองใช้จ่าย  มีเงินจ้างนักโทษในค่ายให้ซักเสื้อผ้า ตัดเย็บเสื้อผ้าและทำความสะอาดซึ่งก็ทำให้นักโทษอื่นๆที่ไปรับจ้างทำงานพลอยมีมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยและซื้ออาหารเพิ่มเติมจากร้านอาหารได้ด้วย ถึงแม้ว่าร้านค้านั้นจะไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไรแต่พวกนักโทษก็คิดว่ายังดีกว่าไม่มีเสียเลย

 

นอกจากนั้นบรัสซอฟเป็นค่ายบังคับใช้แรงงาน มีโรงงานปั้นด้ายอยู่ในนั้นด้วย ไม่ได้เป็นค่ายทำลายล้างมนุษย์ ดังนั้นนักโทษจึงไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเตาเผาศพ ที่นั่นพวกเยอรมันจะใช้ปืนกลสังหารหมู่นักโทษจากรัสเซีย โปแลนด์ และฝรั่งเศสในป่าใกล้ๆค่ายนั่นเอง

 

การอพยพนักโทษออกจากบรัสซอฟกระทำกันอย่างรีบเร่ง โดยเริ่มเรียกระดมพลในตอนกลางวันและนำนักโทษขึ้นรถไฟที่แออัดยัดเยียดเหมือนกับขนสัตว์ จากนั้นก็รีบเคลื่อนขบวนรถออกจากสถานีรถไฟอย่างฉับพลัน

 

ส่วนนักโทษที่ออกไปทำงานนอกค่ายตั้งแต่เช้าก็ได้กลายเป็นผู้โชคดีไปเพราะเมื่อกลับมาค่ายในตอนเย็นก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากกองทหารโซเวียตซึ่งเพิ่งจะเข้าไปยึดครองพื้นที่

 

 

ในจำนวนผู้อพยพมาอยู่ค่ายเอาส์ชวิตซ์เนื่องจากปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรจนฝ่ายเยอรมันจำต้องถอนกำลังจากดินแดนต่างๆกลับนั้น มีชาวยิวเป็นจำนวนมากถูกบังคับให้อพยพจากศูนย์ควบคุมยิวที่เมืองลอดซ์

 

ดิฉันได้ฟังเรื่องราวต่อไปนี้จากปากของแพทย์หญิงชาวโปแลนด์คนหนึ่ง ซึ่งทำให้มองเห็นภาพชีวิตของชาวยิวในเมืองลอดซ์ในช่วงที่ถูกเยอรมันยึดครองได้ชัดเจนพอสมควร

 

ศูนย์ควบคุมชาวยิวที่เมืองลอดซ์ดดังกล่าวมีคูน้ำล้อมรอบ มีทหารเยอรมันถือปืนกลรักษาการณ์อยู่ตลอดเวลา ภายในศูนย์พวกยิวสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างเสรีเฉพาะในบางเวลาเท่านั้น

 

แต่ตลอดเวลาพวกเขาจะถูกบังคับให้ทำงานแก่กองทัพนาซี โยเป็นผู้ผลิตเครื่องแบบและถักคอเสื้อติดเครื่องหมายหัวกระโหลกทับกระดูกไขว้อันเป็นสัญลักษณ์ของทหารเอสเอส

ในเวลาเจ็บป่วยพวกยิวเหล่านี้มีแพทย์คอยรักษาพยาบาลให้เป็นอย่างดี ส่วนเสบียงอาหารที่ให้บริการแจกจ่ายภายในศูนย์ก็มีให้อย่างเหลือเฟือ ขวัญและกำลังใจของพวกเขาก็จึงดีมาก

 

การอพยพชาวยิวจากศูนย์มายังค่ายเอาส์ชวิตซ์กระทำอย่างเร่งด่วนเช่นเดียวกัน พวกเยอรมันได้ใช้วิธีการสกปรกหลอกลวงหลอกอีกตามเคยโยในขั้นแรกได้จับพวกผู้ชายยิวทั้งหมดไปไว้ที่สถานีรถไฟก่อน

 

เมื่อภรรยาและญาติมิตรฝ่ายหญิงไปสอบถามพวกเยอรมันก็บอกว่าพวกผู้ชายกำลังจะเดินทางไปทำงานในประเทศเยอรมัน หากพวกผู้หญิงหรือบรรดาญาติมิตรต้องการเดินทางร่วมไปกับพวกผู้ชายก็ไม่ขัดข้อง

 

เมื่อพวกผู้หญิงยิวได้ฟังเช่นนั้นก็รีบไปเก็บรวมรวมสิ่งของมีค่าของตนในศูนย์แล้วรีบติดตามพวกผู้ชายไปที่สถานีรถไฟ พวกเยอรมันก็จะถ่ายภาพยนตร์เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เอาไว้ แล้วนำออกฉายเป็นภาพยนตร์ข่าวโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านข่าวลือที่ว่าพวกเขาใช้วิธีการบังคับขมขู่ผู้ถูกเนรเทศ

 

เมื่อใครได้ชมภาพยนตร์นี้ก็จะหลงเข้าใจผิดไปว่าการเนรเทศกระทำด้วยความสมัครใจหาได้มีการบังคับแต่อย่างใดไม่

 

พวกผู้ชายผู้หญิงและเด็กๆจากค่ายยิวที่ศูนย์เมืองลอดซ์นี้ไม่ได้ไปทำงานในประเทศเยอรมันตามที่พวกเยอรมันอ้างแต่อย่างใด หากแต่ถูกบังคับให้อพยพมาอยู่ในค่ายทำลายล้างมนุษยชาติต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ค่ายเบอร์เคเนา

ดิฉันเคยให้การรักษาพยาบาลชาวยิวจากเมืองลอดซ์จำนวนหนึ่งในโรงพยาบาล คนไข้เหล่านี้มีสภาพร่างกายทรุดโทรมมาก ทั้งขวัญและกำลังใจก็ตกอยู่ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด

 

ดิฉันกล้าพูดได้เลยว่าในบรรดาผู้ป่วยในโรงพยาบาลของเราพวกยิวจากเมืองลอดซ์เป็นผู้ป่วยที่บอบบางที่สุดแทบจะไม่สามารถอดทนต่อสภาพเจ็บป่วยใดๆได้เลย

 

พวกที่มีสภาพเลวร้ายรองลงมาก็ได้แก่ผู้ป่วยจากประเทศกรีซ อิตาลี ยูโกสลาเวีย เนเธอร์แลนด์ ฮังการี โรมาเนีย ส่วนผู้ป่วยที่มีความอดทนมากที่สุดต้องยกให้พวกฝรั่งเศสและรัสเซีย

 

ผู้ถูกเนรเทศที่มาใหม่นอกจากเป็นพวกที่มาจากประเทศในแถบยุโรปตะวันออกแล้วก็ยังมีพวกกลุ่มใต้ดินต่อต้านเยอรมันและกลุ่มอื่นๆที่เยอรมันถือว่าเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาขากประเทศต่างๆในยุโรปตะวันตกด้วย

 

ในเดือนกันยายนปี ค.ศ. 1944ก่อนที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะทำการปลดปล่อยพื้นที่โลว์แลนด์มีชาวเบลเยี่ยมเป็นจำนวนมากถูกเยอมันเกณฑ์ให้มายังค่ายเอาส์ชวิตซ์ด้วย

 

นอกจากนั้นแล้วก็มีชาวยิวจากเทเรเซียนสเตดต์ พวกกรีกและอิตาเลียน บุคคลเหล่านี้ถูกกวาดต้อนขึ้นรถไฟเดินทางมายังค่ายเอาส์วิตซ์แทบทุกวัน

 

สำหรับพวกกรีกและอิตาเลียนเคยถูกคุมขังอยู่ในคุกต่างๆในแถบยุโรปตะวันตกมาก่อน เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรรุกคืบค้าเอาชนะได้เรื่อยๆพวกเยอรมันจึงทำการอพยพนักโทษออกจากคุกเหล่านั้น แล้วส่งตัวมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์และเบอร์เคเนา

 

ขวัญและกำลังใจของนักโทษชาวกรีกและอิตาเลียนมีสภาพเลวร้ายลงตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักโทษชราซึ่งไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของค่ายแห่งใหม่ได้ ก็มักหาทางออกโดยการฆ่าตัวตายอยู่เสมอ

 

การที่มีผู้ถูกเนรเทศรุ่นใหม่ๆเข้ามาอยู่นี้ทำให้บรรยากาศในค่ายเปลี่ยนแปลงไป ค่ายเบอร์เคนได้กลายเป็นศูนย์รวมนักโทษนานาชาติยิ่งกว่าเดิม มีนักโทษเกือบทุกชาติทุกภาษา ซึ่งมีวัฒนธรรมประเพณีปฏิบัติแตกต่างกันไป

 

ส่วนพวกนักโทษเก่าที่เหลืออยู่ในค่ายก็ได้แก่นักโทษประเภทได้รับการคุ้มครองรวมทั้งเจ้าหน้าที่ประจำค่าย พวกเจ้าหน้าที่ประจำค่ายหน้าเก่าเหล่านี้ ก็มักจะกดขี่ข่มเหงพวกนักโทษที่มาใหม่ด้วยความโหดร้ายทารุณเช่นเดิม ยังปฏิบัติตัวสมกับเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของรัฐบาลนาซีอย่างไม่เสื่อมคลาย

 

ค่ายเบอร์เคเนาจะรับนักโทษจากค่ายบังคับแรงงานในบริเวณใกล้เคียงกลับมาอีก ในกรณีที่นักโทษเหล่านั้นไม่สามารถทำประโยชน์ในด้านการผลิตยุทธปัจจัยให้แก่เยอรมันต่อไปได้

 

ปกติค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาจะจัดการส่งนักโทษที่มีร่างกายแข็งแรงไปทำงานในพื้นที่ราเวนสบรูกซึ่งมีโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่หลายแห่ง

 

เมื่อนักโทษที่ถูกส่งไปทำงานได้รับบาดเจ็บหรือล้มป่วยลงก็จะถูกส่งกลับโดยอ้างว่าให้กลับมาพักรักษาตัว แต่ความเป็นจริงแล้วพวกเยอรมันถือว่านักโทษที่เจ็บป่วยเหล่านี้เป็นพวกที่มีร่างกายอ่อนแอและมีจิตใจไม่เข้มแข็งจึงไม่สมควรมีชีวิตอยู่ในโลกต่อไป

 

ศพของนักโทษที่ถูกสังหารในค่ายใกล้เคียงจะถูกลำเลียงมายังค่ายเบอร์เคเนาด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เตาเผาศพของเบอร์เคเนาจึงทำหน้าที่เผาศพของนักโทษจากค่ายต่างๆที่อยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงด้วย

 

การที่พวกเยอรมันนิยมการเผาศพนั้นก็ไม่ใช่เพราะพิจารณาถึงหลักอนามัยแต่เพราะมีศพมากจนเกินกว่าจะหาที่ฝังได้หมด และยิ่งไปกว่านั้นการนำศพมาเผายังเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายเยอรมันอีกด้วย เพราะสามารถริบทรัพย์สินที่มีค่าจากศพก่อนที่จะนำไปเผา

 

เป็นที่น่าสังเกตว่ามีขบวนรถไฟนำนักโทษเข้าๆออกๆค่ายเบอร์เคเนาอยู่ตลอดเวลาโยแต่ละวันจะมีประกาศว่ารถไฟหลายขบวนกำลังจะนำนักโทษไปทำงานตามโรงงานในประเทศเยอรมัน โดยจะนำนักโทษอัดเข้าไปในตู้รถไฟจนเต็มหมดทุกตู้

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้วรถไฟก็จะเคลื่อนขบวนออกจากสถานีมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไม่มีใครทราบได้

 

แต่อีก 2-3 ชั่วโมงต่อมารถไฟขบวนเดียวกันนั้นก็บรรทุกผู้โดยสารพวกเดิมกลับคืนมายังสถานีเบอร์เคเนาและผู้โยสารซึ่งเป็นเหยื่อรายใหม่เหล่านี้จะถูกนำตัวไปสังหารในเตาเผาศพ

 

ทำไมพวกเยอรมันจึงใช้วิธีสังหารนักโทษด้วยวิธีอันสลับซับซ้อนเช่นนี้?ดิฉันก็ยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นปฏิบัติการตามแผนหรือเป็นเพราะเกิดจากผู้นำสั่งการผิดพลาดกันแน่ แต่ที่แน่ๆมันเป็นสิ่งที่ดิฉันเห็นมากับตาตนเอง

 

ต่อมาอีกวันหนึ่งรถไฟขบวนที่ 2ก็บรรทุกผู้ถูกเนรเทศรุ่นใหม่ออกจากสถานีเบอร์เคเนาโดยใช้ข้ออ้างอย่างเดิมว่าเพื่อส่งนักโทษไปทำงานในประเทศเยอรมัน และอีก 2-3 วันต่อมาพวกเยอรมันก็ขนเสื้อผ้าและทรัพย์สินของผู้ถูกเนรเทศกลับมายังค่ายเบอร์เคเนาอีก

 

ซึ่งก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่าผู้ถูกเนรเทศเหล่านั้นไม่ได้ไปประเทศเยอรมันแต่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว ไม่รู้ว่าได้ถูกนำตัวไปสังหารที่ใด และโดยวิธีการย่างใด

 

ถึงแม้จะมีนักโทษจากค่ายอื่นๆมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์อย่างมากมาย แต่ในระยะหลังๆจำนวนนักโทษในค่ายเริ่มลดน้อยลงตามลำดับ

เหตุที่เป็ฯเช่นนี้ก็เพราะว่าหลังจากฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1944 นักโทษจากค่ายแห่งนี้เป็นจำนวนมากถูกย้ายไปทำงานตามโรงงานต่างๆในประเทศเยอรมันแทนคนงานเยอรมันซึ่งส่งไปรบในแนวหน้า

ส่วนพวกอาชญากรชาวเยอรมันที่ติดเครื่องหมายสามเหลี่ยมสีขาวนั้นต่างก็ได้รับการปลดปล่อยให้มีอิสรภาพ ภายหลังจากยอมรับข้อเสนอจากเจ้าหน้าที่เยอรมันให้ออกไปรบกับศัตรูของประเทศในแนวหน้า

 

พวกทหารหน่วยเอสเอสส่วนใหญ่ก็ถูกส่งไปทำการรบในแนวหน้าเช่นเดียวกัน ส่วนพวกทหารหน่วยเอสเอสที่เหลืออยู่ในค่ายส่วนใหญ่เป็นพวกทุพลภาพที่กลับมารักษาตัวภายหลังจากออกไปสู้รบมาแล้ว

 

การคัดเลือกนักโทษไปสังหารเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้จำนวนนักโทษในค่ายเบอร์เคเนาลดน้อยลงไป พวกเยอรมันยังคงทำการคัดเลือกนักโทษไปสังหารอยู่เสมอ

 

เช่นบ่ายวันหนึ่ง ในขณะที่ฝนตกหนักเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสได้พากันมาที่โรงพยาบาลแล้วใช้อาวุธขมขู่บังคับให้คนไข้หญิงนำทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ไปกองรวมกันไว้ รวมทั้งอาหารที่ได้รับแจกประจำวันและเสื้อผ้าที่โรงพยาบาลแจกให้ใช้ด้วย

 

แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้รถบรรทุกแต่ใช้รถขนขยะเพื่อบรรทุกหญิงมี่เคราะห์ร้ายเหล่านี้ไปสังหาร เมื่อพวกเธอขึ้นรถขยะเรียบร้อยแล้วพวกเยอรมันก็เข็นรถขยะเหล่านั้นออกไปในท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาจนดินในค่ายเบอร์เคเนาเละกลายเป็นทะเลโคลน

 

เหยื่อสังหารเหล่านี้ไม่มีใครร้องไห้แม้แต่คนเดียว ทุกคนอยู่ในอาการสงบพลางโบกมืออำลาด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก เหมือนกับจะบอกกับพวกเราว่า

“วันนี้เป็นวาระของพวกเรา แต่วันนี้จะเป็นวาระของพวกคุณบ้าง”

 

อีก 1 ชั่วโมงต่อมารถขยะเหล่านั้นก็ทยอยกลับมาจากเตาเผาศพในสภาพที่ว่างเปล่ามีแม้แต่เงาของเหยื่อสังหารเหล่านั้น

 

ค่ายเบอร์เคเนาอยู่ในระหว่างเตรียมพร้อมที่จะทำลายหลักฐานทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งนี้เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารค่ายต่างตระหนักว่าจะต้องอพยพนักโทษออกไปจากค่ายแห่งนี้ก่อนที่กองทัพรัสเซียจะมาถึง แม้แต่เตาเผาศพก็ต้องทำลายเพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยอะไรไว้ให้พวกรัสเซียเห็น

 

อย่างไรก็ตามกระบวนการทำลายได้กระทำอย่างช้าๆและมีระบบ เจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพได้รับคำสั่งให้ทำลายเตาเผาศพไป 1 เตา ส่วนเตาอื่นๆยังคงใช้เผาศพนักโทษตามปกติ บางเตายังคงเผาอยู่จนกระทั่งถึงเดือนธันวาคมปี ค.ศ. 1944

 

ขบวนรถไฟทยอยมาอยู่เรื่อยๆและยังมีการคัดเลือกตัวผู้มาใหม่ที่สถานีรถไฟอยู่ต่อไป ผู้ที่ถูกคัดเลือกตัวแล้วก็ถูกส่งไปยังดินแดนที่จำเป็นต้องใช้แรงงานภายในประเทศเยอรมัน

 

แต่ในบางขบวนผู้โดยสารทั้งหมดถูกจำกัดในทันทีที่เดินทางมาถึงค่ายเบอร์เคเนา ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพวกเยอรมันจึงทำเช่นนั้น

 

ในช่วงนั้นดิฉันมีหน้าที่ต้องไปที่บริเวณสถานีรถไฟอยู่เสมอ วันหนึ่งเมื่อไปที่นั่นพร้อมกับเพื่อน 2-3 คนก็ได้เห็นรถไฟขบวนหนึ่งบรรทุกพลเรือนชาวรัสเซียที่พวกเยอรมันจับมาในขณะที่จะถอยทัพ

 

เมื่อประตูตู้รถไฟเปิดออกเรามองเข้าไปข้างในก็เห็นพวกเด็กๆร้องไห้กันระงม ส่วนคนชราก็พากันโอดครวญด้วยความระทมทุกข์ บ้างก็นอนซมด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เป็นที่น่าสมเพชเวทนายิ่งนัก

 

ส่วนเด็กหนุ่มสาวไม่ได้แสดงความเกรงกลัวใดๆเลยพากันร้องตะโกนคำขวัญปลุกใจเป็นภาษารัสเซียเป็นระยะๆ พวกผู้หญิงชาวรัสเซียเมื่อมองเห็นพวกเราต่างก็พากันชะโงกหน้าออกมาจากตู้รถไฟ ร้องขอน้ำและขนมปังเป็นภาษารัสเซีย”โวดา---เคล็บ”

 

เราได้ยิน 2 คำนี้อยู่เสมอ จึงเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ไม่ใช่แต่เฉพาะภาษารัสเซียเท่านั้นเรายังรู้จักคำว่า “ขอขนมปังและน้ำ”ของทุกชาติทุกภาษาในยุโรป

 

พวกหญิงรัสเซียเหล่านี้ต่างแย่งกันถามเราถึงสถานที่ที่พวกตนมาถึงในขณะนี้ แต่ละคนไม่ได้ระแวงสงสัยเลยแม้แต่น้อยว่าบัดนี้ได้มาถึงจุดจบแห่งชีวิตแล้ว

 

ดิฉันเดินกลับเข้าค่ายด้วยความเศร้าสร้อย มีนักโทษน้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้พบเห็นสภาพที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในสถานีรถไฟ

 

ตามปกติทุกๆครั้งที่มีรถไฟขบวนใหม่นำนักโทษมาถึงสถานี นักโทษจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาดู ต้องเก็บตัวอยู่ในคุก เฉพาะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเท่านั้นที่มีสิทธิ์ออกไปไหนมาไหนได้ ก็เพราะเสื้อคลุมสีขาวนี่แท้ๆที่ทำให้ดิฉันไปไหนมาไหนได้สะดวกกว่านักโทษธรรมดาอื่นๆ

 

ในวันรุ่งขึ้นดิฉันได้กลับไปที่สถานีรถไฟอีกครั้งหนึ่ง แต่บัดนี้ไม่มีใครอยู่ในตู้รถไฟกว่า 60 ตู้นั้นเลยแม้แต่คนเดียว ต่อมาจึงรู้ว่าพวกเยอรมันได้สั่งนักทาลงจากตู้รถไฟตั้งแต่เมื่อคืนวานแต่ก็ไม่รู้ว่าชาวรัสเซียเหล่านั้นถูกนำตัวไปไว้ที่ไหน

 

 ไม่มีใครเห็นชาวรัสเซียในค่ายแม้แต่คนเดียว ในวันต่อๆมาก็มีขบวนรถไฟนำชาวรัสเซียกลุ่มอื่นๆมาที่ค่ายเบอร์เคเนาอีก และชะตากรรมของพวกเขาก็ลงเอยในทำนองเดียวกับกลุ่มแรกๆ

 

ดิฉันยังจำเหตุการณ์ได้อีกครั้งหนึ่ง วันนั้นดิฉันกับเพื่อนนักโทษกลุ่มหนึ่งกำลังจะเดินไปยังค่ายเอฟ.ค่ายเค.และค่ายแอล.โยมียามรักษาการณ์เดินคุมไปด้วย

 

ขณะที่เดินไปใกล้สถานีรถไฟเราได้หยุดให้ผู้ถูกเนรเทศเดินผ่านไปก่อน สังเกตดูจากรูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งกายก็คงเป็นชนชั้นกลางชาวโปแลนด์ บางคนเป็นเจ้าหน้าที่รถไฟ บางคนเป็นพนักงานขนส่ง บุรุษไปรษณีย์ แม่ชี และเด็กนักเรียน

 เมื่อคนเหล่านี้เดินชักข้าไม่ทันใจพวกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสที่ควบคุมมาก็ใช้กระบองและแส้เฆี่ยนตี หรือไม่ก็ใช้วิธียิงปืนพกช่มขู่

 

ขณะนั้นมีชายชราคนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี แต่งกายในชุดไปรษณีย์เกิดเสียหลักหกล้มลง เด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุประมาณ 18 ปีซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นบุตรชายเห็นเข้าจึงรีบเข้าไปประคอง ในขณะที่ชายชรากำลังพยายามจะยันกายลุกขึ้นนั้นเอง เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งได้วิ่งเข้ามาใช้ปืนพกจ่อยิงอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ดิฉันกับเพื่อนๆมองเห็นเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างชัดเจนเพราะยืนอยู่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุเพียง 3 หลาเท่านั้นเอง

 

ชายชราทรุดฮวบลงกับพื้นเพราะฤทธิ์ของกระสุนปืนนัดนั้น แกดิ้นทุรนทุรายกำลังจะสิ้นใจตาย ปากบิดเบี้ยวแสดงถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

 

ดวงตาทั้ง 2จ้องจับอยู่ที่ใบหน้าของบุตรชายที่กำลังคุกเข่าร้องไห้ละล่ำละลักอยู่ข้างๆว่า”พ่อครับๆๆๆ”เหมือนกับว่าเขาเองกำลังจะขาดใจตายตามชายชราไปด้วย

 

แต่ฆาตกรหน่วยเอสเอสคนนั้นกลับมีอารมณ์เยือกเย็น ยินนิ่งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือล้วงกระเป๋าเสื้อนอกหยิบไฟแช็กมาเพื่อจุดบุหรี่สูบ

 

แต่ในขณะนั้นเองลมแรงมากจนต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งป้องลมเพื่อไม่ให้เปลวไฟดับ กว่าจะจุดบุหรี่ติดต้องใช้ความพยายามอยู่หลายครั้ง

 

ดูๆไปแล้วก็เหมือนกับว่าสำหรับเขาการทำลายชีวิตมนุษย์มันง่ายเสียยิ่งกว่าการจุดบุหรี่เสียอีก เมื่อจุดบุหรี่ติดก็เก็บไฟแช็กใส่ลงในกระเป๋าเสื้อนอกตามเดิม แล้วหันมามองชายหนุ่มที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับอกผู้เป็นบิดาที่กำลังจะสิ้นใจตายเพราะพิษบาดแผลจากกระสุนปืน

 

“ลุกขึ้นเดินไปเดี๋ยวนี้” เจ้าหน้าที่เอสเอสตะโกนสั่งเป็นภาษาเยอรมัน เมื่อเด็กหนุ่มทำท่าอ้อยอิ่งเหมือนกับไม่เข้าใจคำสั่ง ก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ถือแส้เข้าไปกระหน่ำตีให้ลุกขึ้นยืน

 

เด็กหนุ่มถูกตีหลายครั้งก็ลุกขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด ยืนมองร่างของบิดาด้วยความเป็นห่วงและสุดอาลัยอาวรณ์ ก่อนที่จะเดินไปสมทบกับขบวนของผู้ถูกเนรเทศ ที่ถูกบังคับให้เดินมุ่งหน้าไปยังป่าเบอร์เคเนาโดยไม่รู้ชะตากรรมของตนเอง.


 

บทที่ 18 ชีวิตส่วนตัวของแพทย์ในค่าย

 

เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้วที่ดิฉันได้มาพักรวมกับเพื่อนแพทย์หญิงซึ่งมีด้วยกัน 5 คนในห้องเล็กๆห้องหนึ่งของคุกหมายเลข 13

 

ในหมู่เพื่อนแพทย์ที่อยู่ด้วยกันนี้เห็นจะไม่มีใครน่าสนใจเกินไปกว่าแพทย์หญิงจี.ชาวทรานซิลวาเนีย เธอมีสุขภาพไม่สู้จะแข็งแรงนักซ้ำยังมีนิสัยหยิบหย่งสำสวยมากทีเดียว

 

เธอแปลกที่ไม่ยอมรับความจริงว่าเดี๋ยวนี้ได้มามีชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมที่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปจนหมดสิ้นแล้วแต่เธอก็ยังแสวงหาความสุขเหมือนก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในค่าย ซึ่งทุกคนต่างรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้ว

 

ทุกๆเย็นเธอจะบอกกับพวกเราว่าหัวหน้าคุกเชิญเธอให้ไปร่วมดื่มน้ำชาด้วยและเมื่อกลับมาก็จะพาล่มถึงเหตุการณ์ของการดื่มน้ำชาเสียอย่างเลอเลิศ ราวกับว่ามันเป็นงานเลี้ยงที่แสนจะหรูหราดังเช่นที่เธอเคยผ่านมาก่อนที่สงครามโลกจะเกิดขึ้น

 

เราทุกคนทราบกันดีว่างานเลี้ยงน้ำชาที่เธอพล่ามมานั้นสภาพจริงมันเป็นอย่างไร ในสถานที่แบบนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนซึ่งตกอยู่ในสภาพเดียวกันจะได้ลิ้มรสน้ำชาชั้นดีอย่างที่เธอว่า

 

 แต่แปลกที่แพทย์หญิงจี.ก็ยังพล่ามถึงความล้ำเลิศและความวิเศษวิโสของมันอยู่ได้ มันเหมือนกับว่าอยู่ในโลกของความฝันที่เธอสร้างมันขึ้นมาเองนั่นแหละ

 

เพื่อนคนที่ 2 ของดิฉันเป็นหญิงสาวผมสีทองชาวยูโกสลาเวีย แอบอ้างตัวเองว่าเป็นแพทย์แต่ในกลุ่มของเราในโรงพยาบาลรู้กันอยู่เต็มอกว่าความจริงแล้วไม่ใช่แพทย์ อย่างดีที่สุดอาจจะเคยเป็นนักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งมาเท่านั้นเอง

 

จะเป็นแพทย์ได้อย่างไรล่ะคะในเมื่อเธอไม่กล้าแม้แต่จะปิดแผลให้คนไข้ เวลาจะปิดแผลแต่ละครั้งเห็นหวาดกลัวจนมือสั่นและบางครั้งก็มีท่าทางเงอะงะจนพวกเยอรมันเกือบจะจับได้ตั้งหลายครั้งว่าโกหก ซึ่งหากจับได้เมื่อไหร่ก็มีหวังถูกส่งตัวไปเข้าเตาเผาศพเหมือนกับคนอื่นๆที่เคยโกหกพวกเยอรมันว่าตัวเองเป็นแพทย์

 

เธอจึงเพียรพยายามที่จะหาความรู้โดยการอ่านหนังสือตำราทางการแพทย์ เมื่อใดก็ตามที่หยิบตำราเวชกรรมดีๆขึ้นมาอ่านเธอก็จะอ่านด้วยความตั้งใจอย่างเต็มที่ แทบจะไม่วางหนังสือนั้นเลยทีเดียว

 

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าในค่ายไม่มีตำราทางการแพทย์โดยตรงอยู่เลย จะมีก็เฉพาะหนังสือประเภทข้อแนะนำทางการแพทย์ประจำบ้านเท่านั้น แต่ความรู้พื้นฐานที่เธอมีอยู่ก็ไม่เลวเลยเมื่ออยู่ในสภาพการณ์ที่หาแพทย์ดีๆได้ยากเช่นนี้

 

ต่อมาเธอได้รับมอบหมายให้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลโรคติดต่อซึ่งก็ทำให้เธอลำบากใจมากยิ่งขึ้นเพราะไม่รู้วิธีวินิจฉัยโรค แต่ก็นับว่าแปลกที่เธอต่อมาได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าแพทย์ประจำโรงพยาบาลประจำค่ายของเราที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเธอ

 

เพื่อนคนที่ 3ของดิฉันชื่อแพทย์หญิงโรสซา เป็นแพทย์ทางกุมารเวชศาสตร์จากประเทศเชโกสโลวะเกีย คนนี้เป็นแพทย์จริงไม่ใช่แพทย์ปลอมเหมือนคนที่ 2 เป็นคนเอาจริงอังและอุทิศแรงกายแรงใจเพื่องานรักษาพยาบาลคนป่วยอย่างแท้จริง เป็นคนร่างเตี้ยหน้าตาขี้ริ้วจนน่าเกลียด อายุประมาณ 55 ปี

 

 เรามักจะได้ยินเธอพูดถึงคนรักที่ประเทศเชโกสโลวะเกียด้วยความชื่นชมในความเก่งกาจในเชิงบทรักของเขา วันหนึ่งมีเพื่อนของเธอมาหาที่โรงพยาบาลเป็นคนรู้จักคุ้นเคยกับเธอก่อนที่จะมาอยู่ในค่าย เธอผ็นี้กล่าวชมผลงานอันดีเด่นของแพทย์หญิงโรสซาที่เคยทำมาในอดีตให้เราฟังกัน

 

ในขณะที่แพทย์หญิงโรสซาถูกเรียกตัวออกไปข้างนอกเราจึงฉวยโอกาสตอนนี้แอบกระซิบถามเกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆของแพทย์หญิงโรสซา จึงได้รู้ความจริงว่าแพทย์หญิงโรสซารักเขาข้างเดียว

 

ชายคนนั้นไม่ได้สนใจแม้แต่จะชายตาให้เธอ ที่เธอคุยโอ้อวดเกี่ยวกับเขานั้นก็เป็นการหาทางออกอย่างหนึ่งของคนมีปมด้อย ซึ่งก็เข้าทำนองเดียวกันกับการฝันเฟื่องของแพทย์หญิงจี.นั่นเอง

 

สำหรับเพื่อนร่มห้องคนที่ 4 ขอเรียกชื่อเธอว่า”เอส”ก็แล้วกัน เธอเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่ง ในอดีตเคยเป็นผู้ช่วยแพทย์เคยทำงานร่วมกับสามีดิฉันมาก่อน

 

เธอถูกนำตัวมายังค่ายแห่งนี้พร้อมกับน้องสาวอีก 4 คน แพทย์หญิงเอสเป็นพี่สาวตัวอย่างที่รักและเป็นห่วงเป็นใยพวกน้องๆมากเป็นพิเศษ น้องๆอยู่ในค่ายในฐานนักโทษธรรมดา จึงต้องลำบากลำบนในฐานะที่เป็นนักโทษในค่ายกักกันอย่างสมบูรณ์แบบ แพทย์หญิงเอสมีชีวิตอยู่เพื่อน้องทั้ง 4 คน ชะตากรรมของน้องๆจะอยู่ในใจของเธอตลอดเวลา

 

คนที่ 5 ในกลุ่มของเราเป็นทันตแพทย์ เพิ่งแต่งงานก่อนที่จะถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ ถูกพรากจากสามีซึ่งเพิ่งแต่งงานมีความสุขอยู่ด้วยกันเพียงไม่กี่วัน

 

ต่อมาเรามีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่งชื่อ เบอร์กา เป็นหญิงสาวชาวยูโกสลาเวียวัย 22 ปี เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว นิสัยดีมากเท่าที่เคยพบมา จะคอยช่วยเช็ดถูทำความสะอาดห้องของเราเป็นประจำ

 

เพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่งชื่อ แพทย์หญิงโอ.มีลักษณะตรงกันข้ามกับแพทย์หญิงจี คนที่ชอบจินตนาการสร้างโลกในฝันให้มันน่าอยู่

 

แต่แพทย์หญิงโอ.มองทุกสิ่งทุกอย่างในแง่ร้ายกว่าที่เป็นจริง ไม่แน่ใจว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายมาแต่กำเนิดหรือว่าการมาอยู่ในค่ายทำให้เป็นเช่นนี้ไปได้

 

ในที่สุดเราก็มีแพทย์เพิ่มเป็น 12 คน อยู่ในห้องเล็กๆซึ่งแทบจะไม่มีอากาศหายใจ และอยู่กันด้วยความลำบาก แต่เราก็ยังคิดว่ามันเป็นสวรรค์น้อยๆเมื่อเทียบกับที่แห่งอื่นในค่าย เพราะในห้องนี้มีลักษณะเป็นห้องส่วนตัวมากทีเดียว

 

เรามักจะอยู่ด้วยกันเสมอ ในตอนกลางคืนก็อยู่ด้วยกันในห้องเล็กๆในคุกหมายเลขที่ 13 ส่วนในตอนกลางวันก็ไปทำงานอยู่ด้วยกันในโรงพยาบาล ต่างรู้จิตใจของกันและกัน ยามสุขก็หัวเราะต่อกระซิกด้วยกันความจริงแล้วเรามีทัศนะแตกต่างกันและมักจะเกิดความขัดแย้งจากสาเหตุเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอ

 

ในห้องพักของเราไม่มีเก้าอี้จะนั่งก็เลยพากันนั่งบนเตียงของแพทย์หญิงจี.และทันตแพทย์หญิง ซึ่งคนทั้งสองนี้บางครั้งก็ทำตัวเป็นแม่บ้านที่เยี่ยมยอดมาก

 

ในบางครั้งทั้งสองคนก็ร้องไห้เหมือนเด็กๆเมื่อเราไปนั่งบนเตียงนอน แต่ทั้งสองคนก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะโกรธกระฟัดกระเฟียดกับพวกเราอยู่เหมือนกัน

 

เพราะว่าพวกเราเพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลที่แต่ละคนไม่เพียงแต่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมาเท่านั้นแต่ยังอาจติดเชื้อโรคต่างๆจากผู้ป่วยมาอีกด้วย

 

เป็นที่ประหลาดใจที่ในหมู่พวกเรายังไม่มีใครเคยติดเชื้อคนไข้มาทั้งๆที่ไม่ได้หามาตรการป้องกันจุลินทรีย์ต่างๆมากนัก  มีโรคคันเพียงโรคเดียวที่เป็นกันอยู่บ่อยๆ ดิฉันเองก็เคยไปติดโรคนี้จากตนไข้ในโรงพยาบาลอยู่เสมอและเคยเป็นโรคนี้ถึง 7 ครั้ง

 

ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากโรคคันนี้มันไม่ผิดอะไรกับการถูกทุบตีจากพวกเยอรมัน เวลามันกำเริบขึ้นมาก็แทบจะไม่เป็นอันนอนหรือทำงาน

 

ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยแผลที่เกิดจากการเกาอย่างไม่หยุดหย่อน เคยพยายามหายามารักษาซึ่งกว่าจะได้ต้องใช้เวลาอยู่นานพอควร

 

 

เมื่อได้ยามาแล้วก็ต้องเจอกับปัญหาในการใช้อีกเพราะเพื่อนๆต่างพากันประท้วงไม่ยอมให้ใช้ยานี้ทาในตอนกลางคืน เพราะขี้ผึ้งแก้คันมันมีกลิ่นเหม็นมากทำให้คนที่อยู่ในห้องทนกลิ่นของมันไม่ไหว

 

การทายารักษาโรคคันนี้เคยเป็นเหตุให้เพื่อนร่วมห้องพักแตกแยกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งไม่ต้องการให้ดิฉันใช้ยานีทาในตอนกลางคืน เนื่องจากกลิ่นเหม็นของมันไปรบกวนการพักผ่อนหลับนอนเป็นอย่างมาก เขาจึงแนะนำให้ดิฉันใช้ยาในตอนกลางวัน เพราะกลิ่นในโรงพยาบาลก็เหม็นอยู่แล้วจึงไม่เป็นที่รบกวนใครเพิ่มขึ้น

 

แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็เห็นใจและสงสารยอมให้ดิฉันทายาในตอนกลางคืนได้ ต่อมาแม็กดาและทันตแพทย์หญิงเกิดอาการคันเช่นเดียวกับดิฉัน ยาชี้ผึ้งที่นำมาทาก็มีกลิ่นเหม็นเช่นเดียวกัน ก็เลยทำให้บรรยากาศในห้องเหม็นคลุ้งยิ่งขึ้น

ทุกๆเช้าจะเกอดการแย่งกันใช้อ่างล้างหน้าเพราะในห้องมีอ่างล้างหน้าอยู่เพียงอ่างเดียว แต่เราอยู่ด้วยกันถึง 12 คน คนที่น่าสงสารที่สุดเห็นจะเป็นเบอร์กาสาวน้อยชาวยูโกสลาเวีย ซึ่งจะมาใช้อ้างนี้เป็นคนสุดท้ายและบางครั้งก็ถึงกับร้องไห้เพราะมีน้ำเหลืออยู่น้อยแทบจะไม่พอดื่ม เรื่องที่จะใช้น้ำล้างหน้าจึงเป็นอันไม่ต้องพูดถึง

 

เราไม่มีกระจกส่องหน้าใช้กัน ในเวลามีน้ำเราก็จะใช้วิธีมองเงาของตัวเองในน้ำแทนกระจก เราต่างสังเกตเห็นว่าเส้นผมที่เริ่มยาวขึ้นมานั้นมีเส้นสีเทาแซมอยู่ประปรายบ้างแล้ว

 

เราไม่มีแปรงหรือหวีที่จะใช้หวีผมให้เป็นระเบียบ มันจึงดูกระเซอะกระเซิงไม่ผิดอะไรกับผมของพวกวัยรุ่นที่แต่งตัวประหลาดๆ

 

แพทย์หญิงจี.ทนมองสภาพอันน่าเกลียดของทรงผมตัวเองไม่ได้ เลยจัดการให้คนไข้ของเธอซึ่งเป็นช่างทำผมและมีหวีติดตัวมาด้วยช่วยจัดการทำผมให้รา แต่เธอก็ไม่ได้ทำให้ฟรีๆเราต้องอดขนมปังคนละ 2 มื้อเพื่อนำมาสมนาคุณแก่ช่างทำผมผู้นี้

 

ขนคิ้วก็เคยทำให้ดิฉันเกือบจะต้องลำบากในระยะแรกๆที่เข้ามาอยู่ในค่าย คือขนคิ้วของดิฉันมันบางมาตั้งแต่เกิดแต่พวกที่อยู่ในค่ายพากันเข้าใจผิดคิดว่าดิฉันถอนมันทิ้ง เพื่อนนักโทษเคยบอกดิฉันถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้

 

 

ดิฉันเองก็เคยถูกพวกเยอรมันนำตัวไปเฆี่ยนตีหลายครั้งด้วยเหตุเข้าใจผิดคิดว่าดิฉันถอนขนคิ้วเพื่อการเสริมสวย แต่ในที่สุดพวกเราก็รู้ความจริงว่าดิฉันมีขนคิ้วบางอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดเมื่อทุกคนเข้าใจความจริงเลยทำให้ดิฉันสบายใจขึ้น ไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป

 

ทุกวันเราอดที่จะพูดถึง”พิงค์ลี”กันไม่ได้ ซึ่งเจ้าพิงค์ลีนั้นก็ไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไรนัก สภาพของมันดูไม่ผิดอะไรกับถุงย่ามขาดๆของพวกขอทาน เราทำทันจากเศษถุงเท้า เศษผ้า ถุงน่องหรือหมวกเก่าโดยนำวัตถุเหล่านี้มามัดติดกันทำเป็นถุงอเนกประสงค์ คือใช้เป็นทั้งกระเป๋าที่เก็บของและสมบัติส่วนตัว

 

ของทุกชิ่นที่นำมาประกอบเป็นถึงพิงค์ลีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากไร้และความขัดสนของชีวิตในค่ายเป็นอย่างดี

 

ชีวิตในค่ายแห่งนี้นักโทษทุกคนจะพยายามปกปิดความโชคดีของตน เช่นเมื่อมีเนยเทียม ขนมปังหรือแยมเปลือกส้มแม้แต่ช้อนชาเดียว นักโทษคนใดมีหวีที่มีซี่หักเกือบหมดแล้วก็ถือว่าเป็นผู้มั่งคั่งและหากใครมีกระป๋องใบเล็กๆในถุงพิงคลีเพียงใบเดียว ก็อาจทำให้นักโทษอื่นๆเข้าใจว่าผู้นั้นเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่งยิ่งขึ้นไปอีก

 

ถุงพิงค์ลีถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือยซึ่งพวกเยอรมันจะห้ามนักโทษใช้โดยเด็ดขาด ไม่มีที่ใดในค่ายพอที่จะเป็นสถานที่เก็บซ่อนพิงค์ลีได้อย่างปลอดภัย

 

ระหว่างเข้าแถวรอเรียกชื่อเราก็จะนำมันติดตัวไปด้วยโยซ่อนไว้ในกระโปรง นักโทษคนใดไม่รอบคอบเผลอปล่อยให้ถุงพิงค์ลีหล่นลงมาขณะยืนเข้าแถวรอเรียกชื่อ ก็จะถูกลงโทษอย่างหนักซึ่งอาจถึงตายเลยทีเดียว

 

ถ้ามีเหตุการณ์ถุงพิงค์ลีหล่นโศกนาฏกรรมก็จะเกิดขึ้นกับผู้เป็นเจ้าของลิงค์ลีโยทั่วถึงกัน เพราะจะมีการตรวจค้นและยึดสมบัติต่างๆที่แสนจะหามาได้ยากไปจนหมดสิ้น

 

เมื่อเราย้ายมาอยู่ในห้องเล็กๆของคุกหมายเลขที่ 13แห่งนี้แล้ว ปัญหาเรื่องพิงค์ลีก็เป็นอันหมดไปเพราะสามารถซุกซ่อนมันไว้ในที่ปลอดภัยพ้นสายตาผู้มาตรวจค้นได้

 

 

เราทุกคนจะนำมันไปซุกซ่อนไว้ในที่ปลอดภัยก่อนที่คนตรวจจะมาถึง แต่ถึงกระนั้นถุงพิงค์ลีก็มักจะไม่ปลอดภัยจากการถูกขโมยโยนักโทษคนอื่นๆขณะที่เราไปทำงานอยู่ในโรงพยาบาล เพราะนักโทษคนอื่นๆอาจจะย่องไปขโมยสมบัติอันล้ำค่าชิ้นนี้ของเราไปได้

 

แพทย์หญิงจี.และทันตแพทย์หญิงประจำโรงพยาบาลซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด มักบ่นเรื่องถูกมือดีแอบขโมยของอยู่เสมอ

 

แพทย์หญิงโรสซาเป็นเพียงคนเดียวในกลุ่มของเราที่ไม่เคยถูกขโมยสิ่งใดเลย เพราะเธอไม่มีอะไรเป็นสมบัติส่วนตัวและเธฮเองก็ไม่มีความประสงค์จะสะสมสิ่งใดเป็นสมบัติด้วย

แพทย์หญิงจี.พยายามจะทำโลกแห่งความฝันของเธอเป็นจริงขึ้นมา โดยเธอไปหานักโทษมาไว้เป็นคนใช้ซึ่งปกติผู้กระทำเช่นนี้จะมีก็แต่หัวหน้าคุกเท่านั้น

 

ทุกๆเช้าก่อนที่แพทย์หญิงจี.จะตื่นนอน หนึ่งในผู้ป่วยของเธอจะเข้ามาขัดรองเท้า ช่วยจัดเสื้อผ้าและจัดเตียงนอนให้เรียบร้อย

 

แพทย์หญิงจี.มีแม้กระทั่งผ้าคลุมเคียงและเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเธอเลยจัดการหาผ้าคลุมเตียงมาให้พวกเราอีกคนละผืนแต่สภาพขาดปะปะคุณภาพไม่ดีเหมือนของเธอ

 

เธอเป็นคนเดียวในกลุ่มของพวกเราที่ไม่เคยซักเสื้อผ้าเองเลย แม้แต่ชุดกันเปื้อนสีขาวก็ให้คนช่วยซักให้ และหัวหน้าคุกก็อนุญาตให้เธอใช้เตารีดรีดชุดกันเปื้อนนี้ได้ด้วย

 

แพทย์หญิงจี.เป็นคนที่ชอบแต่งตัว มักจะได้ชุดต่างๆมาจากตลาดมืดบ้าง มีคนให้เป็นของขวัญบ้าง ซึ่งเธอจะนำขุดที่หามาได้เหล่านี้มาดัดแปลงแก้ไขให้ดูสวยงามโดยเฉพาะเพื่อใช้ในช่วงที่เราจะได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากค่ายกักกัน

 

เมื่อตอนที่ได้ยินเสียงปืนของกองทัพรัสเซียที่กำลังรุกใกล้เข้ามา แพทย์หญิงจี.ก็พูดเปรยๆท่ามกลางความแปลกใจของพวกเราว่า

 

“นี่พวกเธอ มันถึงเวลาที่ฉันจะให้คนตัดชุดเดินทางให้แล้วนะ”

พวกที่มองโลกในแง่ร้ายก็โต้กลับไปว่า

 

“นี่คุณหมอที่รัก พวกเขาคงจะไม่ปล่อยให้คุณหมอได้ทันสวมชุดงามๆนั้นหรอก คงจะฆ่าพวกเราเสียก่อนละกระมัง”

 

“สมมุติว่าเขาไม่ฆ่าฉัน”แพทย์หญิงจี.พูดอย่างช้าๆ

 

“ฉันอาจจะอยู่กับพวกเขาซะเลย โยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าอะไรทั้งสิ้นก็ได้นะ”

 

พวกเราหัวเราะชอบใจกับความทะลึ่งของเธอ ซึ่งก็ช่วยทำให้ได้สนุกสนานเฮฮาไปได้ชั่วขณะเหมือนกัน

 

เครื่องแต่งกายของแพทย์หญิงจี.มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมานายแอลสมาชิกของขบวนการใต้ดินได้เอากระดาน 3 แผ่นมาทำเป็นตู้เสื้อผ้าให้พวกเรา แน่นอนตู้เสื้อผ้าใบนี้ถูกครอบครองโดยแพทย์หญิงจี.แต่ผู้เดียว เพราะคนอื่นๆมีเสื้อผ้าเก่าๆกันอยู่ไม่กี่ชิ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ตู้เสื้อผ้าก็ได้

 

ปกติแล้วนักโทษแต่ละคนได้รับอนุญาตให้มีเสื้อผ้าเพียงคนละชุดเท่านั้น ดังนั้นแพทย์หญิงจี.ผู้มีเสื้อผ้าหลายขุดรู้ตัวว่ากระทำผิดกฎหมายของค่าย ก็จำเป็นต้องหาที่ซุกซ่อนเสื้อผ้าเหล่านั้น

 

อนิจจา!เธอแทบจะหัวใจวายเมื่อกระโปรงจีบตัวที่งามที่สุดในคลังเสื้อผ้าของเธอถูกมือดีขโมยจากใต้ที่นอนที่เธอนำมาซุกซ่อนไว้

นอกจากนั้นแล้ว ชุดกันฝนสีน้ำเงินที่เธอเตรียมไว้สำหรับการหลบหนีก็ได้หายไปพร้อมกันนั้นด้วย เธอเศร้าเสียใจจนกินไม่ได้ตลอดสันเลยทีเดียว

 

โยตำแหน่งแล้วแพทย์หญิงจี.เป็นสูตินรีแพทย์ประจำค่าย ส่วนแพทย์หญิงเอส.เป็นศัลยแพทย์ประจำค่าย แต่บางครั้งแพทย์หญิงจี.ได้ทำการผ่าตัดให้แก่คนไข้บางราย จึงทำให้เกิดการขัดแย้งระหว่างแพทย์หญิงทั้งสอง โยแพทย์หญิงเอส.ไม่พอใจที่แพทย์หญิงจี.ทำงานก้าวก่ายหน้าที่

 

ทั้งสองแพทย์หญิงแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันในสิ่งที่ไร้สาระทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำเช่นนี้เลยในเมื่อทุกคนในค่ายต่างก็นอนรอความตายด้วยกันทั้งสิ้น

 

อย่างไรก็ตามก็ยังมีนักโทษที่ไม่เห็นแก่ตัวอย่างแท้จริงอยู่บ้างเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีของสาวผมสีทองชาวโปแลนด์ วันหนึ่งในขณะที่ดิฉันกำลังจะเดินออกจากคุกหมายเลขที่ 26 ยังคุกหมายเลขที่ 13 เนื่องจากได้รับคำสั่งย้ายที่พัก

 

สาวโปแลนด์คนนี้มายืนที่ประตูเรียกดิฉันกลับพร้อมกับกล่าวว่า

 

“คุณจะจากเราไปในลักษณะนี้ได้อย่างไร? เราจะจัดเลี้ยงอาหารว่างเพื่อเป็นการอำลาแก่คุณ”

“จัดอาหารเลี้ยงอำลารึ?” ดิฉันถามด้วยความไม่แน่ใจ

 

“แล้วเราจะได้อะไรมาเป็นอาหารว่างล่ะ”

 

“เมื่อวานนี้ฉันไปได้ยาสีฟันมาหลอดหนึ่ง เรากินยาสีฟันก็แล้วกันนะ” เธอตอบ

 

จากนั้นพวกเราทั้งหมดที่นอนอยู่ด้วยกันจึงล้อมวงที่มุมหนึ่งของห้องเอายาสีฟันบีบทาขนมปังรับประทาน คุณผู้อ่านคงคิดว่าพวกเราบ้าใช่ไหมคะ แต่ดิฉันบอกได้ว่าตั้งแต่อยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์มา ไม่มีอาหารมื้อใดจะอร่อยเท่ากับอาหารในคืนนั้นเลย

 

แม้ว่าจะมีเรื่องระหองระแหงกันบ้างแต่เราก็รักใคร่เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน บ่อยครั้งที่เราต่างพิสูจน์ให้เห็นว่าแต่ละคนสามารถเสียสละเพื่อเพื่อนๆได้

 

แต่มีเรื่องหนึ่งที่เพื่อนๆไม่ยอมอภัยให้ดิฉัน มันเกี่ยวกับเรื่องหีบห่อที่ดิฉันมักจะได้รับในขณะที่ทำงานในโรงพยาบาล ซึ่งหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรดิฉันก็ไม่สามารถให้เหตุผลใดๆกับพวกเพื่อนๆได้

 

เราแบ่งปันทุกอย่างกันแม้แต่สิ่งที่หามาได้ยากลำบากยิ่ง แต่ดิฉันก็ไม่กล้าที่จะเปิดเผยความลับเกี่ยวกับหีบห่อต่างๆที่ได้รับมาจากขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมันนั้นได้

 

เมื่อเพื่อนๆซักไซ้ไล่เลียงมากๆก็จะพูดเลี่ยงไปเสียทางอื่น พวกเขาต่างเดาพฤติกรรมของดิฉันไปต่างๆนานา โรสซาเพื่อนรวมเตียงและเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของดิฉันเคยบอกว่าคนอื่นๆพยายามเดาว่าในหีบห่อน่าจะมีของสำคัญอะไรบางอย่างที่เป็นความลับ

 

ดิฉันไม่กล้าบอกเรื่องนี้แม้กระทั่งแก่โรสซา บางครั้งเมื่อดิฉันยังไม่สามารถส่งกล่องหีบห่อนั้นกลับไปในทันทีทันใด ก็จะเอากล่องนั้นมานอนกอดอยู่ตลอดคืน

 

โรสซาอาจจะไม่ยอมนอนในคืนนั้นก็ได้ ถ้าหากรู้ว่าในกล่องนั้นคือลูกระเบิด!!

 

เย็นวันหนึ่งเพื่อนๆทุกคนได้ยืนกรานว่าจะต้องให้ความกระจ่างเกี่ยวกับแขกที่มาหาดิฉันอย่างลับๆล่อๆและสาเหตุที่ดิฉันชอบเดินสำรวจอย่างลับๆไปทั่วค่าย

 

“คนเหล่านั้นต้องการอะไรจากเธอ และทำไมในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับงาน เธอมักจะหายหน้าไป” พวกเขาตั้งป้อมถาม

 

เมื่อดิฉันไม่ยอมบอกอะไรพวกเขาจึงร่วมมือกันประท้วงโยวิธีไม่ยอมพูดด้วยอยู่หลายวัน ยกเว้นเมื่อจำเป็นต้องพูดจริงๆในขณะทำงานในโรงพยาบาลเท่านั้น

 

อย่างไรก็ดีเมื่อถึงวันเกิดของดิฉันพวกเขาก็ยอมให้อภัยกับการที่ดิฉันปิดปากเงียบโดยได้กลับมาพูดกับดิฉันอีกเพื่อเป็นของขวัญในวันเกิด

 

นอกจากจะได้รับ”การอภัย” ให้เป็นของขวัญแล้วดิฉันยังได้รับของขวัญวันเกิดอีกชิ้นหนึ่งจากแอล สมาชิกคนสำคัญของขบวนการใต้ดินต่อต้ายเยอรมัน

 

มันเป็นปรงสีฟันเก่าที่ใช้แล้ว มันคงถูกใช้มานานจนกระทั่งขนแปรงหลุดออกจากปลายข้างหนึ่ง ซึ่งแอลใช้ขนมปัง 3 ชิ้นแลกมันมาจากนักโทษคนหนึ่ง ซึ่งก็ได้ใช้มันมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วเพื่อนๆต่างก็แสดงความชื่นชมยินดีที่ดิฉันได้สิ่งมีค่าหาได้ยากเช่นนี้เป็นของขวัญในวันเกิด

 

นอกจากนั้นแล้วดิฉันยังได้แอปเปิ้ลสีเขียวผลหนึ่งเป็นของขวัญวันเกิดจากสมาชิกอีกคนหนึ่งของขบวนการใต้ดิน ซึ่งยังความยินดีปรีดาแก่ดิฉันเป็นอย่างยิ่ง

 

เพราะมันเป็นแอปเปิ้ลจริงๆที่ดิฉันได้มีโอกาสลิ้มรสเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้มาอยู่ในค่ายแห่งนี้.

 

บทที่ 19 โฉมหน้าสัตว์ร้ายในค่ายเอาส์ชวิตซ์

 

ในหมู่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสในค่ายเอาส์ชวิตซ์ โยเซฟ กราเมอร์ เป็นผู้เหี้ยมเกรียมที่สุดคนหนึ่ง เขาได้รับสมญานามว่า “สัตว์ร้ายแห่งเอาส์ชวิตซ์และเบลเซ่น”

 

 

ต่อมาหลังจากสงครามโลกยุติลงแล้วเขาคืออาชญากรสงครามนาซีที่ถูกนำตัวขึ้นศาลอาชญากรสงครามที่เมืองนูเร็มเบิร์ก แต่พวกนักโทษในค่ายแทบจะไม่มีโอกาสได้พบหน้า เขาเป็นรองผู้บัญชาการค่าย ซึ่งวันๆเกือบจะไม่ได้ออกจากสำนักงานเลย

 

เขาจะไปปรากฏตัวที่อื่นก็ต่อเมื่อไปตรวจงานที่สำคัญๆหรือในโอกาสพิเศษเท่านั้น กล่าวกันว่านายกราเมอร์เคยทำงานมาหลายอย่าง ครั้งหนึ่งเคยเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด ได้สะสมหนังสือเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์มาเก็บไว้ในค่ายเอาส์ชวิตซ์เป็นจำนวนมากเขาผู้นี้นี่เองที่ได้รับคำสั่งจากกรุงเบอร์ลินให้เป็นผู้ดำเนินการสังหารนักโทษในค่าย

 

นายกราเมอร์เป็นผู้มีร่างกายกำยำผมสีน้ำตาลตัดสั้นเกรียนนัยน์ตาคมกริบเป็นชายชาติทหารเต็มตัว ลักษณะการเดินจะก้าวเดินช้าๆแต่หนักแน่นแสดงถึงความเป็นคนสุขุมรอบคอบ

 

ดิฉันเคยเห็นเขา 2 ครั้งที่สถานีรถไฟ เมื่อมีการคัดเลือกนักโทษที่เพิ่งเดินทางมาถึงค่าย ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่ยังอยู่ในความทรงจำตลอดมา

ครั้งแรกได้พบเขาในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1944 แต่จำไม่ได้แน่นอนว่าเป็นวันที่เท่าไร จำได้แต่เพียงว่าเป็นวันหลังจากนักโทษในค่ายของชาวเชโกหลายพันคนถูกนำตัวไปสังหาร

 

“ทุกคนออกไปข้างนอกทั้งหมด ไม่ต้องอยู่ในคุก” พวกทหารเยอรมันตะโกนออกคำสั่งในบ่ายวันหนึ่ง นักโทษทุกคนรีบวางมือจากการทำงานตามคำสั่งทันที และได้ออกมาชุมนุมพร้อมกันอยู่กลางแจ้งที่บริเวณหน้าคุกด้วยความงุนงงไปตามๆกันเพราะไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนครั้งก่อนๆ

 

แต่ครั้งนี้ดูเขาช่างใจดีผิดปกติ เราได้รับอนุญาตให้มานั่งกับพื้นดินได้ ดูเป็นการให้เกียรติที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อนเลย ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังอนุญาตให้นักโทษชายที่เข้ามาทำงานในค่ายมานั่งพูดคุยกับนักโทษหญิงได้ด้วย ซึ่งตามกฎแล้วจะห้ามไม่ให้ทำเช่นนี้อย่างเด็ดขาด

 

วงออร์เคสตร้าประจำค่ายเริ่มบรรเลงเปิดการแสดง นักดนตรีในชุดนักโทษขึ้นสู่เวทีแล้วเริ่มบรรเลงเพลงไลท์มิวสิคเป็นเพลงแรก ติดตามมาด้วยเพลงเต้นรำสนุกๆเล่นเอาจิตใจของดิฉันและนักโทษทั้งหลายเกิดความคึกคักนึกอยากออกไปลวดลายเต้นกัน แต่ดิฉันก็ยังนึกระแวงการกระทำของพวกเยอรมันอยู่มาก จึงไม่ค่อยจะเชื่อการกระทำใดๆของพวกเขามากนัก

 

การจัดให้มีป็อปปูล่าคอนเสิร์ตแบบนี้หมายความว่าอย่างไรนะ? ขณะที่ออร์เคสตร้ากำลังเล่นเพลงสะวิงอยู่นั้นหูของดิฉันก็ยังก้องไปด้วยเสียงร้องระงมของเด็กๆชาวเชโกที่ถูกนำตัวไปสังหารเมื่อวันวาน

 

ในขณะเดียวกันนั้นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น คือ มีเครื่องบินเยอรมันหลาบลำมาบินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือค่าย บางที่ก็บินต่ำลงมามากจะกระทั่งหลังคาคุกสั่นสะเทือน

 

พอถึงช่วงนี้ดิฉันก็เข้าใจเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี ขณะนี้เครื่องบินกำลังมาถ่ายทำภาพยนตร์ชีวิตในค่ายเพื่อทำเป็นข่าวโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายกักกันของพวกนาซี

 

ภาพยนตร์ที่ลงมือถ่ายทำในครั้งนี้ไม่ได้แสดงให้ชาวโลกเห็นข้อเท็จจริงอะไรเลย นอกจากเห็นภาพนักโทษชายหญิงกำลังนั่งอาบแดดและสนทนากันนอกคุกขณะที่วงดนตรีบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนาน

 

มันเป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านข่าวสังหารหมู่ทีหนังสือพิมพ์ของฝ่ายตะวันตกได้นำออกเผยแพร่ไปแล้วนั่นเอง

 

นายกราเมอร์เดินอมยิ้มผ่านกลุ่มนักโทษที่นั่งกันอยู่ ภาพต่างๆเหล่านี้ก็ถูกบันทึกไว้ซึ่งดูแล้วเป็นภาพที่พวกเรากำลังพักผ่อนกันอย่างสบาย ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและอบอุ่นจากผู้บริหารค่าย นับว่านายกราเมอร์สร้างละครฉากนี้ได้แนบเนียนมากทีเดียว

 

หลายเดือนผ่านไปกองทัพแดงของรัสเซียได้รุกคืบหน้าเข้าไปถึงพื้นที่ราบโปแลนด์ ความหวังอันโชติช่วงก็ผุดขึ้นในใจของพวกเราอีกครั้งหนึ่ง

 

ผู้ที่เห็นนายกราเมอร์ในขณะที่เดินออกตรวจรายงานว่าเขามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของสงครามเพิ่มขึ้นทุกวัน วันหนึ่งเขาได้เขียนออกคำสั่งมาว่า

 

“ให้กำจัดค่ายหมายเลข 1 ในบ่ายวันพรุ่งนี้ และอพยพนักโทษออกไปให้หมด พร้อมที่จะให้ตรวจได้” ลงชื่อ กราเมอร์

 

ถึงแม้ว่าจำนวนนักโทษในค่ายหมายเลข 1 ได้ลดลงไปมากแล้วก็ตามแต่ก็ยังมีนักโทษหญิงเหลืออยู่ในค่ายนี้อีกประมาณ 20,000 คน การที่จะเคลื่อนย้ายนักโทษจำนวนมากๆเช่นนี้ไปยังประเทศเยอรมนีในช่วงเวลาอันนั้นนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก แต่นายกราเมอร์ก็ออกคำสั่งให้ปฏิบัติตามได้ทันเวลาที่กำหนด

 

บ่ายวันนั้นต่อมาก็ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ในค่ายนี้เลยนอกจากคนไข้ 1,000 คนในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเราซึ่งเป็นแพทย์ เราไม่มีความสงสัยใดๆเกี่ยวกับชะตากรรมที่กำลังจะมาถึงคนไข้หรือแม้แต่ตัวเราเองก็ตาม

 

เมื่อเสร็จจากงานแล้วพวกเราก็กลับเข้าห้องพัก ซึ่งก็คือห้องปัสสาวะเก่าของคุกหมายเลขที่ 13 นั่นเอง ไม่มีใครคำนึงถึงการหลับนอนกันเลย ดิฉันเองได้นำสมบัติส่วนตัวออกมาจากที่ซ่อน นำเทียนไขที่ได้เก็บไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับออกมาจุด

 

ท่ามกลางแสงเทียนที่สว่างพอสลัวๆเรานั่งเฝ้าคำนึงถึงสิ่งเดียวเท่านั้น คือความตายที่จะมาพร้อมกับแสงทองของวันใหม่ แม้กระทั่งว่าเสียงสายลมแรงที่พัดกรรโชกเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่แตกก็แทบทำให้หัวใจของเราหยุดเต้นไปเลย

 

เสียงเครื่องบินรัสเซียบินว่อนอยู่เหนือบริเวณค่าย เสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังกึกก้องทั่วค่ายอย่างน่ากลัว แต่แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปและแสงทองของวันใหม่ก็เริ่มทอทาบขอบฟ้า

 

พวกเราออกจากที่พักไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลตามปกติ พอเดินไปถึงห้องทำงานได้สักครู่ นายโจเซฟ กราเมอร์พร้อมด้วยยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสก็มาถึง อีก 2-3 นาทีต่อมานายโจเซฟก็ก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจทำความเคารพตอบบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด

 

เขาได้เดินไปหยุดอยู่กลางห้อง แล้วยืนแยกเท้าเอามือไพล่หลังและได้ออกคำสั่งอย่างเฉียบขาดกับผู้ใต้บังคับบัญชา ในขณะเดียวกันนั้นรถพยาบาลคันหนึ่งที่ใช้สำหรับบรรทุกเหยื่อไปสังหารยังห้องรมก๊าซพิษก็มาหยุดอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลและคันอื่นๆก็ตามมาติดๆ

 

เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสส่วนหนึ่งพากันไปยืนรายล้อมทางเข้าออกโรงพยาบาลและรถพยาลาลเอาไว้ เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสอีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่สั่งการให้คุมตัวนักโทษเดินออกไปขึ้นรถพยาบาล

 

นักโทษที่ป่วยอยู่นั้นส่วนมากอ่อนแอจนแทบจะยืนกันไม่ไหว แต่ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสก็ไม่ยอมผ่อนปรนให้ คนใดที่ทำท่ายืนไม่ไหวก็ถูกยามรักษาการณ์ใช้ไม้กระบองตีและแส้หวดอย่างทารุณ

 

 ไข้หญิงรายหนึ่งป่วยมากเดินไม่ไหวก็ถูกจิกผมกระชากจนซวนเซล้มลงกับพื้น นักโทษบางรายป่วยหนักยังนอนอยู่บนเตียงก็ถูกไล่ให้ลงมา บางคนหกล้มศีรษะแตกแตนไปบ้างก็มี

 

ดิฉันกับเพื่อนๆยืนดูเหตุการณ์ด้วยความเกรงกลัว ในขณะที่มีการกระทำที่โหดร้ายทารุณอยู่นั้น มีคนไข้หญิงบางรายพยายามจะหลบหนีและขัดขืนเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็พากันจับตัวเหวียงไปที่สนามหญ้าแล้วเฆี่ยนตีอย่างรุนแรงราวกับว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน

 

งานที่นายกราเมอร์มอบหมายให้พวกเราทำคือให้เปลื้องเสื้อผ้าของคนป่วยที่เพิ่งจะถูกไล่ลงมาจากเตียงและร้องกันระงมจากพิษของแส้

 

 

มีเหตุผลอะไรหรือที่จะต้องให้พวกเราทำเช่นนั้นด้วย ในเมื่อเสื้อผ้าเหล่านั้นมันก็คือผ้าขี้ริ้วดีๆนั่นเอง เขาจะอาไปทำไมกันแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพอที่จะถามหรือขอร้องให้พวกเยอรมันอธิบายเหตุผลนี้แม้แต่คนเดียว

 

ดิฉันพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมทำตามคำสั่งเท่านั้นแหละเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งก็เดินรี่เข้ามาตบหน้าดิฉันอย่างแรงจนตาพร่าแทบจะล้มทั้งยืน

 

ดิฉันยังไม่ลืมสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและตัดพ้อต่อว่าของนักโทษที่หันมาตะโกนใส่หน้าพวกเราว่า

 

“พวกแกก็เหมือนกัน กลายเป็นพวกใจสัตว์ร่วมมือกันทรมานพวกเรากับพวกเขาด้วย”

 

ความจริงพวกนักโทษเขาก็พูดถูก แต่เป็นเพราะนายกราเมอร์นั่นเองทำให้เราซึ่งทำหน้าที่บรรเทาความทุกข์ยากให้นักโทษแต่กลับไปยึดสมบัติชิ้นสุดท้ายของพวกเขาทั้งๆที่มันเป็นเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆเท่านั้นเอง

 

เพื่อนของดิฉันชื่อแพทย์หญิงเค.ตัวสั่นวิ่งเข้าไปในห้องพยาบาล ดิฉันวิ่งตามไปพอดีรีบแย่งกระบอดฉีดยาออกจากมือในขณะที่เธอกำลังจะฉีดยาพิษเข้าไปในร่างกายเพื่อสังหารชีวิตของตัวเองเนื่องจากทนดูสภาพอันเลวร้ายไม่ได้

 

ดิฉันไม่อาจบอกจำนวนที่แน่นอนของรถพยาบาลและรถบรรทุกที่มาบรรทุกคนไข้ไปเตาเผาศพในวันนั้นได้ ในขณะที่เขียนบันทึกอยู่นี้มันรู้สึกสับสนจำได้แต่เพียงภาพลางๆ

 

มันเป็นภาพของกองทหารหน่วยเอสเอสผู้โหดร้ายทารุณกำลังตกอยู่ในสภาพบ้าคลั่ง ทำการเฆี่ยนตีผู้ป่วยหญิงเหล่านั้น และใช้เท้าเตะถีบแม้กระทั่งหญิงมีครรภ์

 

แม้แต่นายกราเมอร์เองก็เข้าไปสมทบกับผู้ใต้บังคับบัญชาตาถมึงทึงเหมือนกับคนกำลังบ้าเลือดโถมตัวเข้าหาหญิงเคราะห์ร้ายคนหนึ่งแล้วใช้กระบองฟาดศีรษะแตกเลือดไหลอาบศีรษะและใบหน้าจนแดงฉาน

 

ในโรงพยาบาลไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากเลือดมนุษย์ ทุกแห่งมีรอยเลือดสาดกระเซ็นอยู่อยู่ ไม่ว่าจะที่พื้นนที่ข้างฝาผนังตามเครื่องแบบเจ้าหน้าที่เอสเอสและแม้กระทั่งที่รองเท้าบู๊ททของพวกเขา

 

ในที่สุดเมื่อรถพยาบาลคันสุดท้ายวิ่งออกไปแล้วนายกราเมอร์ก็ได้ออกคำสั่งให้เราทำความสะอาดพื้น จัดทุกสิ่งทุกอย่างให้เข้าอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด

 

แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดว่าเขายังคงควบคุมการทำความสะอาดครั้งนี้ด้วยตนเองต่อไป เราจึงทำงานกันเหมือนหุ่นยนต์ ความรู้สึกนึกคิดต่างๆถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

 

จิตใจของพวกเรามุ่งครุ่นคิดอยู่สิ่งเดียวเท่านั้นคือความตายที่จะมาถึง ขณะที่จัดการรวบรวมผ้าห่มที่กระจัดกระจายให้เข้าที่ทำความสะอาดอ่างล้างหน้าตลอดจนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์และเสื้อผ้าขาดๆของผู้ป่วยที่ได้กองรวมกันเอาไว้ ใจก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่าต่อไปก็คงถึงวาระของพวกเราแน่ๆ

 

แต่พวกเราก็คิดผิดถนัดเพราะว่านายแพทย์เมงเกเลซึ่งยืนดูพวกเราทำงานอยู่นั้นได้จัดการแยกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลออกเป็น 2 กลุ่ม โยกลุ่มที่ 1 ถูกส่งไปอยู่ที่ค่ายบังคับใช้แรงงาน ส่วนกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีดิฉันอยู่ในกล่มนี้ด้วยถูกส่งไปที่โรงพยาบาลแห่งใหม่ที่ค่าย เอฟ.เค.แอล. แม้ว่าค่ายหมายเลข 1 จะถูกปิดไปแล้วแต่โรงงานทำลายล้างมนุษยชาติก็ยังทำงานกันอยู่ต่อไป

 

ในระหว่างนั้นนายกราเมอร์ได้หายหน้าไปโดยได้กลับไปยังสำนักงานบริหารส่วนกลาง ซึ่งก็ไท่ต้องสงสัยเลยว่ากลับไปเพื่อวางแผนออกคำสั่งเกี่ยวกับความเป็นความตายของทาสอีกหลายพันคนในค่ายเบอร์เคเนา

 

หลังสงครามยุติลงแล้วอย่างน้อยก็มีบุคคลสำคัญคนหนึ่งได้หายไปจากคุกคุมขังผู้ต้องหาที่ถูกนำตัวไปตัดสิน ณ ศาลอาชญากรสงครามที่เมืองนูเร็มเบิร์ก อันเป็นสถานที่ซึ่งบรรดาผู้นำค่ายทั้งหลายถูกนำตัวไปตัดสินลงโทษจากการกระทำอันโหดเหี้ยม

 

บุคคลที่หายไปนี้น่าจะได้ชดใช้กรรมที่เขาได้กระทำมาแล้วเช่นเดียวกับนายแพทย์คลีนและนายกราเมอร์ ดิฉันหมายถึงนายแพทย์เมงเกเลซึ่งเป็นหัวหน้าแพทย์ภายหลังจากที่นายแพทย์คลีนออกจากค่ายแห่งนี้ไปแล้ว

 

ในหมู่บุคคลที่ดิฉันเห็นทำงานในค่ายในฐานะผู้ปฏิบัติการนั้น นายแพทย์เมงเกเลจัดได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญที่จัดการส่งนักโทษไปห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพ

 

นายแพทย์เมงเกเลเป็นชายร่างสูงรูปหล่อมาทีเดียวแต่เป็นคนโหดเหี้ยมหาตัวจับได้ยาก สมมุติว่าเขาถูกนำตัวไปขึ้นศาลอาชญากรสงครามก็น่าจะนำตัวไปไว้เคียงข้างกับเออร์มา ครีเซ”เทพธิดาผมทอง”อดีตลูกน้องของเขา

 

แต่เผอิญนายแพทย์เมงเกเลเป็นไข้รากสาดใหญ่ในตอนที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์และค่ายเบอร์เคเนาถูกยึดและได้รับการปลดปล่อยโดยกองทัพรัสเซีย ขณะที่เขาฟักฟื้นอยู่นั้นเองก็ได้ถือโอกาสหลบหนีไปเสียก่อน

 

นายแพทย์เงเกเลเป็นผู้ชำนาญในการคัดเลือกนักโทษไปประหาร ชอบให้ผู้ถูกเนรเทศที่เป็นแพทย์ติดตามไปตรวจตามคุกต่างๆขณะทำการตรวจภายในคุกอยู่นั้นจะให้ปิดประตูคุกทุกด้าน เขาสามารถไปในทุกหนทุกแห่งที่ต้องการไปได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางคืนหรือกลางวัน

 

ที่สำคัญก็คือจะไปในตอนที่พวกเราไม่คาดคิดเสมอ โดยไปพร้อมกับเพลงผิวปาก เขานิยมเพลงของแว็กเนอร์นักดนตรีชาวเยอรมันผู้แต่งอุปราการไว้หลายเรื่อง

 

เมื่อไปถึงเขาก็จะไม่รีรอให้เสียเวลาแม้แต่น้อย พอเริ่มตรวจก็จะออกคำสั่งให้นักโทษหญิงทุกคนเปลือยกายทันทีแล้วให้เดินชูมือผ่านหน้า ขณะเดียวกันเขาก็จะผิวปากเป็นเพลงของแว็กเนอร์พร้อมๆกับใช้หัวแม่มือชี้ให้แต่ละคนไปทางซ้ายบ้างทางขวาบ้าง

 

ในการตัดสินใจคัดเลือกนักโทษนั้นก็จะไม่คำนึงถึงเหตุผลทางการแพทย์ แต่จะทำตามอำเภอใจตามแบบฉบับของผู้เผด็จการ

 

เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ไม่มีใครสามารถอุทธรณ์ฎีกาใดๆทั้งสิ้น เขาไม่ได้คัดเลือกนักโทษไปประหารโดยอาศัยหลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ แม้แต่เรื่องสุขภาพของนักโทษก็ไม่ถือว่าเกี่ยวข้องกับการคัดเลือก

 

หลังจากที่เขาเหลือบตามองนักโทษที่เปลือยกายเดินผ่านหน้าไปก็จะตัดสินใจแบ่งกลุ่มทันทีว่ากลุ่มซ้ายหรือกลุ่มขวาจะถูกส่งไปยังห้องรมก๊าซพิษ

พวกเราเกลียดชังนายแพทย์ใจอำมหิตผู้นี้มากเพราะเขาชอบอ้างว่าการกระทำใดๆก็ตามก็เพื่อผลทางวิทยาศาสตร์ พวกเราไชอบท่าทางหยิ่งยโส การผิวปากอย่างไม่เป็นเวลา คำสั่งบ้าๆ รวมทั้งลักษณะใบหน้าเหี้ยมเกรียมและดุดันของเขา

 

หากเพื่อนๆรวมทั้งดิฉันมีทางฆ่าเขาแล้วสามารถหนีไปได้ด้วยความปลอดภัยพวกเราก็คงทำกันไปแล้ว มีอยู่วันกหนึ่งนายแพทย์เมงเกลเลเผลอวางกระเป๋าถือไว้บนโต๊ะ ดิฉันมองเข้าไปเห็นซองปืนพกอยู่ข้างในด้วย ขณะนั้นเขากำลังคัดเลือกนักทาอยู่ในโรงพยาบาล โอกาสที่จะคว้าปืนกระบอกนั้นขึ้นมาสังหารจอมฆาตกรอย่างนายแพทย์เมงเกเลสามารถทำได้ง่ายในชั่วพริบตาเดียว

 

ทำไมดิฉันไม่ทำเช่นนั้นหรือคะ?  เป็นเพราะเกรงกลัวการถูกลงโทษหลังจากนั้นใช่ไหม? เปล่าเลยค่ะที่ไม่ทำเพราะรู้ดีว่าการกระทำของดิฉันเพียงคนเดียวก็จะมีผลให้พวกเยอรมันกระทำการตอบโต้เป็นการแก้แค้นกับนักโทษหญิงทุกคนในค่าย

 

ดิฉันคิดว่าคนอื่นๆก็คงคิดเช่นเดียวกันนี้ทั้งๆที่อยากจะสังหารนายแพทย์เมงเกเลและมีโอกาสที่จะทำได้หลายครั้ง

 

เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วนายแพทย์เมงเกเลเป็นคนขี้ขลาดตาขาว เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อจะหลีกเลี่ยงจากการไปทำงานในแนวรบ

 

ในช่วงที่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสทั้งหมดออกจากค่ายไปอยู่ในแนวรบกันนั้น นายแพทย์เมงเกเลก็อ้างว่าตนจะต้องอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์และค่ายเบอร์เคเนาต่อไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่พิเศษบางประการ

 

วันหนึ่งเขามาที่โรงพยาบาลและตำหนิพวกเราว่าละเลยต่อหน้าที่ทำให้ไข้รากสาดใหญ่ระบาดไปจนทั่วค่ายเอาส์ชวิตซ์และค่ายเบอร์เคเนา

 

ความจริงแล้วโรคนี้มันระบาดจริงแต่ก็ไม่ได้หนักหนาอย่างที่นายแพทย์เมงเกเลเอะอะโวยวาย เฉพาะในโรงพยาบาลของพวกเรามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่เพียง 2-3 คนเท่านั้น

 

และในวันเดียวกันนี้เขาได้ส่งวัคซีนเป็นจำนวนมากมาให้เราฉีดนักโทษเพื่อเป็นการป้องกัน เราเริ่มฉีดวัคซีนให้นักโทษตั้งแต่ 6 โมงเช้าโดยตั้งโต๊ะดำเนินการทางด้านหน้าโรงพยาบาล

 

ทั้งนี้เพราะนายแพทย์เมงเกเลไม่ยอมให้พวกเราฉีดภายในอาคารโรงพยาบาล ทั้งๆที่อากาศก็แสนจะหนาวเย็นจนถึงกับมือสั่นและมีนักโทษยืนเข้าคิวรอกันยาวเหยียดเป็นพันๆคนพวกเรายืนทำงานอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้หยุดพักจนกระทั่งมืดค่ำ

 

ที่นายแพทย์เมงเกเลสั่งให้ทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้ทุกอย่างเสร็จทันเวลาที่จะรายงานไปยังกรุงเบอร์ลิน เพื่อให้สมเหตุสมผลในข้ออ้างในข้อที่ขอยกเว้นไม่ต้องออกสู่แนวรบ

 

พฤติกรรมของนายแพทย์เมงเกเลไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยทั้งๆที่เขาเองสั่งให้ฉีดวัคซีนแต่จู่ๆกลับมากล่าวห่าทำให้วัคซีนสิ้นเปลืองแล้วก็สั่งให้หยุดฉีดในวันรุ่งขึ้น ถึงกระนั้นก็ยังวนเวียนมาต่อว่าต่อขานพวกเราอีกเป็นครั้งที่ 2

 

เช้าวันหนึ่งเขามาตำหนิพวกเราว่าไม่ ดูแลคนไข้ให้ทั่วถึง ก็จะให้มันทั่วถึงได้อย่างไรเล่าในเมื่อทุกๆวันจะมีคนไข้มารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้ง 400-600 คน

 

แต่พอในวันรุ่งขึ้นเขาก็มาตำหนิพวกเราอีกว่าดูแลรักษานักโทษมากจนเกินไปจนเกินความจำเป็นทำให้สิ้นเปลืองยาซึ่งหาได้ยาก

 

อีกครั้งหนึ่งเขาวินิจฉัยว่านักโทษชาวยิวสัญชาติกรีกและยิวสัญชาติอิตาเลียนเป็นผู้นำเชื้อไข้มาลาเรียมาสู่ค่าย เขาจึงสั่งนักโทษชาวยิว 2 สัญชาติหลายพันคนไปสังหารที่ห้องรมก๊าซพิษ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคไข้มาลาเรีย

 

พวกเราพยายามหาทางช่วยเหลือนักโทษเหล่านี้อย่างเต็มที่และก็ทำได้สำเร็จโยใช้วิธีตบตา คือ แทนที่จะส่งเลือดของคนที่กำลังป่วยเป็นโรคมาลาเรียไปให้วิเคราะห์พวกเราก็เอาเลือดของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงส่งไปให้แทน

 

นอกจากจะขี้ขลาดและกลัวตายแล้วนายแพทย์เมเกเลก็ยังเป็นเห็นคนอื่นตายเป็นเรื่องสนุกครั้งหนึ่งแพทย์หญิงเจอร์ทรูด มอสเบิร์ต จากอัมสเตอร์ดัมวิงวอนขอชีวิตบิดาซึ่งเป็นแพทย์ที่ถูกจะถูกส่งไปเข้าเตาเผาศพ นายแพทย์เมงเกเลตอบอย่างไรทราบไหมคะ?เขาบอกว่า

“พ่อของคุณอายุตั้ง 70 ปีแล้ว คุณไม่คิดหรือว่าแกอยู่มานานพอที่จะได้ได้แล้ว”

 

อีกครั้งหนึ่งเขาเขายืนต่อหน้าคนป่วยหญิงรายหนึ่งตาจ้องมองเธออย่างเหยียดหยาม

 

“แกเคยไปอยู่ทางโน้นบ้างไหม” เขาถามคนป่วยหญิง พร้อมทั้งชี้นิ้วไปทางเตาเผาศพ

 

“แกรู้ไหมว่าทางโน้นเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

หญิงผู้เคราะห์ร้ายไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร ก็ทำท่าหยักไหล่และส่ายหน้า

 

“เดี๋ยวแกก็รู้เองในไม่ช้านี้ล่ะ”

 

,มีอยู่ครั้งหนึ่งดิฉันเห็นนายแพทย์เมงเกเลกลัวจนหัวหด คือตอนที่เผชิญหน้ากับนายกราเมอร์ซึ่งเป็นผู้ที่เหนือกว่าเขาทั้งอำนาจและบุคลิกภาพ นายแพทย์เมงเกเลผู้คลั่งไคล้ดนตรีคนนี่ชอบวางอำนาจบาตรใหญ่อยู่เสมอกับนักโทษผ็ไม่มีทางสู้แต่กลัวจนตัวสั่งงันงกเมื่อเผชิญหน้ากับ”สัตว์ร้ายแห่งเบลเซ่น”

 

ดิฉันไม่รู้ว่านายแพทย์เมงเกเลมีจุดมุ่งหมายและแนวความคิดที่แท้จริงทางการแพทย์อย่างไรบ้าง การทดลองทางการแพทย์ของเขาทุกครั้งดูเหมือนว่าจะไม่มีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงการทดลองแบบโง่ๆเท่านั้นเอง

 

 

เขาชอบทำอะไรขัดแย้งกันอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งดิฉันเห็นเขาแนะนำให้พวกเราใช้มาตรการระมัดระวังอย่างเต็มที่ในเวลาทำคลอด โยให้ยึดหลักปฏิบัติที่ถูกต้องรวดเร็วและปลอดภัย เวลาตัดรกก็ให้ทำอย่างพิถีพิถัน แต่อีกครึ่งชั่วโมงต่อมากลับส่งทั้งมารดาและทารกนั้นไปเข้าเตาเผาศพ

 

เขาจะทำในทำนองเดียวกันนี้กับการฉีดวัคซีนเพื่อต่อต้านโรคไข้รากสาดใหญ่หรือไข้อีดำอีแดง โยจะทำทีดูแลรักษาพยาบาลนักโทษที่กำลังป่วยเป็นอย่างดีทั้งๆที่กำลังจะส่งคนเหล่านั้นไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

.ในหมู่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสที่เป็นฝ่ายหญิงดิฉันต้องการรู้จักเออร์มา ครีเซมากที่สุด ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะอยากรู้จักเป็นการส่วนตัวแต่สถานการณ์ต่างๆมันทำให้ต้องรู้จัก”แม่เทพธิดาผมทอง”อย่างที่พวกหนังสือพิมพ์ให้สมญานาม เธอสามารถทำให้ดิฉันเกลียดได้อย่างที่ไม่เคยเกลียดใครเช่นนี้มาก่อน

 

,มันอาจจะดูเป็นเรื่องซ้ำซากที่ต้องย้ำกันอยู่บ่อยๆว่าเธอสวยหาตัวจับได้ยาก ความงามของเธอมีอิทธิพลมากถึงขนาดว่านักโทษทุกคนทั้งๆที่รู้เป็นอย่างดีว่าการมาปรากฏตัวของเธอหมายถึงการเรียกชื่อและคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหารยังห้องรมก๊าซพิษ แต่นักโทษก็อดจะตะลึงในความงามและเผลอพึมพำขึ้นมาไม่ได้ว่า”แม่คุณเอ๋ย ทำไมถึงสวยขนาดนี้”

ถ้าหากมีนักเขียนนวนิยายสักคนมาเขียนบรรยายภาพความงามของเธอเป็นตัวหนังสือ ผู้อ่านคงคิดว่านักเขียนนวนิยายผู้นี้พรรณนาเกินความเป็นจริงไปเสียแล้วทั้งๆที่ความจริงเธองามยิ่งกว่าความงามในหน้ากระดาษที่นักเขียนพรรณนาเอาไว้เสียอีก

 

หญิงสาววัย 22 ปีคนนี้ตระหนักดีถึงอำนาจความงามของเธอ และจะทำทุกอย่างเพื่อเสริมให้มันมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น เธอจะวนเวียนอยู่หน้ากระจกวันละหลายๆชั่วโมงเพื่อเสริมแต่งร่างกายให้เฉิดฉายสะดุดตาอยู่เสมอ

 

เวลาจะไปไหนมาไหนเธอก็จะชโลมน้ำหอมชนิดพิเศษส่งกลิ่นหอมตลบอบอวนไปทั่ว ผมจะฉีดสเปรย์กล่นหอมเย้ายวนใจและบางครั้งก็ม้วนเป็นมวยอย่างสวยงามการใช้น้ำหอมมากๆนี้บางครั้งมันก็แสดงออกถึงลักษณะนิสัยโหดเหี้ยมที่มีอยู่ในตัวเธอได้เหมือนกัน

บรรดานักโทษซึ่งขณะนี้กำลังตกอยู่ในสภาวะอันเลวร้ายและร่างกายก็สกปรกมอมแมม จึงพากันชื่นชมกับเจ้ากลิ่นหอมที่ฟุ้งกระจายออกจากกายของเธอ

 

แต่พอเธอเดินจากไปเท่านั้น กลิ่นเหม็นจากควันเตาเผาศพซึ่งคละคลุ้งอยู่ทั่วทั้งค่ายก็เข้ามาแทนที่เช่นเคย ทำให้รู้สึกว่ามันเหม็นยิ่งกว่าเดิมจนแทบจะทนไม่ได้

 

ดูเหมือนว่าแม่เทพธิดาผมทองคนนี้จะใช้ความงามของเธอเพื่อทำให้พวกเราระลึกถึงฐานอันต่ำต้อยของตัวเองอยู่เสมอ

 

เสื้อผ้าของเธอก็เช่นกันมีแต่แบบสวยๆงามๆทั้งนั้น ความจริงแล้วแค่ชุดเครื่องแบบหน่วยเอสเอสก็เหมาเจาะอยู่แล้วแต่เธอก็ไม่ชอบกลับไปชอบใส่ชุดพลเรือนมากกว่า

ที่เห็นชอบมากเป็นพิเศษคือเสื้อแจ็คเก็ตสีฟ้าที่รับกับดวงตาสีฟ้าของเธอ เวลาสวมแจ็คเก็ตตัวนี้ก็จะผูกเนคไทสีดำสนิทและเหน็บแส้อาวุธคู่มือไว้ที่รองเท้าทอปบู๊ท

 

เออร์มามีตู้เสื้อผ้าอย่างดี ดิฉันรู้จักและคุ้นเคยกับช่างเสื้อผ้าประจำตัวของเออร์มา ก่อนเกิดสงครามช่างเสื้อคนนี้มีกิจการตัดเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงมากในกรุงเวียนนา

 

ปัจจุบันเธอต้องตัดเสื้อผ้าให้เออร์มาโดยมิได้ว่างเว้นตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่รางวัลที่ได้ก็คือขนมปังเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นเอง เออร์มาไม่เคยรู้จักคำว่าขาดแคลน เธอมีแม้กระทั่งเสื้อผ้าดีๆจากประเทศอังกฤษ มีรองเท้าและเสื้อผ้าของนักโทษที่ถอดไว้ก่อนจะเข้าห้องรมก๊าซพิษจำนวนมากมาย

 

นอกจากนั้นเธอยังได้สิ่งของอื่นๆจากประเทศยุโรปที่ถูกพวกเยอรมันยึดครอง ตู้เสื้อผ้าของเธอเป็นศูนย์รวมเสื้อผ้าชั้นดีจากกรุงปารีส กรุงเวียนนา กรุงปร๊าก กรุงอันสเตอร์ดัม และกรุงบูคาเรสต์

 

กล่าวกันว่าแม่เทพธิดาผมสีมองใบหน้าซื่อๆผู้นี้ไม่ใช่ย่อยในเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์ มีเสียงซุบซิบนินทาในค่ายว่านายกราเมอร์และนายแพทย์เมงเกเลเป็นคู่ขาหลัก แต่คู่ขาคนสำคัญที่เธอติดใจในรสรักมากที่สุดคือวิศวกรหนุ่มคนหนึ่งของหน่วยเอสเอส

เกือบทุกเย็นเธอต้องไปหาวิศวกรหนุ่มผู้นี้ จะกลับมาตอนเที่ยงคืนเพื่อให้ทันทำงานในหน้าที่ เมื่อใดที่ได้อยู่เคียงข้างกับเขาเธอจะแสดงความภาคถูมิใจออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด ขณะที่กวาดสายตามายังพวกเราสายสายตาของเธอคล้ายกับกำลังประกาศว่า

“นี่แน่พวกแกทั้งหลาย อาณาจักรแห่งนี้มันเป็นของฉันเพียงคนเดียว ฉันมีอำนาจเหนือชีวิตและความตายของฝูงสัตว์อย่างพวกแก”

 

อำนาจดังกล่าวนี้มันเป็นของเธอจริงๆเพราะเธอสามารถใช้มันทุกครั้งเมื่อมีการคัดเลือกตัวนักโทษไปประหาร

 

วันหนึ่งเออร์มามาที่โรงพยาบาล พอก้าวเข้ามาในห้องก็ออกคำสั่งเฉียบขาดให้ขับไล่คนไข้ที่กำลังรอตรวจรักษาอยู่ในห้องนั้นออกไปจนหมดสิ้น แล้วก็ตรงเข้าไปปรึกษากับศัลยแพทย์หญิงเพื่อนสนิทของดิฉัน

 

“ฉันต้องการให้แกช่วยผ่าตัดทำสาวให้ฉันหน่อย”เธอพูดห้วนๆ

 

“ฉันรู้ว่าแกชำนาญทางด้านนี้มาก”

 

แล้วเธอก็อธิบายถึงสิ่งที่เธอต้องการให้ศัลยแพทย์หญิงจัดการให้ การผ่าตัดแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างละเอียดลออ แต่จะปฏิเสธเออร์มาก็ไม่ได้ เพราะมันหมายถึงอันตรายที่จะมาถึง

 

ขณะเดียวกันถ้าเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของค่ายรู้ว่าพวกเราร่วมกับเออร์มาทำเช่นนี้ก็จะเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน เพราะการผ่าตัดแบบนี้ถือว่าผิดกฎของค่าย

 

เมื่อศัลยแพทย์เพื่อนของดิฉันยังลังเลใจ เออร์มาได้ยื่นข้อเสนอต่อไปว่า

 

“เพื่อเป็นการตอบแทน ฉันจะให้แกได้กินอาหารอย่างดีกับฉัน  แกจะได้กินช็อกโกแลตอย่างดี  ได้ดื่มกาแฟรสแท้ใส่นม และยังจะได้กินเค้กขนมปังและเนยอีกด้วยนะ” เธอเว้นระยะหายใจแล้วกล่าวต่อ

 

“ฉันจะให้เสื้อกันหนาวเนื้อดีแกอีกตัวหนึ่งด้วย รับรองได้ว่าใส่แล้วอุ่นจริงๆ”

 

อย่างไรก็ตามศัลยแพทย์หญิงก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ทำให้เออร์มาโกรธมาก หยิบปืนขึ้นมาจ้องปลายประบอกไปยังร่างของศัลยแพทย์หญิงแล้วขู่ว่า

 

“ฉันให้เวลาแกตัดสินใจภายใน 2 นาที”

 

“ค่ะ ตกลง” ศัลยแพทย์หญิงตอบด้วยความกลัวตาย

 

“แล้วพบกันที่คุกหมายเลข 19 พรุ่งนี้ตอนเวลา 5 โมงเย็น จำไว้ด้วยนะว่าฉันทนการผิดเวลานัดหมายของใครไม่ได้” แม่เทพธิดาผมทองพูดทิ้งท้ายก่อนจะจากไป

 

เพื่อนของดิฉันไม่กล้าผิดเวลาได้ไปตามที่นัดไว้ แต่ได้ขอให้ดิฉันไปทำหน้าที่พยาบาลในการผ่าตัดครั้งนี้ด้วย

 

ในขณะที่ทำการผ่าตัดอยู่นั้น ภาพที่พวกเราเห็นแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เออร์มาจอมทรมานมนุษย์กลัวจนเหงื่อแตก ดิ้นทุรนทุราย ส่งเสียงร้องครวญครางโดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้

 

 ไม่น่าเลยที่มนุษย์อย่างเธอผู้ซึ่งเคยส่งคนไปสู่ความตายมานับหมื่นๆรายไม่สามารถทนกับความเจ็บปวดเล็กน้อยได้ทั้งที่การผ่าตัดครั้งนี้เป็นเพียงการผ่าตัดย่อยเพื่อทำสาวเท่านั้นเอง

หลังจากผ่าตัดเสร็จได้ไม่นาน เธอก็พล่ามพรรณนาแบบเฟ้อฝัน

 

“หลังจากสงครามยุติลงแล้ว ฉันคิดจะไปแสดงภาพยนตร์ พวกแกจะเห็นชื่อฉันโดดเด่นในวงการดารา ฉันรู้จักชีวิตและได้พบเห็นสิ่งต่างๆมามากมาย ประสบการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้ฉันประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดงอย่างแน่นอน”

 

พวกเรามีความดีใจมากที่เออร์มาปล่อยให้ให้พวกเรากลับมาที่พักได้โดยสวัสดิภาพ ในขณะนั้นเธอน่าจะฆ่าพวกเราเพื่อปิดปากที่ล่วงรู้ความลับการผ่าตัดครั้งนี้ ซึ่งเธอสามารถฆ่าเรา 2 คนได้อย่างงายดาย เพียงแค่ส่งไปเข้าห้องรมก๊าซพิษเท่านั้นเอง ก็ยังแปลกใจไม่หายว่าทำไมถึงไม่ทำ

 

ต่อมาหลังสงครามโ,กยุติและเยอรมันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม พวกเราเห็นเออร์มาในภาพยนตร์จริงๆแต่มันไม่ใช่ภาพยนตร์บันเทิงอย่างที่เธอวาดฝันเอาไว้ เธอไม่ได้เป็นนางเอกภาพยนตร์ประเภทรักหวานชื่น รูปร่างหน้าตาของเธอก็ไม่ได้งามเฉิดฉายดังใจคิด ร่างของเธอมีวาสนาได้เป็นเพียงตัวประกอบในภาพยนตร์ข่าวที่เปิดเผยการตัดสินคดีอาชญากรสงครามที่เมืองนูเร็มเบิร์ก

 

เมื่อถูกตัดสินให้ประหารชีวิตเพราะความผิดมากมายเหลือที่จะพรรณนานา เธอได้ตะโกนร้องโวยวายและดิ้นรนด้วยความกลัวตายเมื่อหน่วยรักษาความปลอดภัยลากตัวเข้าไปยังหลักประหาร

 

การประหารชีวิตของเธอครั้งนั้นมันยังไม่สาสมกับบาปกรรมจากความผิดอันมหันต์ที่เธอได้กระทำไว้กับบรรดานักโทษในค่ายเชลย

 

ในหมู่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสระดับหัวหน้าที่ดิฉันเคยเห็มา นายแพทย์ฟริตซ์ คลีนเป็นบุคคลที่ดิฉันทึ่งมากที่สุด เขาเป็นคนแซ็กซอนมาจากทรานซิลวานีย

 

 เมื่อโรงงานทำลายล้างมนุษย์ทำงานกันอย่างเต็มกำลังอยู่นั้น เขาเป็นแพทย์ชั้นนำคนหนึ่งของค่ายและก็เป็นหนึ่งในผู้ดำเนินงานตามโครงการทำลายล้างมนุษยชาติของพวกนาซี

 

ที่มีบุคคลบางกลุ่มกล่าวว่าเขาควรได้รับโทษหนักกว่าที่ได้รับสักร้อยเท่าถึงจะสาสมนั้นเป็นการพูดที่ไม่ถูกต้องนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนอื่นๆแล้ว นายแพทย์คลีนเป็นฆาตกรที่โหดร้ายน้อยที่สุด

 

ถ้าจะว่ากันอย่างยุติธรรมก็ต้องพูดว่า เขานิยมความรุนแรงแบบซาดิสต์น้อยกว่าทุกคนในคณะผู้ร่วมงาน ดิฉันมีความรู้สึกว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามเขาทำเพราะสถานการณ์บังคับเสียมากกว่า

 

มีอยู่หลายครั้งที่สังเกตเห็นว่าเขาเป็นคนมีมโนธรรม เป็นฆาตกรหน่วยเอสเอสคนเดียวที่ดิฉันเคยเห็นว่าปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความมีมนุษยธรรม ความสุภาพอ่อนโยนของเขาเป็นสิ่งที่น่าประทับใจยิ่ง

 

นอกจากนั้นแล้วเขาก็ยังให้ความสนใจคนไข้อย่างจริงใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรแอบแฝง นักโทษเป็นจำนวนมากเกิดความประทับใจมาก เมื่อเห็นใครสักคนอย่างนายแพทย์คลีนแสดงออกถึงความเอื้ออารีที่หาได้ยากยิ่งกว่าแหล่งน้ำในทะเลทรายอย่างในค่ายกักกัน

 

แม้ว่าเขาจะเป็นคนเด็ดขาดในการส่งนักโทษผู้เคราะห์ร้ายนับหมื่นๆคนไป”โรงพยาบาลพิเศษ”แต่ดิฉันเคยเห็นเขาช่วยเหลือคนไข้จำนวนหนึ่งด้วยการเอาใจใส่เป็นอย่างดี

 

วันหนึ่งนายแพทย์ประจำคุกคนหนึ่งมอบบัญชีนักโทษที่สงสัยว่าเป็นโรคคอตีบซึ่งถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งให้นายแพทย์คลีน

 

เมื่อเขาตรวจคนไข้แล้วก็มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่ป่วยเป็นโรคติดต่อดังกล่าว พอถึงคนที่ 4 เขาตรวจลวกๆแล้วส่งกลับเข้าไปอยู่ในคุกตามเดิม

 

“รายนี้ไม่สมควรจะต้องไปโรงพยาบาล”เขากล่าว

 

“เพียงแค่เจ็บคอธรรมดาๆเท่านั้น”

 

เป็นอันว่าคนที่ 4 นี้รอดตายเพราะนายแพทย์คลีน ซึ่งเป็นลักษณะตรงกันข้ามกับนายแพทย์เมงเกเล คือนายแพทย์เมงเกเลจะส่งทุกคนที่สงสัยว่าเป็นโรคนั้นๆไป”โรงพยาบาล”โยไม่ต้องตรวจให้ลำบาก

 

ดิฉันเคยเล่ามาแล้วว่านายแพทย์คลีนเคยทำทีโกรธแพทย์ในโรงพยาบาลและในคุกเพื่อช่วยชีวิตนักโทษหลายคนไม่ให้ถูกคัดเลือกตัวส่งไปโรงพยาบาล

 

อีกครั้งหนึ่งดิฉันได้บอกกับนายแพทย์คลีนว่ามีผู้ถูกคัดเลือกจำนวนมากกำลังรออยู่ในโรงอาบน้ำก่อนที่จะถูกส่งไป”โรงพยาบาล”

 

“ทำไมให้พวกนักโทษคอยอยู่นานถึงขนาดนี้” นายแพทย์คลีนถามยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอส

 

“รถพยาบาลยังไม่มีครับ”ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสผู้นั้นตอบ “เขากำลังใช้รถขนกล่องพิเศษอยู่”

 

ดิฉันรู้ดีว่า”กล่องพิเศษ”ที่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสกล่าวถึงนั้น หมายถึงกล่องผงก๊าซพิษซึ่งตามปกติจะใช้รถพยาบาลขนไป

 

นายแพทย์คลีนมีท่าทีโกรธขึ้นมาทันทีพร้อมกับกล่าวว่า

 

“เมื่อรู้อย่างนั้นทำไมถึงรีบคัดเลือกนักโทษล่ะ มันไม่มีประโยชน์อะไรที่ให้พวกเขามาทนอยู่อย่างนี้ตลอดวัน”

 

อะไรล่ะที่ทำให้นายแพทย์คลีนมีปฏิกิริยาออกมาเช่นนี้? เป็นไปได้ไหมว่าเขารู้สึกสงสารนักโทษจึงทำทีว่าโกรธพวกยามยามที่ให้นักโทษคอยนาน

 

อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ดิฉันติดตามนายแพทย์คลีนไปตรวจตามค่ายต่างๆแล้ว ดิฉันได้แจ้งให้เขารู้ว่ามีนักโทษยืนตากฝนที่หน้าคุกอยู่นานหลาชั่วโมงแล้ว เขาไม่พูดอะไรสักคำแต่ได้เดินตรงไปที่นั่นทันทีแล้วออกคำสั่งให้นักโทษเหล่านั้นกลับเข้าคุกตามเดิม

 

นายแพทย์คลีนเป็นชาวทรานซิลวาเนียเช่นเดียวกับดิฉัน เขาพูดภาษาท้องถิ่นเดียวกับดิฉันเสมอ เคยซักถามเกี่ยวกับครอบครัวของดิฉัน ครั้งหนึ่งเขาถามตรงๆว่าดิฉันคงไม่ใช่คนในครอบครัวของนายแพทย์ชื่อเสียงโด่งดังซึ่งเป็นผู้อำนวยการรงพยาบาลในเมืองครูซใช่ไหม?

 

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เขาพูดถึงก็คือสามีของดิฉัน ซึ่งดิฉันไม่ได้ข่าวจากเขามานานหลายสัปดาห์แล้ว เมื่อถูกถามสะกิดใจเช่นนั้นก็นึกฉุนขึ้นมาทันที

 

ดิฉันจะบอกความจริงกับเขาได้อย่างไร เพราะตอนนี้ตัวเองมีเนื้อตัวเปรอะไปด้วยโคลน ผมถูกกล้อนเสื้อผ้าก็ขาดรุ่งริ่ง รองเท้าที่สวมอยู่ก็เก่าและขาดเป็นรูโหว่ ดิฉันจะเป็นภรรยาของนายแพทย์ที่โด่งดังคนนั้นไม่ได้ ขณะนี้ดิฉันเป็นได้แต่เพียงทาสรับใช้ที่คอยเดินตามเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเท่านั้น

 

“เปล่าคะ” ดิฉันฝืนพูด

 

“ดิฉันไม่ทราบว่าคุณหมอกำลังพูดถึงเรื่องอะไรคะ”

 

แต่นายแพทย์คลีนเขาไม่โง่พอที่ดิฉันจะหลอกได้

 

“”เหรอ คุณไม่กล้าบอกใช่ไหม” เขาพูดขึ้น

 

“มันไม่น่าเชื่อเลยนะ” แล้วน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นการเป็นงานทันที

 

“คุณต้องเดินตามหลังให้ห่างผมสัก 2-3 ก้าว ต่อไปนี้คุณจะเดินคู่ไปกับผมไม่ได้”

 

อีก 2-3วันต่อมานายแพทย์คลีนก็ไปเยี่ยมพวกเราที่โรงพยาบาลอย่างไม่คาดฝัน เขามาบอกให้ดิฉันติดตามไปตรวจคนไข้ตามที่ต่างๆ ดิฉันยังจำคำสั่งของเขาได้ดีจึงเดินตามหลังห่างจากเขา 2-3 ก้าว

 

ขณะที่เดินไปนั้นเขาชี้ให้ดิฉันดูรถจักรยานของเขาแล้วพูดว่า

“รถยนต์ของผมถูกยึดไปแล้ว ขณะนี้เรากำลังขาดแคลนน้ำมัน ฟังนะ ผมกำลังจะบอกข่าวดีให้คุณได้รู้ มันอาจจะทำให้คุณมีความสุขมากก็ได้ สงครามกำลังจะยุติลงในไม่ช้านี้ และเราก็มีหลังจะได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่ง”

 

ดิฉันเหลียวมองไปรอบๆข้างเพื่อความแน่ใจเพราะทุกครั้งที่ดิฉันไปกับนายแพทย์คลีนจะมีพวกหน่วยเอสเอสติดตามไปด้วยเสมอ แต่คราวนี้โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ใกล้พอที่จะได้ยินเราสนทนากัน

 

“ขอบคุณค่ะ” ดิฉันกล่าวด้วยความปีติ

 

“ดิฉันไม่เคยได้ยินเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนไหนพูดเช่นนี้เลย”

 

“ขอบคุณทำไมกัน” นายแพทย์คลีนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

“ผมรู้เหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อสงครามยุติลงแล้ว ทั้งคุณและคนอื่นๆก็คงจะไม่สนใจใยดีอะไรกับผมอีกต่อไป”

 

.ในช่วงนี้เองที่ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง เขามองการณ์ไกลได้ฉลาดกว่าเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนอื่นๆ สามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำว่าเยอรมันจะต้องพ่ายแพ้สงคราม

 

เพราะฉะนั้นการที่เขาแสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อนักโทษนั้นมันอาจจะเป็นการกระทำที่เล็งผลเลิศในอนาคตก็ได้ อย่างน้อยที่สุดเมื่อสงครามยุติลงแล้วเขาอาจจะได้รับการกันตัวเป็นพยานในเวลาขึ้นศาลอาชญากรสงคราม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่าเขาไม่ต้องได้รับโทษทัณฑ์ที่ทางการกำหนดไว้เหมือนคนอื่นๆ

 

นอกจากนายแพทย์คลีนแล้วก็ยังมีบุคคลที่ดิฉันอยากจะเอ่ยถึงคือนายคาเปซิอุส ชาวทรานซิลวานียอดีตผู้จัดการบริษัทไบเอร์เยอรมันในทรานซลวาเนีย

 

ปกติตัวแทนของบริษัทนี้จะไปเยี่ยมสามีของดิฉันที่โรงพยาบาลในเมืองครูซเป็นประจำ ในวันคริสต์มาสเราเคยได้รับของขวัญเป็นน้ำหอมชั้นเยี่ยม เหล้าอย่างดี ตำราทางการแพทย์ที่ทันสมัย รวมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกตัวแทนของบริษัทสรรหามาให้เพื่อเอาใจลูกค้า แม้แต่บนโต๊ะเขียนหนังสือของเราก็มีดินสอติดตราไบเออร์วางอยู่เป็นประจำ

 

ดิฉันรู้จักกับนายคาเปซิอุสก่อนที่จะเดินทางมาอยู่ในค่ายกักกัน ก็รู้สึกประหลาดใจเมื่อมาพบว่าเขาเป็นหนึ่งในบุคคลระดับหัวหน้าในค่ายเบอร์เคเนา โดยเป็นหัวหน้าคุมคลังยาทั้งหมดที่จะใช้แจกจ่ายไปยังค่ายต่างๆในอาณาบริเวณนี้

 

แต่เมื่อพวกเรามียาไม่พอใช้และต้องการมันเพิ่มเติมเขาไม่เคยเอื้อเฟื้อเลยแม้แต่น้อยทั้งๆที่เคยรู้จักกับดิฉันมาก่อน

 

หัวหน้าคลังยาคนนี้จะออกจากค่ายไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองเซเกสวาร์เสมอๆ ครั้งหนึ่งเมื่อกลับจากไปเยี่ยมครอบครัวมาแล้ว ก็ได้มาที่โรงพยาบาลของพวกเราและได้เข้าไปสนทนากับแพทย์หญิงบอห์มซึ่งเป็นผู้ถูกเนรเทศจากย่านเดียวกับเขา

 

“ผมพบและได้พูดคุยกับน้องชายคุณเมื่อ 2 วันก่อนที่เมืองเซกสวาร์ ผมได้สัญญากับน้องชายคุณว่าจะช่วยดูแลคุณ”

แพทย์หญิงบอห์มได้ยินเช่นนั้นถึงกับร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ

 

“ผมบอกกับน้องคุณว่าคุณสบายดี” นายคาเปซิอุสกล่าวต่อ

 

แพทย์หญิงบอห์มก้มลงมองดูชุดที่ขาดรุ่งรุ่งของเธอแล้วก็ปลงอนิจจัง นี่หรือคือผู้ที่เขาบอกว่า”สุขสบาย”แต่ถึงอย่างไรก็ตามเธอได้กล่าวขอบคุณในความเอื้อเฟ้อของชายผู้นี้

 

อีก 2-3 สัปดาห์ต่อมานายคาเปซิอุสก็มาที่โรงพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้มาแจ้งให้แพทย์หญิงบอห์มรู้ว่าเมืองเซเกสวาร์ถูกรัสเซียยึดครองได้เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้น้องชายของแพทย์หญิงบอห็มได้รับแต่งตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนั้น

 

“ถ้าหากน้องชายของคุณช่วยดูแลครอบครัวของผมเป็นอย่างดี” นายคาเปซิอุสขู่แพทย์หญิงบอห์ม

 

“คุณก็จะมีโอกาสกลับไปพบกับเขาได้อีกครั้งหนึ่ง”

 

ต่อมาไม่นานแพทย์หญิงบอห์มก็ถูกย้ายจากค่ายเบอร์เคเนาไปอยู่ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของนายคาเปซิอุส การที่เธอถูกย้ายในครั้งนี้ก็เพราะถูกจับไปเป็นตัวประกันนั่นเอง และเราก็ไม่ได้ข่าวจากเธออีกเลย

 

ดิฉันมีความรู้สึกว่านายแพทย์คลีนมีแผนอะไรอยู่ในใจเช่นเดียวกัน เมื่อถามดิฉันว่ามีญาติที่ทรานซิลวาเนียหรือไม่

 

“ภายใน 2 วันนี้ผมจะบินไปเมืองบรัสโซ(ในทรานซิลวาเนีย)มีอะไรที่จะส่งข่าวไปถึงครอบครัวคุณบ้างไหม ผมยินดีจะช่วยเหลือ”

 

ดิฉันฉุกคิดถึงพี่สะใภ้ซึ่งอยู่ที่เมืองบรัสโซทันที เกือบจะตกหลุมพรางบอกนายแพทย์คลีนไป แต่ก็ยั้งปากไว้ได้ทัน เพราะยังจำเหตุการณ์ในตอนที่เยอรมันหลอกให้นักโทษเขียนไปรษณียบัตรส่งกลับไปหาญาติในครั้งนั้นได้ดี ว่าผลของมันก็คือการเปิดเผยให้พวกเยอรมันได้เหยื่อเนรเทศรายใหม่ ดังนั้นการที่ดิฉันจะให้ที่อยู่ของพี่สะใภ้แก่ฆาตกรรายนี้จึงไม่เป็นการปลอดภัยเป็นแน่

 

ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ดิฉันเลยไม่กล้าเอ่ยปากถามนายแพทย์คลีนเกี่ยวกับสามีเพราะเกรงไปว่าแทนที่จะได้รับความช่วยเหลือบางทีสามีอาจจะได้รับอันตรายเพราะดิฉันเป็นเหตุก็ได้

 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมานั่นเองทำให้ดิฉันไม่ไว้ใจใน”ความเอื้ออารี”ของพวกนาซีแม้แต่คนเดียว.

 


บทที่ 20 ขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน

 

เนื่องจากว่าพวกเราตกอยู่ในสภาพถูกกดขี่ข่มเหงอย่างรุนแรงจึงทำให้มีการต่อต้านพวกเยอรมันเกิดขึ้นในค่ายโดยอัตโนมัติ การต่อต้านปรากฏให้เห็นในรูปแบบต่างๆจะพบเห็นกันอยู่เสมอตลอดระยะเวลาที่พวกเรามีชีวิตอยู่ในค่าย

 

เมื่อคนงานในคลังแคนาดาขโมยสิ่งของที่พวกเยอรมันเตรียมไว้เพื่อส่งต่อไปยังประเทศเยอรมันมาได้แล้วก็จะนำมาแจกจ่ายแก่เพื่อนนักโทษในค่าย การกระทำของคนงานในคลังแคนาดาดังกล่าวนี้จัดว่าเป็นการต่อต้านเยอรมันได้ประเภทหนึ่ง

 

การต่อต้านในรูปแบบอื่นๆ เช่น กรรมกรในโรงงานปั่นด้ายรวมหัวกันทำงานอย่างเฉื่อยชาเพื่อให้เกิดผลผลิตน้อยลง เมื่อถึงวันคริสต์มาสพวกเราในโรงพยาบาลสามารถจัดงานเฉลิมฉลองกันในงานสำคัญทางศาสนาเช่นนี้ได้อย่างสำเร็จทั้งๆที่พวกเยอรมันห้ามไว้อย่างเด็ดขาด

 

การส่งจดหมายลับจากค่ายหนึ่งไปยังอีกค่ายหนึ่ง หรือการช่วยเหลือนักโทษชายที่เป็นญาติๆกันแต่อยู่คนละค่ายให้ได้มีโอกาสไปอยู่รวมกันโยวิธีการสับเปลี่ยนนักโทษคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่หามเปลคนไข้  ลักษณะต่างๆดังกล่าวนี้ก็คือว่าเป็นการปฏิบัติการต่อต้านเยอรมันได้อีกเหมือนกัน

 

การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นภาระหน้าที่สำคัญของขบวนการใต้ดินของพวกเรา ซึ่งปกติแล้วพวกเราจะไม่ทำอะไรที่รุนแรงมากไปกว่านี้ แต่ก็มีบางรายที่กล้าหาญมากๆถึงกับปฏิบัติการเข้าข่ายก่อการจลาจลเลยก็มี

ยกตัวอย่างเช่น นักโทษคนหนึ่งแย่งปืนพกจากเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสแล้วใช้ปืนพกนั้นตีศีรษะของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น แม้ว่าอย่างนี้จะเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความกล้าหาญแต่ก็ให้โทษอย่างใหญ่หลวงต่อนักโทษโดยส่วนรวม

 

เพราะพวกเยอรมันจะไม่เล่นงานเฉพาะนักโทษคนนั้นเท่านั้นแต่จะทำการตอบโต้ด้วยการเล่นงานนักโทษอื่นๆที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วยทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันถือว่าทุกคนมีความผิดและจะต้องรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกัน

 

นักโทษในค่ายเกรงกลัวการถูกเฆี่ยนตีและการถูกจับส่งไปห้องรมก๊าซพิษกันมาก จนไม่กล้าพอที่จะลุกฮือขึ้นต่อต้านพวกเจ้าหน้าที่เยอรมัน

 

พวกนักโทษหญิงหลายต่อหลายคนยอมให้เจ้าหน้าที่เยอรมันนำลูกๆของตนไปประหารชีวิต โยที่ไม่กล้าแสดงการขัดขืนหรือตอบโต้ อย่างเช่นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1944 มีนักโทษหญิงชาวรัสเซียและโปแลนด์ถูกบังคับให้ยอมยกลูกๆของตนให้พวกเยอรมันไป โดยในคำสั่งระบุว่าเด็กๆเหล่านั้นจะถูกโยกย้ายให้ไปอยู่ที่อื่น

 

ภาพที่น่าเวทนาสงสารก็อุบัติขึ้นเมื่อหญิงเหล่านั้นส่งพวกเด็กให้แก่พวกเยอรมัน แต่ละคนต่างหาไม้กางเขนหรือโลหะมาห้อยคอลูกๆเพื่อทำเป็นเครื่องหมายให้สามารถจดจำได้ในภายหลัง

 

แต่ละคนร้องไห้ด้วยความเสียใจขณะมอบเลือดในอกที่รักปานดวงใจให้แก่พวกเยอรมันไป ไม่มีนักโทษหญิงคนใดกล้าขัดขวางการกระทำของพวกเยอรมันและในขณะเดียวกันก็ไม่มีใครฆ่าตัวตายด้วย เพราะว่าได้ยาหอมจากพวกเยอรมันว่าเด็กๆเหล่านั้นจะถูกนำไปเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและจะได้กลับมาพบกับมารดาอีกครั้งหนึ่ง

 

การดำเนินงานของขบวนการใต้ดินได้ก้าวหน้าไปตามลำดับ วิธีการที่พวกเรานำมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายมีอยู่หลายประการ นับตั้งแต่ส่งสมาชิกของขบวนการออกไปทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวและสอดแนมในหมู่นักโทษจนกระทั่งถึงการก่อวินาศกรรมในโรงงานผลิตยุทธปัจจัยและการใช้ระเบิดทำลายเตาเผาศพในที่สุด

 

สมาชิกที่ออกไปทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวจะได้รับมอบหมายให้ไปเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสงครามโดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักโทษมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น การหาข่าวเพื่อนำไปป้อนให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายนี้กระทำได้โดยยากลำบากมาก เพราะพวกเราไม่สามารถได้ข่าวใดๆเลยจากฝ่ายสัมพันธมิตร

 

แต่ต่อมานายแอลเพื่อนของพวกเราในขบวนการใต้ดินได้ร่วมมือกับนักโทษที่ทำงานอยู่ในคลังแคนาดาทำการผลิตเครื่องรับวิทยุได้สำเร็จเครื่องหนึ่งและก็ได้นำเครื่องรับวิทยุนี้ไปฝังไว้ใต้ดินเพื่อให้รอดพ้นสายตาของพวกเยอรมัน

 

ในตอนกลางคืนดึกๆก็จะมีสมาชิกของขบวนการใต้ดินไปขุดเครื่องรับวิทยุนี้มาเปิดรับฟังข่าวการรบของฝ่ายสัมพันธมิตร  จากนั้นพวกเราที่ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อข่าวก็นำข่าวที่ได้รับจากการฟังวิทยุไปบอกกล่าวแก่นักโทษอื่นๆให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 

สถานที่ที่ใช้เป็นศูนย์กลางกระจายข่าวแก่บรรดานักโทษก็ได้แก่ห้องสุขาภายในค่าย ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีบทบาททางสังคมเช่นเดียวกับโรงอาบน้ำและโรงพยาบาล

 

เมื่อใดที่พวกเยอรมันได้ข่าวระแคะระคายเกี่ยวกับงานเผยแพร่ข่าวสารสงครามของพวกเราเมื่อนั้นก็จะจัดการกับพวกเราอย่างโหดร้ายทารุณ

 

ทุกคนในค่ายได้รับความเดือดร้อนเสมอหน้ากันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังจากที่ฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีทางอากาศที่เมืองหนึ่งในประเทศเยอรมัน

 

วิทยุของรัฐบาลเยอรมันได้ออกประกาศว่า”จะทำการแก้เผ็ด”และเมื่อพวกเยอรมันปฏิบัติแก้เผ็ดจุดแรกก็คือในค่ายของพวกเรา โดยจะทำการคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหารมากขึ้น

 

และเมื่อพวกยามรักษาการณ์ในค่ายรู้ข่าวการพ่ายแพ้ของฝ่ายเยอรมันเขาก็เริ่มสงสัยในพฤติการณ์ของพวกเรามากยิ่งขึ้น ได้เพิ่มมาตรการควบคุมและตรวจค้นนักโทษในค่ายบ่อยครั้ง

 

 

แม้แต่เจ้าหน้าที่ในระดับหัวหน้าในค่ายต่างก็หวาดผวาวิตกกังวลเกี่ยวกับงานใต้ดินของพวกเราไปตามๆกัน อย่างเช่น นายแพทย์เมงเกเลวิตกกังวลมากถึงกับผิวปากไม่ออกเหมือนอย่างเคย

 

สมาชิกของขบวนการใต้ดินบางคนก็ยังได้พยายามส่งข่าวสภาพอันเลวร้ายที่พวกเราประสบกันอยู่นี้ไปให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยหวังจะให้เครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษหรือของโซเวียตบินมาทิ้งระเบิดทำลายเตาเผาศพในค่าย เพื่อที่ว่ามันจะได้ลดอัตราการทำลายล้างมนุษยชาติของพวกเยอรมันลงไปได้บ้าง

 

และในที่สุดนักโทษชาวยิวจากประเทศเชโกสโลวะเกียผู้หนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายนิยมความรุนแรงก็ประสบความสำเร็จในการส่งข่าวไปให้กองทัพโซเวียต

 

ดิฉันได้รู้ข่าวมาว่ามีหน่วยก่อวินาศกรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรมาปฏิบัติการอยู่ไม่ไกลจากค่ายของพวกเรา ซึ่งตามความเข้าใจของดิฉันแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยก่อวินาศกรรมเหล่านี้ได้ทำการติดต่อกับนักโทษในค่าย และดิฉันก็ได้รับแจ้งมาว่าลูกระเบิดที่จะนำมาใช้ระเบิดทำลายสิ่งต่างๆในค่ายก็เป็นระเบิดที่ได้มาจากกองโจรของฝ่ายสัมพันธมิตรนี่เอง

 

กล่องระเบิดที่ได้มานี้มีขนาดเล็กเท่ากับซองบุหรี่ สามารถเก็บซุกซ่อนไว้ในเสื้อได้อย่างสะดวก ระเบิดเหล่านี้ถูกนำเข้ามาในค่ายได้อย่างไร?นั้นเป็นปัญหาที่พวกเราต้องติดตามกันต่อไป

 

ต่อมาดิฉันได้รู้ว่าพวกกองโจรรัสเซียซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ตามภูเขาได้ส่งสมาชิกจำนวนหนึ่งมาป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณใกล้ๆค่ายเอาส์ชวิตซ์อยู่เสมอ และคอยหาโอกาสติดต่อกับนักโทษที่ออกไปทำงานนอกค่าย ซึ่งในหมู่นักโทษที่ออกไปทำงานนอกค่ายก็มีส่วนหนึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินของพวกเรา พวกกองโจรรัสเซียจึงนำลูกระเบิดไปฝังไว้ในดินแล้วแจ้งให้นักโทษที่ออกไปทำงานไปขุดแล้วลักลอบนำเข้ามาในค่าย

ระเบิดเหล่านี้นำเข้ามาในค่ายเพื่อจุดมุ่งหมายอะไร?พวกเราที่เป็นสมาชิกในขบวนการใต้ดินต่างรู้ว่ามันถูกนำเข้ามาเพื่อใช้ทำลายเตาเผาศพนั่นเอง

 

มีระเบิดจำนวนหนึ่งถูกลักลอบนำเข้ามาในค่ายแต่ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสจับได้ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นพวกเยอรมันจะใช้มาตรการรุนแรงกับพวกที่ถูกจับได้โดยจะถูกนำตัวไปแขวนคอในทันที

 

เมื่อใดก็ตามที่พวกเยอรมันสงสัยว่าจะมีระเบิดซุกซ่อนอยู่ก็จะออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสทำการตรวจค้นตามคุกต่างๆทันที

 

ในเวลาตรวจค้นพวกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสจะตรวจค้นกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนในทุกตารางนิ้วเลยทีเดียว จะนำทุกสิ่งทุกอย่างในคุกออกมาค้นกระจุยกระจาย

 

แม้ว่าจะมีมาตรการป้องกันเข้มแข็งถึงเพียงนี้ องค์การใต้ดินของเราก็หาได้ถูกทำลายไปไม่ ยังคงทำงานต่อต้านอยู่ต่อไป สมาชิกขององค์การใต้ดินมักมีการเปลี่ยนตัวกันอยู่เสมอ หากคนใดถูกจับไปสังหารก็จะหาคนอื่นมาทำหน้าที่แทน

 

เด็กหนุ่มคนหนึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินถูกนำตัวไปแขวนคอแค่หนึ่งวันก่อนที่จะมารับหีบห่อไปจากดิฉัน เพื่อนดิฉันคนหนึ่งเมื่อเห็นเหตุการณ์นั้นรูสึกตัวจนตัวสั่นงันงก เพราะจำได้ว่าเด็กหนุ่มคนนนี้เคยมาพบกับดิฉันที่โรงพยาบาล เธอได้ทากระซิบถามว่า

 

“นั่นมันเด็กคนที่มาโรงพยาบาลของพวกเราเมื่อวานนี้ไม่ใช้รึ”

 

“ฉันไม่เคยเห็นเด็กคนนั้นมาก่อนเลยนี่”

 

นี่เป็นกฎของคนที่ทำงานลับให้กับองค์การใต้ดิน พวกเราจะทำเป็นไม่รู้จักสมาชิกทุกคนที่ทำงานพลาดจนถูกพวกเยอรมันจับได้พวกเราในขบวนการใต้ดินไม่ได้เป็นวีรชน และไม่เคยอ้างตัวเองว่าเป็นวีรชนด้วย พวกเราไม่เคยได้รับเหรียญกล้าหาญจากชาติใดๆไม่ว่าจะเป็นเหรียญกล้าหาญจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ ทั้งๆที่งานของพวกเราเสี่ยงตายพอๆกันหรืออาจจะมากไปกว่าพวกที่ได้รับเหรียญกล้าหาญเหล่านั้นเสียอีก

 

ความจิงคงามตายหรือสิ่งที่เรียกว่าเสี่ยงตายนั้นไม่มีความหมายอไรกับพวกเราชาวค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา ปกติความตายจะอยู่กับพวกเราตลอดเวลาเพราะทุกคนต่างมีสิทธิ์ที่จะถูกคัดเลือกตัวไปสังหารได้ทุกเมื่อ

 

การพยักหน้าของพวกเยอรมันแต่ละครั้งอาจหมายถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของพวกเราคนใดคนหนึ่ง หากใครไปเข้าแถวเรียกชื่อช้าอาจถูกตบหน้าอย่างน้อยหนึ่งฉาดหรือเผอิญพวกเยอรมันเกิดบ้าระห่ำขึ้นมาอาจชักปืนมายิงแทนการตบหน้านั้นก็ได้

 

พวกเราในค่ายต่างมีความรู้สึกว่าตนเองจะต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง ความรู้สึกนี้ฝังอยู่ในสายเลือดเลยทีเดียว อาจจะตายได้ทุกแบบ ไม่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษก็อาจจะถูกผลักลงไปในเตาเผาศพ ถูกแขวนคอหรือถูกนำไปยิงเป้า ดังนั้นเหล่าสมาชิกของขบวนการใต้ดินต่างตระหนักว่าไหนๆจะตายก็ควรตายเพื่อการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่เอื้อผลประโยชน์ต่อขบวนการ

 

ดิฉันเคยกล่าวมาแล้วว่าตัวดิฉันเองมีหน้าที่ในการส่งจดหมายและห่อพัสดุของขบวนการใต้ดิน มีอยู่วันหนึ่งหลังจากรับพัสดุจากสาชิกแล้วก็รีบเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อจะนำไปเก็บไว้ใต้โต๊ะตัวหนึ่งในห้องพยาบาล

 

ขณะที่กำลังจะซ่อนห่อพัสดุอยู่นั้นก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งมาพบเข้าอย่างไม่คาดฝัน

 

“นั่นแกกำลังจะซ่อนอะไรไว้ตรงนั้น” เขาตะคอกถามด้วยใบหน้าถมึงทึง

 

ดิฉันตกใจแทบช็อกแต่ก็ได้ระงับใจไม่แสดงอะไรออกมาให้เกิดพิรุธแบบทำใจดีสู้เสือตอบไปว่า

 

“ชุดผ่าตัดค่ะ ดิฉันนำไปออกไปใช้แล้วกำลังจะเอามาเก็บเข้าที่”

 

“ขอดูหน่อย” เขาตะคอกใส่ดิฉันอีกเหมือนกับว่าเกิดความสงสัยอะไรขึ้นมา

 

ดิฉันดึงกล่องใส่ชุดผ่าตัดจากใต้โต๊ะออกมาให้เขาดูด้วยมืออันสั่นเทา แต่โชคดีเข้าข้างดิฉันเขาไม่ได้ตรวจดูของข้างในกล่อง เพียงแต่มองดูแวบเดียวก็เดินออกจากห้องพยาบาลไป ถ้าหากเขาตรวจดูในกล่องดิฉันก็คงเสร็จไปแล้ว

ปกติดิฉันจะได้รับจดหมายและหีบห่อต่างๆจากนักโทษชายที่เข้ามาทำงานเป็นกรรมกรในค่ายของนักโทษหญิง การรับ-ส่งสิ่งของต้องกระทำด้วยความรอบคอบและระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้นักโทษที่นำสิ่งของเหล่านั้นมาไปส่งคนรับโดยไม่ผิดตัว

 

ดิฉันจึงใช้แถบผ้าไหมมาห้อยคอเพื่อให้เป็นที่สังเกตและเมื่อจะส่งจดหมายหรือหีบห่อก็จะส่งให้คนมารับที่ใช้เครื่องหมายชนิดเดียวกัน ซึ่งปกติดิฉันจะไปพบคนเหล่านั้นในโรงอาบน้ำหรือไม่ก็ตามถนนที่คนเหล่านั้นมาทำงานกันอยู่

 

ในระยะแรกๆดิฉันยังไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับงานของขบวนการใต้ดินที่ตนมีส่วนร่วมอยู่ด้วยนั้นแต่ต่อมาก็รู้ว่างานของขบวนการนี้มีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง

 

เมื่อตระหนักถึงข้อนี้ก็ทำให้มีกำลังใจที่จะล่มหัวจมท้ายกับขบวนการนี้มากยิ่งขึ้น ไม่รู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ได้พยายามรับประทานอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เพื่อพร้อมที่จะเผชิญกับความลำบากในค่ายต่อไป

 

การรับประทานอาหารและการไม่ปล่อยให้ร่างกายทรุดโทรมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้การต่อต้านเยอรมันประสบผลสำเร็จ

 

ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงมีชีวิตเพื่อทำงานต่อต้านและพยายามทำงานนี้เพื่อการมีชีวิตอยู่ของพวกเราต่อไป

 

แพทย์หญิงมีตรอฟนาศัลยแพทย์ชาวรัสเซียเป็นนักโทษหญิงรัสเซียคนแรกที่ดิฉันได้พบในขณะทำงานในโรงพยาบาล ดิฉันเคยรู้จักนักโทษหญิงจากประเทศต่างๆมามากมาย แต่ก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้พบหญิงชาวรัสเซียมากนัก จึงมีความกระตือรือร้นที่จะทำความรู้จักกับหญิงจากประเทศนี้มากเป็นพิเศษ

 

แพทย์หญิงมีตรอฟนาเป็นคนร่างท้วมผมสีดำแต่มีดวงตาสีน้ำตาลคมวาว เป็นแพทย์ด้วยชีวิตจิตใจจริงๆ นอกจากจะอุทิศเวลารักษาคนไข้อย่างเต็มที่แล้วเธอก็ยังพยายามต่อสู่สู้เพื่อคนไข้ตลอดมา

 

เมื่อนายแพทย์เมงเกเลทำการคัดเลือกคนไข้เพื่อย้ายไปที่”โรงพยาบาลแห่งใหม่” เธอคัดค้านอย่างเต็มที่โยยืนยันกับนายแพทย์เมงเกเลว่า

 

“คนไข้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากนะคะ ตอนนี้เธอหายดีแล้ว จะออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 3 วัน”

 

ซึ่งก็เป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์เมงเกเลได้ยินยอมทำตามข้อเสนอของเธอเสมอ

 

เธอจะสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรกับทุกๆคน ใครที่พบเห็นพูดคุยด้วยก็จะเกิดความรู้สึกนับถือชื่นชมในกิริยาอาการที่เป็นธรรมชาติและความเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีของเธอ

 

คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะเอาจริงเอาจังกับงานเหมือนแพทย์หญิงวัย 50 ปีผู้นี้ เมื่อใดที่เห็นดิฉันหน้าซีดเซียวเพราะตรากตรำทำงานหนักเธอก็จะมาพูดกับดิฉันว่า “แบบนี้เป็นคนรัสเซียได้สบายมาก”เธอจะกล่าวชมเชยเป็นการให้กำลังใจผู้อื่นด้วยคำพูดเช่นนี้อยู่เสมอ

 

ในระยะที่รัสเซียส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดในค่ายมีนักโทษเป็นจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ ดิฉันพยายามจับตาดูว่าเธอจะมีใจลำเอียงให้การดูแลรักษาเฉพาะเพื่อนร่วมชาติชาวรัสเซียของเธอเท่านั้นหรือไม่

 

ปรากฏว่าเธอไม่เป็นคนเช่นนั้นเลย เธอจะเอาใจใส่ดูแลผู้บาดเจ็บทุกคนโยไม่คำนึงว่าจะมาจากประเทศใด พ้อมกับกล่าวถ้อยคำปลอบโยนให้คนเจ็บทุกคนมีกำลังใจเสมอ

 

ในเทศกาลวันคริสต์มาสแพทย์หญิงมีตรอฟนาได้มาร่วมในพิธีและร่วมเต้นรำกับแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาล โดยไม่ถือเนื้อถือตัวเลยแม้แต่น้อยและได้ร่วมร้องเพลงกับคนอื่นๆด้วยความสนุกสนานเธอบอกกับพวกเราว่า เมื่อครั้งที่อยู่ประเทศรัสเซียเธอชอบไปร่วมงานสำคัญอย่างนี้เพราะมีอาหารดีๆให้รับประทาน

 

ดิฉันสังเกตเห็นว่า แม้ว่าจะมาจากประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งไม่ยอมให้คนนับถือศาสนาแต่เธอก็มีใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนนักโทษที่เขานับถือศาสนากันซึ่งผิดกับนักโทษชาวรัสเซียคนอื่นๆที่ยังมีความคิดแบบเดิมอยู่”พวกเราจะจดจำเทศกาลคริสต์มาสที่จัดขึ้นในขณะที่พวกเราถูกกักกันอยู่ในค่ายแห่งนี้”เธอกล่าวกับพวกเรา

 

“เพราะในงานนี้มีประชาชนจากทุกประเทศในยุโรปมาชุมนุมกันและต่างก็หวังในสิ่งเดียวกันคืออิสรเสรีภาพ”

 

ต่อมาดิฉันได้พบกับหญิงชาวรัสเซียอีกหลายคนแต่ละคนแม้จะมีลักษณะภายนอกออกจะแข็งกร้าวไปบ้างแต่ภายในจิตใจของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความกรุณาและความสุภาพอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

 

ทุกครั้งเมื่อจะส่งคนไข้ไปเข้าโรงพยาบาลในค่ายเอฟ.แพทย์หญิงมีตรอฟนาจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่หามเปลคนไข้

 

ครั้งแรกดิฉันถูกเลือกให้ไปทำหน้าที่นี้ก็ถึงกับร้องไห้เนื่องจากเกิดความกลัวและหวั่นวิตกมาก ในขณะที่หามเปลคนไข้ไปนั้นมียามรักษาการณ์เดินติดตามไปด้วย

 

แต่ก็แปลกที่ยิ่งเดินห่างออกจากรั้วลวดนามในค่ายออกไปไกลมากเท่าใดก็ดูเหมือนว่ายิ่งมีจิตใจปลอดโปรงโล่งอกมากขึ้นๆเท่านั้น มีความรู้สึกว่างานชนิดนี้แม้ว่าจะเป็นงานหนักมิใช่น้อยแต่ก็เป็นงานที่มีค่ามากพอดู

 

พวกเรา 5 คนใช้เวลาประมาณ 15 นาทีกว่าจะหามคนไข้ไปถึงห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลในค่ายเอฟ. เมื่อไปถึงก็ได้เห็นภาพในห้องผ่าตัดซึ่งขณะนั้นบรรดาแพทย์กำลังขมีขมันผ่าตัดช่วยชีวิตคนไข้รายหนึ่งอยู่ มันแตกต่างกับอีกภาพหนึ่งซึ่งเป็นภาพที่พวกเยอรมันส่งคนไข้ไปยังห้องรมก๊าซพิษ

 

ขณะที่นายแพทย์กำลังทำการผ่าตัดคนไข้อยู่นั้น ดิฉันมองสำรวจไปรอบๆห้องผ่าตัดเมื่อเห็นเครื่องมือผ่าตัด เห็นคนไข้ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวและได้กลิ่นยาสลบในห้องนั้น ก็ทำให้หวนรำลึกถึงสามีและโรงพยาบาลของเราที่เมืองครูซขึ้นมาทันที ในขณะที่ดิฉันยืนใจลอยอยู่นั้นเองพลันก็มีคนๆหนึ่งมากระซิบที่ข้างหู

 

“กรุณาอย่าขยับเขยื้อนหรือถามอะไร รีบไปติดต่อกับนายจากัวส์บุรุษพยาบาลชาวฝรั่งเศสที่ศูนย์พยาบาลของคุกหมายเลข 30”

 

ครั้งแรกก็แปลกใจว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าดิฉันเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดิน แต่ต่อมาก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี ก็เพราะดิฉันมีแถบผ้าไหมห้อยคออยู่นั่นเองจึงทำให้เขารู้ว่าดิฉันเป็นสมาชิกของกลุ่มต่อต้านพวกเยอรมัน

 

ดิฉันต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่มากระซิบบอกแต่จะทำอย่างไรล่ะ? ในเมื่อขณะนี้ดิฉันมาอยู่ในโรงพยาบาลของค่ายกักกันชายและดิฉันก็เป็นผู้หญิงเสียด้วยจะหาทางเข้าไปในคุกของนักโทษชายได้อย่างไรกัน?

 

ทันใดนั้นเองพยาบาลคนหนึ่งได้กระหืดกระหอบเข้าไปบอกนายแพทย์ที่กำลังผ่าตัดคนไข้อยู่ว่านายแพทย์เมงเกเลกำลังเดินทางมาทางนี้

 

นายแพทย์เหล่านั้นได้พยายามระงับความตื่นตระหนก แต่เสียงที่สั่งการออกมาบ่งบอกถึงความตื่นเต้นลนลานอย่างไรชอบกล

 

“ซ่อนถุงมือเดี๋ยวนี้  เปิดประตูออกให้หมด อย่าให้นายแพทย์เมงเกเลได้กลิ่นยาสลบเป็นอันขาด”

 

เหตุการณ์ในวินาทีนี้เองทำให้ดิฉันเข้าใจอะไรต่อมิอะไรได้ดีขึ้น นายแพทย์ที่ทำการผ่าตัดอยู่นี้ใช้อาหารที่ได้รับแจกประจำวันไปแลกเอาเครื่องมือผ่าตัดและยาสลบมาจากโรงพยาบาลแห่งอื่นเพื่อนำมาผ่าคนไข้

 

เวลานี้พวกเขาจะต้องซ่อนทุกอย่างเพื่อไม่ให้นายแพทย์เมงเกเลพบเห็นมิฉะนั้นจะถูกลงโทษหรือนำตัวไปสังหารในฐานให้ความเมตตาปรานีแก่คนไข้

 

แต่การผ่าตัดต้องดำเนินต่อไป หญิงคนไข้ซึ่งนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวดทั้งนี้เพราะยอมให้แพทย์ทำการผ่าตัดโดยไม่ได้ใช้ยาสลบ

 

“ไอ้ปีศาจร้าย”ดิฉันสบถออกมาอย่างไม่รู้ตัว ความเจ็บแค้นพวกเยอรมันที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ต้องรีบไปที่คุกหมายเลข 30 ทันที

 

ขณะที่ดิฉันกำลังคิดหาวิธีการที่จะไปยังคุกหมายเลข 30 อยู่นั้น บังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นผ้าห่มกองอยู่ในเปลหามคนไข้ จึงเกิดความคิดที่จะใช้มันห่มเดินเข้าไปโยทำทีว่าเป็นคนไข้ ก็คงจะไม่มีใครสงสัยและจับได้ เพราะการที่คนไข้ใช้ผ้าห่มคลุมตัวเดินไปไหนมาไหนนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นกันอยู่ในค่ายเป็นประจำ

 

ดิฉันรีบนำผ้าห่มมาคลุมตัวแล้ววิ่งออกจากห้องผ่าตัดมุ่งตรงไปพบนายจากัวส์บุรุษพยาบาลที่คุกหมายเลข 30 เมื่อไปถึงก็ได้พบกับบุรุษพยาบาลผู้นี้ ดิฉันก็ได้บอกกับเขาว่าได้รับคำสั่งให้มารับของ

 

เขารีบปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นสูงสุดแล้วนำกล่องเล็กๆกล่องหนึ่งที่รองศีรษะคนไข้ชายอยู่ออกมามอบให้

 

“เอาสิ่งนี้ไปมอบให้คุณ....ที่ค่ายของคุณนะครับ” เขาบอกดิฉัน

 

เมื่อได้ของสิ่งนั้นแล้วดิฉันก็รีบวิ่งกลับมาที่คุกผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าเพื่อนๆที่หามคนไข้มากับดิฉันไม่อยู่ที่นั่นเสียแล้ว เปลที่หามคนไข้มาก็หายไปด้วย แสดงว่าเพื่อนๆได้กลับเข้าค่ายกันหมดแล้ว

 

ดิฉันจึงรีบวิ่งไปที่ประตูค่ายก็เห็นแพทย์หญิงมีตรอฟนากำลังโต้เถียงอยู่กับเจ้าหน้าที่เยอรมัน ซึ่งก็คงจะมีสาเหตุมาจากที่พวกเราเข้าไปในค่ายนักโทษชายนานเกินควรและเมื่อกลับออกมาดิฉันหายไปคนหนึ่ง

 

เมื่อแพทย์หญิงมีตรอฟนาเห็นดิฉันวิ่งไปหาโดยมีผ้าห่มคลุมศีรษะมาด้วยเธอก็เข้าใจที่จะหาทางออกได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่เยอรมันผู้นั้นว่า

 

“ฉันบอกคุณแล้วไงว่า มีคนหยิบผ้าห่มจากเปลหามคนไข้ของพวกเราไป ดิฉันจึงส่งนักโทษคนนี้ไปเอามันกลับคืนมา คุณก็เห็นกับตาแล้วนี่ไง ยังไม่เชื่ออีกหรือ?”

แพทย์หญิงมีตรอฟนาพูดภาษาเยอรมันได้เพียงเล็กน้อย ตลอดเวลาที่พูดกับเจ้าหน้าที่เยอรมันเธอพูดด้วยภาษารัสเซียปนเยอรมัน เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งช่วยดิฉันได้เป็นอย่างดีกว่าที่เธอพูดแต่ภาษารัสเซีย

 

เจ้าหน้าที่เยอรมันก็อ่อนใจไม่ต้องการซักถามมาก เรื่องราวจึงลงด้วยดี ในขณะเดินกลับเข้าค่ายดิฉันวิตกอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าแพทย์หญิงมีตรอฟนาจะถามถึงสาเหตุที่กลับมาช้า แต่การณ์กลับปรากฏว่าเธอไม่ได้ถามถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว

 

เมื่อกลับถึงค่ายแล้วดิฉันพยายามตามหาคนที่นายจากัวส์บอกให้มอบหีบห่อชิ้นนั้นให้แต่เธอไม่ได้อยู่ในค่าย อย่างไรก็ดีในวันรุ่งขึ้นนายจากัวส์ได้ส่งคนมารับหีบห่อนั้นไป จึงเป็นอันว่าในที่สุดก็สามารถกำจัดกล่องบรรจุลูกระเบิดออกไปจากตัวเองได้ ซึ่งเจ้ากล่องนี้เองเกือบจะทำให้เอาตัวไม่รอดอย่างที่กล่าวมาแล้ว

 

ดิฉันไม่รู้ว่าแพทย์หญิงมีตรอฟนาคิดอย่างไร ที่จริงเธอควรจะบอกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสผู้นั้นว่าดิฉันออกจากกลุ่มผู้หามเปลไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

ซึ่งถ้าหากบอกไปเช่นนี้เธอเองก็ไม่ต้องมาลำบากเถียงช่วยดิฉัน แต่กลับไม่ทำเช่นนี้หากแต่ได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสผู้นั้นเพื่อประวิงเวลารอ

 

และเมื่อเธอเห็นผ้าห่มหายไปจากเปลก็ใช้กรณีนี้เป็นข้ออ้างเพื่อช่วยชีวิตของดิฉันเอาไว้ ซึ่งก็นับได้ว่าเธอเป็นสหายที่ดีคนหนึ่งเท่าที่เคยพบมา

ดิฉันจำได้ว่าเคยเห็นกรรมกรที่นำหีบห่อมามอบให้ดิฉันเป็นประจำได้เข้าไปพูดคุยกับแพทย์หญิงรัสเซียคนนี้อยู่เสมอ ดิฉันจึงพออนุมานได้ว่าเธอน่าจะเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินด้วยคนหนึ่ง และเธอก็น่าจะรู้เช่นกันว่าดิฉันเป็นสมาชิกขบวนการใต้ดิน

 

บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมังเธอจึงเลือกดิฉันให้ไปทำหน้าที่หามเปลคนไข้ไปที่ค่ายเอฟ.และได้ช่วยดิฉันให้รอดพ้นจากการถูกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสเล่นงาน

 

ตามปกติแล้วพวกเราที่เป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินมักจะไม่ค่อยรู้จักกัน ทั้งนี้เพราะเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างหนึ่ง คือถ้าเผื่อบังเอิญใครคนใดคนหนึ่งถูกจับก็จะได้ไม่มีโอกาสเปิดเผยชื่อของสมาชิกคนอื่นๆของขบวนการ

 

หรือบางทีแพทย์หญิงมีตรอฟนาอาจจะไม่ได้เป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดิน แต่การทำงานของเธอชวนให้เชื่อว่าน่าจะเป็นสมาชิกที่ทำงานทุกอย่างเพื่อขบวนการใต้ดิน

 

ในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1944 เวลาประมาณบ่าย 3 โมงมีเสียงระเบิดดังกึกก้องสั่นสะเทือนไปทั้งค่ายราวกับเกิดแผ่นดินไหว พวกนักโทษต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น?หลังจากเสียงระเบิดแล้วก็มีแสงไฟพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณที่ตั้งของเตาเผาศพและมีข่าวแพร่สะพัดไปเหมือนไฟลามทุ่งว่าเตาเผาศพเตาหนึ่งถูกวางระเบิดพังพินาศ

 

พวกทหารหน่วยเอสเอสและเจ้าหน้าที่เยอรมันตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ครั้งนี้มาก พวกเขารีบกระจายกำลังออกปฏิบัติงานกันจ้าละหวั่น ด้วยความเกรงกลัวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้นักโทษฉวยโอกาสก่อการจลาจล ทหารหน่วยเอสเอสได้ใช้ปืนยิ่งขู่นักโทษที่ออกมามุงดูเหตุการณ์ให้กลับเข้าคุก

 

ดิฉันต้องการจะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไรกันแน่ จึงถือโอกาสตอนเกิดโกลาหลออกจากโรงพยาบาลไปที่โรงครัว ซึ่งอยู่ห่างจากประตูค่ายของดิฉันประมาณ 10 หลา และจากจุดที่ตั้งของโรงครัวนี้เองก็สามารถมองเห็นเหตุการณืที่เกิดขึ้นในบริเวณเตาเผาศพได้อย่างชัดเจน

 

เห็นมีกองทหารหน่วยเอสเอสเป็นจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าตรงมาที่ค่าย บางพวกนั่งมาในรถบรรทุก บางพวกขับขี่รถจักรยานยนต์กันมาเป็นทิวแถว ติดตามมาด้วยขบวนรถบรรทุกกระสุนปืน

 

เมื่อมาถึงก็ได้โอบล้อมบริเวณเตาเผาศพและเปิดฉากระดมยิงปืนกลเข้าไปทันที ดิฉันยืนตัวสั่นด้วยความกลัว ทำไมหรือคะ? ก็เพราะว่ามีเสียงปืนพกยิงตอบโต้ออกมาจากบริเวณด้านในของเตาเผาศพด้วย นี่มันเกิดการจลาจลหรือเปล่า?พวกทหารได้ใช้ปืนกลระดมยิงอย่างหนักราวกับห่าฝนครู่หนึ่งก็บุกเข้าไปในบริเวณเตาเผาศพได้สำเร็จ

 

อะไรเกิดขึ้น? สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็คือ พวกสมาชิกขบวนการใต้ดินที่ทำงานอยู่ในตึกเตาเผาศพได้วางแผนระเบิดเตาเผาศพทั้ง 4 เตาทิ้งโดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มของนายแพทย์ปัสเช่ ซึ่งจัดหาลูกระเบิดจำนวนหนึ่งมาให้

 

และระเบิดก็มีจำนวนเพียงพอที่จะใช้ระเบิดทำลายเตาเผาศพทั้ง 4 เตาได้ในพริบตาแต่เกิดการผิดพลาดบางประการทำให้สามารถระเบิดทำลายเตาเผาศพได้เพียงเตาเดียวเท่านั้น มันน่าเสียดายจริงๆ

 

การปฏิบัติการก่อวินาศกรรมในครั้งนี้มีนายเดวิดยิวหนุ่มจากประเทศฝรั่งเศสเป็นตัวตั้งตัวตี ทั้งนี้เนื่องจากนายเดวิดรู้ตัวว่าจะถูกประหารชีวิต เพราะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่านักโทษที่ทำงานในเตาเผาศพทุกคนจะถูกนำตัวไปกำจัดในทุก 3-4 เดือน

 

เดวิดตัดสินใจใช้เวลาอันน้อยนิดที่ชีวิตจะดำรงอยู่ได้นี้สร้างประโยชน์ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จึงไปเอาระเบิดจากกลุ่มของนายแพทย์ปัสเช่มาแอบซุกซ่อนเอาไว้ แต่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อนจึงทำให้แผนการของเดวิดล้มเหลว

 

กล่าวคือพวกเยอรมันได้เตรียมนำพวกที่ทำงานประจำหน่วยเตาเผาศพรุ่นเดียวกับเดวิดไปสังหารก่อนกำหนดโยได้ออกคำสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมไปขึ้นรถออกจากเจาเผาศพ

 

ในหมู่นักโทษที่ถูกกำจัดในครั้งนี้มีเพียง 100 คนเท่านั้นที่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง ส่วนพวกที่เหลืออีกเป็นจำนวนมากพากันต่อต้านและขัดขืนไม่ยอมปฏิบัติตาม

 

ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนักโทษที่ประจำอยู่หน่วยนี้จะเป็นผู้มีร่างกายล่ำสันแข็งแรง เมื่อมารวมหัวกันต่อต้านเช่นนี้เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสแค่ 2-3 คนที่มาควบคุมอยู่นั้นจึงไม่สามารถดำเนินการปราบปรามใดๆได้ ต้องรีบถอนตัวออกไปเพื่อรอกำลังเสริมจากหน่วยอื่น

 

ในขณะที่กองกำลังสนับสนุนยังเดินทางมาไม่ถึงนักโทษก็ได้นำระเบิดไปวางไว้ที่เตาเผาศพเตาหนึ่ง แล้วใช้น้ำมันราดและทำการจุดชนวนระเบิดจนเกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว เป็นเหตุให้เตาเผาศพพังพินาศไป 1 เตา

 

พวกเขาพยายามที่จะใช้ระเบิดทำลายเตาเผาศพอีก 3 เตาที่ยังเหลืออยู่แต่ไม่มีเวลาพอที่จะทำได้ เพราะกองกำลังเสริมของเยอรมันได้เดินทางมาถึงเสียก่อน

 

เจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพที่ 4 ได้ถือโอกาสในตอนที่เกิดสับสนวุ่นวายตัดลวดหนามหนีออกจากค่ายได้สำเร็จซึ่งมีบางคนเท่านั้นถูกนำตัวกลับมาได้แต่ส่วนใหญ่แล้วสามารถหนีรอดไปได้

 

ในการต่อสู้กันระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังเสริมของพวกเยอรมันกับนักโทษประจำเตาเผาศพครั้งนี้ ทางฝ่ายนักโทษได้ทำการต่างสู้อย่างเต็มความสามารถแต่อาวุธที่มีอยู่มีเพียงท่อนไม้ก้อนหินและปืนพกไม่กี่กระบอก ไหนเลยจะสู้กับกองทหารติดอาวุธทันสมัยและได้รับการฝึกมาอย่างดีได้ ผมก็คือนักโทษ 430คนถูกจับเป็นรวมทั้งนายเดวิดตัวตั้งตัวตีในการก่อจลาจลครั้งนี้ซึ่งก็ได้รับบาดเจ็บ

 

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านไปพวกเยอรมันได้ทำการตอบโต้นักโทษอย่างรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสบังคับให้นักโทษที่ถูกจับได้ลงคลานกับพื้นดิน แล้วเจ้าหน้าที่ 2-3 คนก็จ่อปืนยิงทางต้นคอด้านหลังของนักโทษทีละคนๆ

 

นักโทษคนใดเงยหน้าขึ้นไปมองดูเจ้าหน้าที่หรือเพื่อนๆที่กำลังถูกจ่อยิง นักโทษคนนั้นก็จะถูกเฆี่ยนอย่างแรง 25 ทีก่อนที่จะถูกยิงตาย

 

หลังจากจลาจลครั้งนี้แล้วพวกเยอรมันก็ยังตอบโต้นักโทษในค่ายเป็นการแก้เผ็ดหลายอย่างด้วยกัน เช่น มีการทุบตีนักโทษอย่างทารุณบ่อยครั้งขึ้น และเพิ่มจำนวนครั้งในการตัดเลือกนักโทษไปประหารชีวิต

 

ในขณะที่ทำการคัดเลือกตัวนักโทษนายแพทย์เมงเกเลจะใช้ปืนยิงนักโทษทันทีถ้าหากนักโทษที่ได้รับการคัดเลือกไว้แล้วพยายามจะหลบหนี

 

และพวกผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆก็ทำตามนายแพทย์เมงเกเลนั้นด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ในค่ายกักกันจึงเกรอะกรังไปด้วยเลือดนักโทษ ซึ่งกว่าเลือดจะหมดไปได้ต้องรอฝนครั้งใหม่มาช่วยชะล้าง

 

สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำตึกเตาเผาศพอีกหลายร้อยคน ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจลาจลครั้งนี้ ก็ได้ถูกนำตัวไปสังหารหมู่ด้วยการยิงเป้าที่บริเวณใกล้ๆค่ายนั่นเอง

 

และหนึ่งในจำนวนบุคคลที่ถูกนำตัวไปสังหารในครั้งนี้คือนายแพทย์ปัสเช่นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสซึ่งทำงานในหน่วยประจำเตาเผาศพและก็เป็นสมาชิกคนสำคัญของขบวนการใต้ดินต่อจ้านเยอรมันมนค่าย

เขาผู้นี้เองคือผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการของเจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพ นายแอลซึ่งพบกับเขาในช่วงสั้นๆก่อนที่เขาจะถูกนำตัวไปยิงเป้าครั้งนี้ได้เล่าให้ดิฉันฟังว่า นายแพทย์ปัสเช่ไม่ได้แสดงความสะทกสะท้านใดๆเลยเมื่อพูดถึงความตายที่กำลังจะมาถึง

 

ถ้าหากจะถามว่า เรารู้สึกเสียใจที่ระเบิดเตาเผาศพได้ไม่สำเร็จทั้งหมดครั้งนี้หรือไม่? แน่นอนว่าคำตอบของพวกเราคือเสียใจมาก

 

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้แม้ว่าจะกระทำสำเร็จได้ไม่สมบูรณ์ทว่าอย่างน้อยมันก็ได้แสดงให้เห็นว่า ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาไม่ได้คงสภาพเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว.


 

บทที่ 21 เมื่อชาวปารีสได้รับอิสรภาพ

 

ในช่วงพักกลางวันของนักโทษกรรมกรเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1944 มีนักโทษชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งมาที่โรงพยาบาลของพวกเรา เป็นคนที่ดิฉันเคยพบมาก่อนเป็นชายร่างเล็กตาสีดำหน้าเสี้ยม ปกติแล้วจะเห็นใบหน้าของเขาอมทุกข์ตามแบบฉบับของนักโทษในค่ายเบอร์เคเนา

 

แต่มาวันนี้เขากลับมีท่าทางไม่เหมือนเดิม ดิฉันมองเขาด้วยความสงสัยในรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย ดวงตาของเขาฉายแสงประกายใบหน้าแสดงถึงความหวังท่าทางมีความมั่นใจในขณะที่เขายื่นมือออกมาให้ดิฉันตรวจ

 

ดิฉันจ้องมองเขาเพราะอยากจะค้นหาความจริงอะไรสักอย่าง

 

“นี่หมายความว่าอย่างไรกัน”ดิฉันรำพึงอยู่ในใจ

 

“หรือว่าตาของเราฝาดไป ดูเขามีสง่าราศีผิดกว่าเดิมมาก”

 

เมื่อเห็นกิริยาอาการครึ้มอกครึ้มใจของเขาเช่นนี้ก็ให้รู้สึกแปลกใจเพราะปกตินักโทษจะมีลักษณะอมทุกข์กันทุกคน แต่สำหรับเขาผู้นี้ดูพร้อมจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสุขได้ทุกขณะ

 

ดิฉันเกิดความคิดว่า”เราต้องระวังตัวให้ดี เขาอาจจะกำลังแสดงอาการผิดปกติอะไรบางอย่าง”เพราะคนที่มีอาการใกล้บ้าที่นี่พบเห็นกันอยู่เสมอ

ดิฉันมองไปทางประตูบ่อยครั้งเพื่อเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ก่อน เขาคงจะสังเกตเห็นท่าทางวิตกกังวลของดิฉันจึงก้มลงมากระซิบบอกว่า

 

“กรุงปารีสได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระแล้ว”

 

ดิฉันยืนนิ่งอึ้งตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกจ้องมองเขาจนลืมตรวจมือให้

 

เมื่อได้สติกลับมาอีกครั้งจึงเข้าใจว่าทำไมชายชาวฝรั่งเศสร่างเล็กผู้นี้จึงมีความสุขอย่างประหลาด ถึงกระนั้นก็ตามดิฉันก็ยังไม่ปลงใจเชื่อว่าจะเป็นจริง คิดยู่ครู่หนึ่งว่า บางทีเขาอาจบ้าไปจริงๆก็ได้นะ แต่ในที่สุดก็อยากจะตะโกนและระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาด้วยความปลื้มใจอย่างหาที่สุดมิได้

 

เมื่อใดก็ตามที่ได้รู้ว่าฝ่ายสัมพันธมิตรประสบกับความพ่ายแพ้ในแนวรบ ดิฉันจะพยายามอย่างมากที่จะปกปิดความเศร้าเสียใจของตัวเองเอาไว้ และพยายามสร้างข่าวที่เป็นมงคลให้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อประโยชน์ในการรักษาขวัญและกำลังใจของบรรดานักโทษ

 

ต่อไปนี้ดิฉันคงจะมีความสุขอย่างเหลือล้นที่จะได้กระซิบบอกใครต่อใครว่าบัดนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรเข้ายึดกรุงปารีสคืนจากพวกเยอรมันได้แล้ว

 

คนไข้รายแรกที่ดิฉันบอกข่าวนี้ก็คือนักโทษหญิงที่เป็นโรคเท้าอักเสบ พอได้ฟังข่าวนี้เท่านั้นเธอถึงกับตาลุกโพลงลืมชักขาของตัวเองออกจากแท่นที่วางไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียวเอาแต่ร้องไห้ ดิฉันเลยผสมโรงร้องไห้ไปกับเธอด้วยความปีติ

ข่าวชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นความมหัศจรรย์เกินกว่าที่จะแสดงออกโดยวิธีอื่นนอกจากการร้องไห้เท่านั้น

 

ในไม่ช้าข่าวชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ภาพของนักโทษโอบกอดจูบกันด้วยความดีใจจะเห็นได้ทั่วไปในโรงอาบน้ำและโรงสุขา ส่วนในโรงพยาบาลนั้นนักโทษที่ป่วยขนาดลุกขึ้นไปไหนมาไหนไม่ได้ก็ยังอุตส่าห์ใช้ข้อศอกพยุงตัวผงกศีรษะยิ้มอย่างเบิกบานใจ

 

ทุกคนในคุกต่างคุยกันถึงเรื่องนี้พร้อมกับเสริมแต่งเรื่องให้มันเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก พอตกถึงเย็นพวกเราต่างจินตนาการว่ายุโรปทั้งหมดกำลังจะได้รับการปลดปล่อยโยกองกำลังของทอมมี(ตามปกติพวกเราจะเรียกพวกทหารอังกฤษว่าพวกทอมมี)

พวกเราไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนักโทษที่มาจากฝรั่งเศสเสียหลายวันเพราะพวกนี้ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจจนไม่อยากจะพูดกับใครๆ

 

กลุ่มใต้ดินของนายปัสเช่ถึงกับใช้วิทยุดักฟังคำปราศรัยของนายพลเดอโกลจากกรุงปารีส ทำให้เราได้รู้วีรกรรมของทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่มาตั้งเครื่องกีดขวางป้องกันไม่ให้เพวกเยอรมันทำลายความงามของกรุงปารีสได้

 

พวกเรารู้สึกจิตใจพองโตเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ในขณะที่ไปยืนเข้าแถวรอเรียกชื่อต่างก็ส่งสัญญาณภาษาใจให้กันด้วยหางตา ซึ่งต่างก็เข้าใจความหมายของสัญญาณนี้ได้ดีว่าหมายถึงอะไร

 

ฝ่ายพวกเยอรมันได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้นักโทษในค่ายอย่างฉับพลัน ด้วยการใช้มาตรการในเรื่องอาหารการกิน น้ำซุปที่เคยเลวอยู่แล้วก็ยิ่งเหลวหนักยิ่งขึ้นไปอีก มีชาวโปแลนด์คนหนึ่งกับชาวฝรั่งเศสอีก 3 คนถูกนำไปแขวนคอในข้อหาเผยแพร่ข่าวเท็จ

 

พวกเยอรมันหลอกวิศวกรคอมมิวนิสต์ชาวรัสเซียคนหนึ่งไปยิงเป้าและก็ยังมีนักโทษอื่นๆอีกหลายพันคนถูกนำไปกำจัดในห้องรมก๊าซพิษ เนื่องในเทศกาลแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของฝ่ายสัมพันธมิตรในครั้งนี้

 

หลังจากได้ข่าวการปลดปล่อยกรุงปารีส”นครแห่งแสงสว่าง”แล้ว พวกเราก็พากันฝันเฟื่องวางแผนอะไรต่อมิอะไรเอาไว้มากมาย พอตกถึงตอนกลางคืนก็พูดกันถึงวิธีที่จะต้อนรับฝ่ายสัมพันธมิตรโดยฝันว่าจะมีเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรบิมาอยู่เหนือค่ายเอาส์ชวิตซ์และมีทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกระโดร่มลงมา

 

ในวันนั้นพวกเราที่ไปคอยต้อนรับก็จะพากันแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ปรบมือเมื่อพลร่มชาวอเมริกันอังกฤษและรัสเซียลอยละล่องอยู่เต็มท้องฟ้าแทนที่จะเห็นเปลวควันจากเตาเผาศพเหมือนเช่นเคย

 

ส่วนพวกเยอรมันที่เคยกดขี่ข่มเหงพวกเราก็จะพากันตัวสั่งงันงกเพราะความกลัวพากันมาคุกเข่าวิงงอนขอความปรานีอยู่เบื้องหน้าของพวกเรา

 

จากนั้นพวกเราก็จะวิ่งไปจูบรับขวัญทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรที่กระโดดร่มลงมาช่วยปลดปล่อยพวกเราออกจากค่ายนรก

 

เราจินตนาการไปว่าในตอนนั้นเราไม่มีร่างกายสกปรก ไมได้สวมผ้าขาดๆอย่างเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นการจูบรับขวัญของพวกเราจึงดื่มด่ำเป็นที่ปรารถนาของทหารฝ่ายพันธมิตรและในที่สุดพวกเราฝันเฟื่องต่อไปว่าจะได้ใช้ผ้าร่มชูชีพมาตัดชุดแต่งกายสวยงามกันคนละชุดสองขุด

 

“นักโทษหญิงทุกคนที่มีญาติอยู่ในอเมริกาจะถูกนำตัวไปแลกเปลี่ยนกับเชลยศึกเยอรมัน หากใครสนใจขอได้โปรดแจ้งชื่อและที่อยู่ของญาติมิตรชาวอเมริกันของตน พร้อมทั้งประวัติส่วนตัวและวันเดือนปีเกิดฯลฯ”

 

นั่นคือข้อความในคำประกาศของเจ้าหน้าที่เยอรมันที่นำความตื่นเต้นครั้งใหม่ล่าสุดมาสู่นักโทษในค่าย นักโทษหญิงแต่ละคนต่างก็ใช้สมองคิดกันอย่างหนัก

 

พวกเขาได้ครุ่นคิดทบทวนหารายชื่อของญาติมิตรในอเมริกา บางพวกก็ถึงกับร้องห่มร้องไห้เพราะจดจำชื่อญาติๆของตนไม่ได้ ส่วนอีกพวกหนึ่งก็ร้องไห้เพราะขาดการติดต่อกับญาติๆมานานจนจำไม่ได้

 

มีนักโทษจำนวนมากที่สามารถรวบรวมรายชื่อญาติๆและได้ส่งมอบรายชื่อเหล่านั้นแก่เจ้าหน้าที่เยอรมัน ซึ่งแต่ละคนก็ฝันหวานวางแผนจะไปฉลองคริสต์มาสในสหรัฐอเมริกาถ้าโครงการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

 

ความจริงแล้วพวกเราเคยถูกพวกเยอรมันหลอกลวงมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ยอมเข็ดหลาบยังพร้อมที่จะเชื่อคารมของพวกเยอรมันอยู่เหมือนเดิม

 

ส่วนดิฉันนั้นย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่พวกเยอรมันเคยหลอกให้นักโทษเขียนไปรษณียบัตรซึ่งเท่ากับเป็นการแจ้งชื่อและที่อยู่ของบุคคลผู้โชคร้ายที่จะเป็นผู้ถูกเนรเทศคนต่อไป

 

ดังนั้นดิฉันจึงระแวงว่าครั้งนี้ก็คงจะเป็นในทำนองเดียวกันอีกเป็นแน่แต่นักโทษคนอื่นๆต่างพากันหลงเชื่อพวกเยอรมันอย่างสนิทใจแม้กระทั่งพวกหัวหน้าคุกต่างๆด้วย

 

อีก 2-3 สัปดาห์ต่อมาพวกที่แจ้งว่ามีญาติในอเมริกาเหล่านี้ถูกนำตัวมารวมกัน ได้รับแจกเสื้อผ้าชุดใหม่และต่อมาก็ถูกนำตัวไปที่สถานีรถไฟ รอคอยอยู่นานจนกว่ารถไฟจะเคลื่อนขบวนออกจากสถานี แม้ว่าจะรอคอยอยู่นานแต่ทุกคนก็แสดงความดีอกดีใจที่จะได้ออกไปจากค่ายนรกแห่งนี้เสียที

 

มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วค่ายว่า”พวกมีญาติเป็นอเมริกันกำลังจะเดินทางออกจากสถานีรถไฟ” นักโทษต่างพากันไปออกันอยู่ที่รั้วค่ายเพื่อมองดู

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนพวกเยอรมันจะแสร้งทำใจดีเป็นพิเศษโดยได้แจกเสื้อคลุมกันหนาว ถุงมือและรองเท้าแก่นักโทษเหล่านี้ด้วย

 

ในขณะที่ขบวนรถไฟค่อยๆเคลื่อนออกจากสถานีไปนั้น พวกเขาได้โบกมืออำลา ทำให้พวกเรามองเห็นถุงมือที่สวมใส่กันอยู่นั้น บางคนก็ดีอกดีใจถึงกับยกเท้าที่สวมรองเท้าคู่ใหม่ขึ้นมาให้พวกเราดูและที่แปลกประหลาดมากก็คือ พวกเยอรมันไม่ได้มาขับไล่การยืนมุงดูของพวกเราในครั้งนี้เหมือนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา

 

“นี่ถ้าเราเป็นหนึ่งในนักโทษที่โชคดีเหล่านั้นก็คงวิเศษไม่น้อยเลยนะ” นักโทษหลายคนคิดแล้วถอนหายใจ ขณะเดินคอตกกลับเข้าคุกด้วยความอิจฉาในความโชคดีของพวกที่มีญาติในอเมริกา

 

เมื่อถึงเวลารับแจกอาหารประจำวัน นักโทษก็ไม่แย่งอาหารกันเหมือนอย่างเคย  ทำให้หัวหน้าคุกเกิดความสงสัยเมื่อเห็นนักโทษนั่งรับประทานน้ำซุปกันอย่างเงียบเชียบอย่างผิดปกติ เพราะต่างคนก็กำลังคิดน้อยใจในวาสนาที่ไม่มีโอกาสได้เป็นนักโทษที่มีโขคดีกับเขาบ้าง

 

อีก 2-3 สัปดาห์ต่อมาสมาชิกของขบบวนการใต้ดินกลุ่มนายแพทย์ปัสเช่ได้เล่าให้ฟังว่า”พวกนักโทษที่มีญาติในอเมริกา”เหล่านั้นถูกนำตัวไปอยู่ที่ค่ายแห่งหนึ่งไม่ไกลจากค่ายของพวกเรามากนักโยพวกเยอรมันหลอก”ให้คอยอยู่นั่นเพื่อรอการเดินทางครั้งสุดท้า”

 

ในที่สุดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เสื้อผ้าและรองเท้าที่นักโทษพวกนั้นสวมใส่ในวันเดินทางก็ถูกส่งกลับมาเข้าคลังเสื้อผ้าของค่ายอย่างเดิม นั่นก็หมายถึงว่าพวกนักโทษที่ถูกหลอกไปนั้นได้กลายเป็นผู้เคราะห์ร้ายถูกนำไปสังหารหมู่เรียบร้อยแล้ว

 

หลังจากพวกนักโทษเคราะห์ร้ายออกเดินทางไปแล้ว 2-3 วันก็ได้รู้มาว่านักโทษชาวอเมริกันผู้หนึ่งอยู่ในคุกหมายเลขที่ 28 โดยรู้เรื่องราวของเขาจากนักโทษชายคนหนึ่งที่เข้ามาทำงานอยู่ในค่ายของพวกเราอยู่เป็นประจำ

 

นักโทษชาวอเมริกันผู้นี้มีชื่อว่า ดร.อัลเบิร์ต เวนเจอร์ เป็นนักกฎหมายและนักศาสตร์อยู่ที่กรุงเวียนนาในช่วงที่ฮิตเลอร์ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา

 

สถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเวียนนาพยายามจะส่งตัวเขากลับประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะให้เดินทางผ่านประเทศสวิตเซอร์แลนด์แต่ไม่สำเร็จ เพราะเยอรมันตั้งข้อหา ดร.เวนเจอร์ว่าประกอบอาชญากรรมร้ายแรงคือให้ที่พักพิงแก่หญิงยิวคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงถูกจับกุมส่งมาอยู่ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา

 

ดิฉันได้พยายามติดต่อกับคนอเมริกันอื่นๆที่ถูกนำตัวมากักกันในค่ายแห่งนี้แต่ไม่สำเร็จ

 

หลังจากค่ายนรกแห่งนี้ได้รับการปลดปล่อยเรียบร้อยแล้ว ดิฉันได้เห็นถ้อยแถลงเป็นทางการที่ ดร.เวนเจอร์แถลงต่อผู้แทนของกองทัพปลดปล่อยฝ่ายสัมพันธมิตร จึงใคร่ขอคัดข้อความบางตอนของถ้อยแถลงดังกล่าวมาเสนอให้คนอเมริกันได้รู้ว่าเพื่อนร่วมชาติของพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไรบ้างในขณะที่ถูกกักกันตัวอยู่ในค่ายนรกแห่งนี้

 

“หลังจากฮิตเลอร์ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาแล้ว ข้าพเจ้าต้องไปรายงานตัวต่อข้าหลวงเยอรมันในกรุงเวียนนาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ในฐานะที่เป็นชนชาติศัตรู สถานกงสุลสวิสได้ยื่นข้อเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนตัวข้าพเจ้ากับคนเยอรมันที่ถูกกักตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา และเตรียมให้ข้าพเจ้าเดินทางกลับสหรัฐอเมริกาผ่านทางประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเป็นกลางในสงคราม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943 ข้าพเจ้าถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเกสตาโปของเยอรมันจับกุมตัวในข้อหาให้ที่พักพิงแก่หญิงยิวคนหนึ่งโยไม่แจ้งในทางการเยอรมันทราย แล้วข้าพเจ้ากฌถูกส่งตัวมายังค่ายกักกันนักโทษที่เอาส์ชวิตซ์ในฐานะผู้ถูกนรเทศ ข้าพเจ้าเดินทางมาถึงค่ายเอาส์ชวิตซ์ในวันที่ 6 มีนาคมปีเดียวกันในสภาพร่างกายสกปรกหิวโหยภายลังจากถูกจับไว้ที่สถานีตำรวจและถูกคุมขังไว้ในคุกหลายแห่งเป็นเวลานาน

 

“ในค่ายเอาส์ชวิตซ์มีสภาพอากาศหนาวเย็นและชื้น พวกเยอรมันต้อนรับข้าพเจ้าโดยการนำไปไว้ในซอกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างคุก 2 คุก ให้ข้าพเจ้าเปลือยกายเข้าไปอาบน้ำเย็น หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ถูกบังคับให้สวมเสื้อผ้าชุดฤดูร้อนบางๆแล้วถูกนำตัวไปขังไว้ในคุกชาย ภายในคุกนักโทษถูกทรมานถูกเฆี่ยนตีอยู่ตลอดเวลาและจะไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปใช้ห้องสุขานอกเวลาที่เขากำหนดไว้ ครั้นถูกจับได้จะถูกตีด้วยกระบองยางแข็ง

 

“พวกเรานอนรวมกัน 4 คน บนเตียงเล็กๆซึ่งมีความกว้างเพียง 75 เซนติเมตร ชีวิตของพวกเราได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทั้งในตอนกลางวันและในตอนกลางคืน ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ข้าพเจ้าล้มป่วยด้วยโรคเจ็บคอและปอดอักเสบ ถูกนำตัวไปรักษาในสถานพยาบาลในคุกหมายเลข 28 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม

 

“หลังจากหายป่วยแล้ว ข้าพเจ้าได้ทำงานครั้งแรกเป็นบุรุษพยาบาล ต่อมาได้เป็นเสมียนประจำคุก และในที่สุดก็ได้เป็นผู้ตรวจตราคุก อาหารในคุกมักจะเป็นน้ำต้มผักและมันฝรั่งเหี่ยวๆ ด้วยเหจุนี้นักโทษส่วนใหญ่จึงเป็นโรคขาดอาหาร กะปลกกะเปลี้ย มีสภาพร่างกายผ่ายผอมโซเหมือนโครงกระดูกเดินได้เมื่อเจ็บป่วยจะถูกนำตัวไปเข้าโรงพยาบาล โรคส่วนใหฯที่นักโทษเป็นกัน ได้แก่ โรคท้องร่วง และโรค)อดอักเสบ เป็นต้น

 

“นายแพทย์เอนเดรสส์ แพทย์ประจำค่าย จะเข้ามาในคุกทกๆ 3 สัปดาห์ เพื่อมาคัดเลือกผู้ที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาพวกโครงกระดูกเดินได้เหล่านี้ไปสังหาร ในวันรุ่งขึ้นเมื่อรถบรรทุกเปิดหลังคาเดินทางมาถึง ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ซึ่งแต่ละคนสวมเฉาะเสื้อตัวเดียวเท่านั้น ก็จะถูกนำตัวเหวี่ยงขึ้นรถบรรทุก ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ที่กำลังจะถูกนำไปยังรงฆ่า พวกนักโทษเหล่านี้ถูกนำตัวไปยังค่ายเบอร์เคเนาเพื่อสังหารในห้องรมก๊าซพิษ และหลังจากนั้นก็จะนำไปเผาเตา

 

“ข้าพเจ้าสามารถยืนยันด้วยความมั่นใจว่า นักโทษเหล่านี้ถูกนำตัวไปสังหารจริง โดยมีข้อพิจารณาดังต่อไปนี้

1.สังเกตจากเสื้อผ้าของนักโทษ กล่าวคือ ในวันรุ่งขึ้นเสื้อผ้าของนักโทษประหารเหล่านี้จะถูกส่งกลับมายังค่ายเอาส์ชวิตซ์เพื่อนำมาซักล้างและฆ่าเชื้อโรคต่อไป จากข้อนี้แสดงว่านักโทษถูกนำตัวไปสังหารจริง ในกรณีที่พวกเยอรมันนำนักโทษขึ้นรถไฟไปเป็นปกติและมิได้นำตัวไปสังหาร ก็จะไม่มีการส่งเสื้อผ้ากลับคืนมา แต่ในกรณีส่งเสื้อผ้ากลับมานั้นแสดงว่า ทางเจ้าหน้าประจำค่ายได้ถอดชุดชั้นในและเสื้อผ้าของนักโทษถูกสังหารเหล่านั้นส่งกลับคืนมาเก็บไว้ 2.นักโทษที่ถูกนำตัวขึ้นรถบรรทุกไปนั้นต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน เพราะข้าพเจ้าเคยเห็นบัญชีนักโทษในสำนักงานซึ่งพอถึงวันที่ 5 หรือ 6ภายหลังจากนำตัวนักโทษไปแล้วนั้น ในบัญชีตรงหมายเลขและชื่อของนักโทษเหล่านั้นจะถูกขีดฆ่าและเขียนคำว่า”ตาย” ตามปกติแล้วการนำตัวผู้ถูกเนรเทศที่มีร่างกายอ่อนแอไม่พึงปรารถนาไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษเป็นเรื่องที่ใครๆก็ทราบกันทั้งนั้น หาได้เป็นความลับแต่อย่างใดไม่ ทั้งนี้เพราะผู้ถูกเนรเทศเป็นจำนวนมากที่ประจำอยู่ในหน่วยเผาศพไม่ได้เก็ยเรื่องนี้เป็นความลับ แต่จะนำมาบอกเล่าแก่ผู้ถูกเนรเทศอื่นๆฟังอยู่ตลอดเวลา บรรดาผู้ถูกเนรเทศเมื่อได้ฟังเรื่องนี้ต่างพากันตื่นตระหนก ถึงกับวันหนึ่งนายโฮสเลอร์ผู้บัญชาการค่ายต้องเรียกประชุมที่คุกหมายเลขที่ 28 ในค่ายเอาส์วิตซ์ แล้วแจ้งให้หายตื่นตระหนกโดยกล่าวว่า จะไม่มีการนำผู้ถูกเนรเทศไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษอีกต่อไป นายเฮสเลอร์เรียกประขุมนักโทษครั้งนี้ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1945และจากคำพูดของเขาแสดงว่า ก่อนหน้านี้มีการนำนักโทษไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษจริง

 

“ก่อนเดือนเมษายน ค.ศ. 1943 นักโทษทุกประเภทจะถูกนำไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ แต่หลังเดือนเมษายน ค.ศ. 1943 เฉพาะพวกยิวและพวกยิปซีเท่านั้นที่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ ส่วนนักโทษที่ไม่ใช่ชาวยิวจะถูกนำตัวไปสังหารในคุกหมายเลข 11 หรือไม่ก็สังหารด้วยวิธีฉีดยาพิษเข้าหัวใจ ผู้ที่ทำหน้าที่อำนวยการในการฉีดยาพิษ  ได้แก่ นายแคลเรอร์ นายเอนเดล และนายนิโควิตสกี โดยร่วมกับนักโทษชายอีก 2 คน คือ นายโอสนิก และ นายสเตสเซล โดยทั้งสองคนหลังนี้จะนำนักโทษไปฉีดยาพิษทุกครั้ง

 

“ในบรรดาผู้ถูกเนรเทศที่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ มีนายโยเซฟ อีรัตช์ ซึ่งเป็นนักโทษประเทศ”ที่ได้รับการคุ้มครอง”จากกรุงเวียนนารวมอยู่ด้วย ทั้งนี้อาจจะกระทำโดยความพลั้งเผลอก็ได้ เพราะตามแนวปฏิบัติทั่วๆไป ผู้ต้องเนรเทศประเภทได้รับการคุ้มครองจะไม่ถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ

 

“ผู้ที่เดินทางไปค่ายเอาส์ชวิตซ์พร้อมกับข้าพเจ้ามีจำนวน 250 คน เป็นนักโทษที่ได้รับความคุมครองทั้งสิ้น ในจำนวนนี้ถูกนำตัวไปสังหารในห้องก๊าซพิษ 4 คน ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1944 คนสัญชาติอเมริกันคนหนึ่งชื่อนายเฮอร์เบิร์ต โกฮัน ถูกนำตัวไปสังหารโดยวิธีนี้ ข้าพเจ้าเคยช่วยเขาไม่ให้ถูกคัดเลือกตัวไปสังหาร 2-3 ครั้งแต่ต่อมาเขาถูกย้ายไปอยู่คุกอีกแห่งหนึ่ง และต้องประสบกับเคราะห์กรรมดังกล่าว นายเฮอร์เบิร์ตผู้นี้ ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเกสตาโปจับในระหว่างที่เยอรมันบุปฝรั่งเศสและถูกส่งตัวมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ในฐานะเป็นคนยิว ชาวอเมริกันอีกผู้หนึ่งที่ถูกจับตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ ได้แก่ ยายไมเออร์ จากมลรัฐนิวยอร์ก อยู่คนละคุกกับข้าพเจ้าอและยังมีชาวอเมริกันอีกมากมายที่ถูกสังหารโดยวิธีนี้ แต่ข้าพเจ้าจำชื่อของพวกเขาไม่ได้

 

“ในฤดูใบไม่วง ค.ศ. 1943 นักโทษชาวเยอรมันประเภทได้รับความคุ้มครอง ชื่อ วิลลี กรีตซ์ เป็นวิศวกรวัย 28 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ค่ายชื่อ นายวิโควิตสกี ซึ่งเป็นซาดิตส์ตีด้วยไม้ตะพดล้มลงกับพื้นแต่ยังไม่ถึงกับตาย เสร็จแล้วนายนโควิตสกีได้ออกคำสั่งให้นำนักโทษผู้นี้ไปเข้าห้องผ่าตัด แล้วเขาก็ฉีดยาพิษสังหารด้วยน้ำมือของเขาเอง และแทงไว้ในบัญชีว่าตายเนื่องจาก”หัวใจล้มเหลว”

 

“ในทุกๆ 2-3 เดือนจะมีการนำนักโทษไปยิงเป้าที่กำแพงดำในคุกหมายเลข 11 ในระหว่างที่ทำการยิงเป้านักโทษอยู่นั้น คุกจะปิดไม่ยอมให้ผู้ใดผ่านเข้าไปในบริเวณด้านหน้า ยกเว้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ขณะนั้นเป็นช่วงปลายปี ค.ศ. 1943 กำลังย่างเข้าสู่ต้นปี ค.ศ. 1944 ข้าพเจ้ายังเป็นบุรุษพยาบาลอยู่ จึงมีโอกาสได้เห็นพวกบุรุษพยาบาลด้วยกันขนศพของนักโทษที่ถูกยิงเป้าขึ้นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ศพเหล่านี้มีทั้งหญิง และชายซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยกาย มีรถบรรทุกมาขนศพเหล่านี้คันแล้วคันเล่ากว่าจะคนหมดก็หลาย 10 คัน ตามรายทางระหว่างคุกหมายเลข 10 กับคุกหมายเลข 11 ที่รถบรรทุกศพเหล่านี้แลนไป มีหยดเลือดแดงฉานเป็นทางยาวปรากฏอยู่ทั่วไป นักโทษที่อยู่ในหน่วยฆ่าเชื้อโรคและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องนำทรายและชี้เถ้ามาเทกลบหยดเลือด

 

“ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1944 นายเบิร์ตโฮลด์ สตอร์เฟอร์ อดีตที่ปรึกษาทางด้านการพาณิชย์จากกรุงเวียนนา ถูกเรียกตัวไปที่คุกหมายเลข 11 แล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย อีก 2-3 วันต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบชะตากรรมของบุคคลผู้นี้จากเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในสำนักงาน โยเจ้าหน้าที่ผู้นี้นำทะบียนประวัติมาให้ข้าพเจ้าดู ปรากฏว่าเขาแทงไว้ที่ทะเบียนประวัตินายเบิร์ตโฮลด์ว่า “ตาย” นายแพทย์ซามวล จากเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมัน ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถูกนำตัวไปยิงเป้าในทำนองเดียวกับนายเบิร์ตโฮลด์ คนทั้งสองถูกนำตัวไปสังหารเพราะทำตัวเป็ฯผู้สอดรู้สอดเห็นการกระทำของเจ้าหน้าที่เยอรมันมากเกินไป ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ข้าพเจ้าพ้อมกับบุคคลต่อไปนี้ คือ นายโยเซฟ ริตต์เนอร์ พนักงานขับรถจักรจากประเทศออสเตรีย นายแพทย์อาร์วิน วาเลนทิน ศัลยแพทย์จากเบอร์ลิน นายแพทย์มาซูร์ สัตวแพทย์จากเบอร์ลิน ถูกนายแพทย์ริตเตอร์ วอน เบิร์ส เจ้าหน้าที่ประจำค่ายกล่าวหาว่าเป็นพวกต่อต้านรัฐบาลเยอรมัน กับอีกข้อหาหนึ่งคือ เรียกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสว่าเป็นพวกฆาตกร และเรียกฮิตเลอร์ว่า ฮิมเลอร์ ซึ่งมีความหมายว่า จอมฆาตกรทำลายล้างมนุษย์

 

“ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรา 4 คน ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นคนพูดว่าเยอรมันจะแพ้สงคราม การที่พวกเราไม่ถูกนำตัวไปยิงเป้านั้น ก็เพราะนายโวลกินสกีเป็นทนายแก้ต่างให้ โยเขาได้ทำหน้าที่ชี้แจงกับนายแพทย์ริตเตอร์ วอน เบิรส ว่าพวกเราเป็นนักเผชิญโชค ไม่น่าจะมีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบาลเยอรมัน ข้อกล่าวหานั้นจึงฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม กว่าเรื่องจะยุติลงได้ข้าพเจ้าถูกหัวหน้าหน่วยเอสเอสชื่อเลมันน์ ซ้อมอยู่ตั้งหลายครั้งเพื่อให้ยอมรับสารภาพ

 

“ก่อนที่กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตจะเข้ามาปลดปล่อยให้พวกเราได้รับอิสรภาพเพียงเล็กน้อย หัวหน้าหน่วยเอสเอสคนใหม่ชื่อนายกรอส ได้ซ้อมผู้ถูกเนรเทศ 2 คนโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ หนึ่งในสองของผู้ถูกซ้อมครั้งนี้ คือ นายแพทย์อาเคอร์มันน์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1945 เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสพยายามที่จะบังคับพวกเราให้ออกจากค่ายเพื่อนำตัวไปกำจัด แต่เพราะกองทัพแดงเข้ามาปลดปล่อยก่อน จึงทำให้พวกเราสามารถรอดชีวิตมาได้”

 

 

บทที่ 22 เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์

 

ขณะทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลในค่ายเอฟ.เค.แอล.และค่ายอี.ดิฉันเคยให้การรักษาพยาบาลนักโทษชายหลายคนที่เคยตกเป็นเหยื่อให้พวกเยอรมันใช้เป็นหนูตะเภาในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา

 

พวกแพทย์เยอรมันมีผู้ถูกเนรเทศเป็นทาสอยู่ในความปกครองมากมายจึงมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้กับทาสเหล่านี้ตามต้องการ

 

สิ่งหนึ่งที่เขาทำก็คือนำคนมาใช้ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแพทย์ดีๆที่มีจรรยาบรรณแพทย์เขาจะรังเกียจที่จะใช้มนุษย์มาทดลอง แต่แพทย์นาซีถือว่าตนได้ลาภลอยเลยยินดีที่จะใช้มนุษย์ตาดำๆมาทำการทดลองเพื่อสร้างความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ของตน

 

พวกแพทย์นาซีนอกจากจะทำการทดลองด้วยตนเองแล้วก็ยังบังคับให้แพทย์ผู้ถูกเนรเทศอีกหลายคนให้เข้าร่วมการทดลองภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ประจำหน่วยเอสเอส

 

การทดลองที่น่ารังเกียจเช่นนี้ผู้ที่ทำการทดลองอาจจะหาข้อแก้ตัวว่า เป็นการกระทำเพื่อความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และคิดเข้าข้างตนเองว่า ความทุกข์ทรมานของหนูตะเภามนุษย์ผู้โชคร้ายเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้อื่นได้รอดพ้นจากความทุกข์ในที่สุด

 

ทว่าการทดลองที่พวกเยอรมันกระทำกันนั้นมันไม่ได้เกิดประโยชน์ทางด้านวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด ชีวิตมนุษย์เป็นเรือนแสนถูกนำมาสังเวยให้กับการทดลองที่ไม่มีผลอะไรออกมาอย่างชัดแจ้ง

 

บรรดาแพทย์ผู้ถูกเนรเทศที่ถูกบังคับให้ไปร่วมทำงานดังกล่าวนี้กับพวกเยอรมันต่างก็ตระหนักในข้อนี้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ยังตระหนักเป็นอย่างดีด้วยว่า แม้ว่าพวกเขาจะล่มหัวจมท้ายทำการทดลองกับพวกเยอรมันอย่างเต็มที่อย่างไร แต่ในที่สุดพวกเขาก็ถูกพวกเยอรมันนำตัวไปเผาในเตาเผาศพอยู่ดีนั่นเอง

 

ดังนั้นพวกแพทย์ผู้ถูกเนรเทศเหล่านี้จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะทำลายโครงการ นอกจากนั้นแล้วการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ถูกหลักการเหล่านี้ก็เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมเกินกว่าที่จะยอมรับได้

 

ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรกับการของเด็กซุกซนที่จับตัวแมลงมาฉีกขาและปีกของมันทิ้ง จะแตกต่างกันอยู่บ้างตรงที่ว่า เด็กทำกับแมลงแต่พวกเยอรมันกระทำกับมนุษย์ตาดำๆเท่านั้นเอง

 

การทดลองที่นิยมทำกันมากและถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์อย่างหนึ่ง ก็คือ การฉีดเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายของนักโทษ ซึ่งพวกแพทย์เยอรมันทำการทดลองไปได้ไม่ตลอด ก็เลิกให้ความสนใจในโครงการนั้นในระยะต่อมา

 

ผลจึงตกหนักกับพวกนักโทษที่ถูกนำมาเป็นหนูตะเภา พวกที่โชคดีหน่อยก็อาจจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนผู้โชคร้ายหน่อยก็ถูกส่งตัวเข้าห้องรมก๊าซพิษไปเลย

บรรดาหนูตะเภามนุษย์เหล่านี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการเอาใจใส่ให้การดูแลรักษาภายหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองไปแล้ว

 

เท่าที่ผ่านมานั้นการทดลองก็มักเป็นเรื่องที่เหลวไหลทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น นายแพทย์เยอรมันผู้หนึ่งนำนักโทษมาทดลองเพื่อต้องการจะรู้ว่ามนุษย์ที่ไม่รับประทานอาหารอะไรเลยนอกจากดื่มน้ำทะเลอย่างเดียวนั้นจะมีชีวิตอยู่ได้นานสักเท่าใด

 

หรืออย่างแพทย์เยอรมันอีกรายหนึ่งนำนักโทษไปแช่น้ำแข็งเพื่อดูว่ามันจะมีผลต่ออุณหภูมิในร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง ซึ่งหลังจากผ่านการทดลองทั้ง 2 แบบนี้แล้ว นักโทษก็ไม่ต้องหวังจะได้เข้าโรงพยาบาลเพราะแน่นอนที่สุดว่าพวกเขาจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

มีอยู่วันหนึ่งมีพวกพยาบาลหลายคนเข้ามาในโรงพยาบาลของพวกเรามาถามคนไข้ว่า “มีใครนอนไม่หลับกันบ้าง” มีคนไข้ซึ่งตอบว่านอนไม่หลับอยู่ประมาณ 20 คน จึงได้รับแจกยาชนิดหนึ่งเป็นผงสีขาวซึ่งอาจมีมอร์ฟีนเป็นส่วนผสมจากพยาบาลเหล่านั้นมารับประทาน

 

ผลก็คือในวันรุ่งขึ้นคนไข้ที่รับประทานยานั้นเข้าไปได้เสียชีวิตไปถึง 10 คน พวกพยาบาลได้นำยาชนิดเดียวกันนั้นไปทดลองกับหญิงชราก็มีหญิงชราเสียชีวิตในคืนเดียวกันถึง 70 คน

 

เมื่อพวกเยอรมันจะค้นคว้าหาวิธีรักษาบาดแผลของคนที่โดนระเบิดฟอสฟอรัสของสหรัฐอเมริกาก็จะใช้ฟอสฟอรัสมาเผาลงที่แผ่นหลังของนักโทษชาวรัสเซียจำนวน 50 คน

 ซึ่งการทดลองครั้งนี้ไม่ได้เกิดผลทางด้านการแพทย์เลยแม้แต่น้อย ชาวรัสเซียซึ่งเป็นหนูตะเภาให้กับการทดลองครั้งนี้คนไหนถ้ายังไม่ตายก็จะถูกนำตัวไปสังหารจนหมดสิ้น

 

อีกอย่างหนึ่งที่นิยมทำกัน ก็คือ การทดลองกับพวกผู้หญิงที่เพิ่งเดินมามาถึงค่ายใหม่ๆและมีระบบประจำเดือนมาเป็นปกติโดยในระหว่างที่พวกผู้หญิงเหล่านั้นมีประจำเดือนพวกเยอรมันก็จะไปขู่ตะคอกว่า “แกจะถูกยิงเป้าในสองวันนี้แล้วนะ”

 

ที่กระทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการจะรู้ว่า เมื่อผู้หญิงเกิดความตื่นตระหนกกับข่าวร้ายเช่นนี้แล้วจะมีผลอย่างไรต่อการไหลของประจำเดือนบ้าง

 

ศาสตราจารย์ทางสรีรวิทยาชาวเยอรมันในกรุงเบอร์ลินผู้หนึ่งถึงกับตีพิมพ์บทความในวารสารทางวิทยาศาสตร์ของเยอรมันฉบับหนึ่งว่า เมื่อผู้หญิงได้ยินข่าวร้ายเช่นนี้แล้วจะมีผลถึงกับทำให้เธอตกเลือดได้

 

 

นายแพทย์เมงเกเลซึ่งเป็นแพทย์ใหญ่ประจำค่าย ชอบค้นคว้าทดลองกบฝาแฝดและคนแคระ คือ ในตอนที่มีการคัดเลือกครั้งแรกที่สถานีรถไฟนั้น เด็กๆฝาแฝดที่มากับขบวนรถไฟในแต่ละตู้จะถูกกันตัวให้แยกจากมารดาแล้วถูกส่งตัวไปอยู่ในค่ายเอฟ.เค.แอล.

 

นายแพทย์เมงเกเลจะให้ความสนใจเด็กฝาแฝดเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นฝาแฝดชายหรือฝาแฝดหญิง จะได้รับการเอาอกเอาใจเป็นอย่างดี โดยได้รับอนุญาตให้สวมใส่ผ้าชุดเดิม ให้ไว้ผมทรงเดิมไม่ถูกกล้อนผมเหมือนผู้ถูกเนรเทศรายอื่นๆ

 

และที่เขาได้แสดงความห่วงใยเด็กฝาแฝดอย่างเห็นได้ชัดก็เมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่เยอรมันทำการกำจัดนักโทษชาวเชโกโดยได้ออกคำสั่งให้ไว้ชีวิตเด็กฝาแฝดถึง12 คู่

 

เมื่อมาถึงค่ายเอฟ.เค.แอล.แล้วบรรดาฝาแฝดจะถูกนำตัวไปถ่ายรูปในทุกอิริยาบถแล้วก็เริ่มทำการทดลอง ซึ่งก็เป็นการทดลองที่ไม่ต่างอะไรกับเด็กเล่นขายของ

 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนำฝาแฝดไปฉีดสารเคมีอย่างหนึ่งแล้ว นายแพทย์เมงเกเลก็จะคอยสังเกตดูปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นจากการฉีดสารเคมีนั้น ถ้าเขาไม่ลืมไปเสียก่อน

 

แม้ว่าจะคอยติดตามผลของการทดลองอย่างใกล้ชิดแต่ก็ไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆเกิดขึ้น เพราะสารเคมีที่ฉีดเข้าไปนั้นไม่เกิดผลที่น่าสนใจใดๆ เช่น ให้ฝาแฝดทดลองใช้สารเคมีบางอย่าง ซึ่งคาดหมายว่าเมื่อใช้แล้วจะทำให้สีของเส้นผมเปลี่ยนแปลงไป

 

แต่เมื่อนำเส้นผมนั้นมาตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์มันก็ไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น และในที่สุดโครงการทดลองก็ต้องยกเลิกเนื่องจากประสบความส้มเหลวอย่างสิ้นเชิงและไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย

 

คนแคระเป็นอีกพวกหนึ่งที่นายแพทย์เมงเกเลให้ความสนใจมาก เขาจะคลั่งไคล้หมั่นเสาะหาคนพวกนี้อยู่เสมอ ยิ่งวันใดได้พบครอบครัวที่มีคนแคระถึง 5 คนเดินทางมากับขบวนรถไฟขบวนเดียวกันด้วยแล้ว วันนั้นเขาก็จะยิ้มระรื่นด้วยความสุขใจ

 

การที่เขาสนใจคนแคระนั้นก็เป็นลักษณะของคนบ้าคลั่งมากกว่าจะเป็นลักษณะความอยากรู้อยากเห็นของพวกนักปราชญ์ เขาจะนำคนแคระเหล่านี้มาทดลองและสังเกตพฤติกรรมในลักษณะที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก คือ จะนำมาถ่ายเลือดโดยใช้เลือดต่างกรุ๊ปกัน ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่ามันจะเกิดผลร้ายกับบรรดาคนแคระเหล่านี้

 

แต่สำหรับนายแพทย์เมงเกเลแล้วเขาสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับใคร เขาจะทำในสิ่งที่เขาต้องการและจะทำการค้นคว้าทดลองเหมือนกับคนบ้าที่ไม่มีความรู้สึกรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น

 

มีการค้นคว้าทดลองที่สถานีทดลองแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากค่ายของพวกเราไป เมื่อมองดูเพียงผิวเผินแล้วอาจจะเห็นว่าเป็นการทดลองที่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์กว่าการทดลองแบบอื่นๆ

 

แต่หากพิจารณากันอย่างถ่องแท้แล้วก็จะเห็นว่าเป็นเพียงการทดลองที่ต้องการทำลายทรัพยากรมนุษย์ด้วยวิธีพิสดารเสียมากกว่า และผู้ที่ทำการค้นคว้าทดลองก็เป็นผู้ปราศจากศีลธรรมจรรยาที่ดี

 

การทดลองต่างๆในสถานีแห่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อเก็บข้อมูลไปให้รัฐบาลเยอรมันเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะทดลองเกี่ยวกับขีดความสามารถในความอดทนของมนุษย์ เช่น อดทนต่อความหนาว อดทนต่อความร้อน อดทนเมื่ออยู่ในที่สูง

 

นักโทษหลายพันคนต้องเสียชีวิตไปกับการทดลองที่สถานีแห่งนี้เช่นเดียวกับการทดลองในค่ายอื่นๆ หลังจากเสร็จสิ้นการทดลองที่ต้องใช้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นจำนวนพันไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์เยอรมันก็ได้สรุปผลว่า มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ในน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศาได้นานหลายชั่วโมง

 

นอกจากนั้นแล้วพวกเขาก็ยังสามารถค้นคว้าทดลองจนได้ข้อสรุปว่า จะต้องใช้เวลานานสักเท่าใดและใช้ความร้อนสักเท่าใดจึงจะทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้

 

ส่วนการทดลองอีกอย่างหนึ่งที่ใคร่จะนำมากล่าวถึง ก็คือ การทดลองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะรู้ว่ามนุษย์สามารถอดทนต่อความหิวได้นานเพียงใด ซึ่งในการทดลองนั้นเขาจะนำนักโทษที่ผอมโซที่สุดในหมู่นักโทษที่เป็นโครงกระดูกเดินได้มาบังคับให้ดื่มน้ำซุปคนละมากๆ

 

การทดลองแบบนี้จะลงเอยโดยผู้ถูกนำมาทดลองนั้นเสียชีวิต แต่ก็มีผู้ถูกเนรเทศบางรายหิวโหยมากจนทนไม่ไหวและยอมอาสาเป็นหนูตะเภาให้พวกเยอรมันทดลอง

 

ยกตัวอย่างเช่น รายหนึ่งเป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีเอ็ม. มีความหิวโหยอาหารจนทนไม่ไหวจึงได้เสนอตัวเป็นหนูตะเภาให้พวกเยอรมันทดลองเกี่ยวกับโรคมาลาเรีย ซึ่งพวกที่ถูกนำมาทดลองเหล่านี้จะได้รับแจกขนมปังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็นเวลา 2-3 วัน

 

มีการทดลองด้วยการผ่าศพเพื่อวินิจฉัยโรค ซึ่งก็จะนำคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคที่กำลังจะทำการทดลองออกจากโรงพยาบาลไปฆ่าแล้วทำการผ่าศพพิสูจน์

 

ในกรณีที่มีคนไข้หลายคนป่วยเป็นโรคเดียวกัน แต่ละคนจะถูกทดลองด้วยวิธีแตกต่างกันและเมื่อทำการทดลองจนเป็นที่พอใจแล้ว พวกเยอรมันก็จะนำคนไข้เหล่านั้นไปสังหาร ทำการผ่าศพและสรุปผลของการทดลอง

 

แต่โดยทั่วไปเมื่อสังหารคนไข้แล้วผู้ทำการทดลองจะไม่ค่อยสนใจผ่าศพเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะเห็นว่ามีคนไข้อยู่อีกมากมายในค่ายเอาส์ชวิตซ์ที่สามารถนำตัวมาผ่าเพื่อการวินิจฉัยโรคได้

 

บริษัทไบเออร์เยอรมันเคยส่งขวดยาชนิดหนึ่งมาที่ค่าย ที่ข้างขวดไม่มีสลากแจ้งประเภทของตัวยา ผู้ทดลองจะใช้ยานี้ฉีดให้แก่ผู้ป่วยเป็นวัณโรค ซึ่งก็จะมีผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

 

แพทย์ผู้ทำการทดลองจะรอให้ผู้ป่วยตายสนิท จะไม่ส่งไปเข้าห้องรมก๊าซพิษแต่จะทำการผ่าศพเพื่อนำปอดของคนตายรายนี้ส่งไปให้บริษัทไบเออร์เยอรมัน

 

บริษัทไบเออร์เยอรมันอีกเช่นกันที่นำนักโทษหญิงจำนวน 150 คนออกจากค่ายไปทดลองด้วยตัวยาไม่ทราบชนิด ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการทดลองเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ

 

สถาบันไวเจลที่กราโกว์ก็เคยส่งวัคซีนมาที่ค่ายเพื่อให้ทำการทดลองและหาทางปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น เหยื่อที่ถูกคัดเลือกมาให้เป็นหนูตะเภาในการทดลอง ก็คือ นักโทษการเมืองชาวฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ พวกสมาชิกของกลุ่มขบวนการใต้ดินในฝรั่งเศส ซึ่งก็เป็นพวกที่เยอรมันต้องการจะกำจัดให้สิ้นซากอยู่แล้ว

 

มีการรวบรวมอวัยวะต่างๆของมนุษย์ถึง 2000 ชิ้นส่งไปยังมหาวิทยาลัยอินน์สบูกโดยเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แนะนำว่าจะต้องเป็นอวัยวะของบุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงที่ถูกสังหารในห้องรมก๊าซพิษ ถูกแขวนคอ หรือถูกยิงเป้าและที่สำคัญที่สุดต้องเป็นบุคคลที่ถูกสังหารในขณะที่มีสุขภาพแข็งแรง

 

วันหนึ่งมีโทษหญิงหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโปแลนด์ได้ถูกนำตัวมาชำแหละเพื่อทดลองหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยการชำแหละกระดูก กล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนต่างๆโดยศัลยแพทย์ที่เดินทางมาจากกรุงเบอร์ลินมาทำการทดลองและเฝ้าสังเกตผลครั้งนี้ด้วยตนเอง

 

การชำแหละนักโทษกระทำอย่างทารุณโหดร้ายเป็นที่สุดโดยนำเหยื่อไปนอนบนโต๊ะผ่าตัดที่ค่ายร้างแห่งหนึ่งแล้วทำการผ่าตัดโดยไม่วางยาสลบ

 

ขณะที่ทำการผ่าตัดอยู่นั้นบรรดาหนูตะเภามนุษย์แต่ละคนต้องทุกข์ทรมานกันอย่างแสนสาหัสและหลังจากผ่าตัดเสร็จสิ้นแล้วก็ต้องทนทุกข์ทรมานกันอยู่ต่อไปอีกเพราะพวกเยอรมันไม่ได้ให้ยาอะไรเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดแก่ผู้ที่ถูกทดลอง

 

มีพวกเยอรมันอีกกลุ่มหนึ่งได้นำเลือดนักโทษไปใช้ทดสอบเพื่อก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อยู่เป็นประจำ ซึ่งเลือดนักโทษนี้นอกจากจะถูกนำไปใช้เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์แล้วก็ยังถูกนำไปให้พวกทหารเยอรมันที่ได้รับบาดเจ็บในการสู้รบอีกด้วย

 

โดยเจ้าหน้าที่จะเจาะเลือดนักโทษคนละ 500 ซีซีรวบรวมส่งไปให้กองทัพเยอรมัน ซึ่งเลือดเหล่านี้ก็ได้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยชีวิตของพวกทหารเยอรมันโดยลืมไปเสียสนิทว่ามันเป็นเลือดของคนยิวที่ถูกประณามว่ามีคุณภาพต่ำต้อย

 

ดิฉันเคยกล่าวมาบ้างแล้วในเรื่องการ”ฉีดยาเข้าหัวใจ” นักโทษเรียกวิธีนี้ว่าฉีดยาพิษเข้าหัวใจ ซึ่งบางครั้งสิ่งที่นำมาฉีดเข้าหัวใจนี้คือน้ำมันเบนซินหรือน้ำมันดิบ

 

ในโรงพยาบาลต่างๆใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อต้องการสังหารผู้ป่วยและผู้มีร่างกายกะปลกกะเปลี้ยรวมทั้งบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาอื่นๆ

 

ดิฉันเคยพูดคุยกับนายแพทย์ชาวโปแลนด์ผู้หนึ่งซึ่งเคยถูกบังคับให้ฉีดยาชนิดนี้แก่เพื่อนนักโทษอยู่ถึง 2 วัน

 

“เมื่อนายแพทย์หน่ายเอสเอสเรียกผมเข้าไปที่โรงพยาบาล”เขาอธิบาย

 

“ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาก็ได้ออกคำสั่งให้ผมฉีดยาให้คนไข้เข้าที่โพรงหัวใจโดยสั่งให้เดินยาในทันทีที่ปักเข็มเข้าไป”

 

นายแพทย์ชาวโปแลนด์ได้ปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่าง พอฉีดยาเสร็จนักโทษผู้นั้นก็ล้มลงกับพื้นและนอนตายแน่นิ่งราวกับถูกวางยาสลบ

 

การทดลองชนิดบ้าคลั่งอีกอย่างหนึ่ง คือ การนำผู้ป่วยนับร้อยรายไปนอนตากแดดที่ร้อนจัดเพียงเพื่อต้องการจะรู้ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นจะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใดเมื่อไม่ได้ดื่มน้ำเลย

 

ห่างจากค่ายของพวกเราไปประมาณ 20ไมล์มีสถานีทดลองอีกอย่างหนึ่งซึ่งกล่าวกันว่าสถานีแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญในการผสมเทียมโดยเฉพาะ

 

พวกแพทย์ที่ถูกส่งไปประจำการอยู่ที่นี่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ถ้าเป็นเพศชายต้องรูปหล่อและถ้าเป็นเพศหญิงก็ต้องสวยเป็นพิเศษ พวกเยอรมันให้ความสำคัญกับการทดลองผสมเทียมนี้มาก

 

แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าดิฉันไม่ได้ไปเห็นงานทดลองที่ทำกันอยู่ที่นั่น เพราะสถานีทดลองมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดแต่ก็พอมีข้อมูลเรื่องนี้อยู่บ้าง

 

คือพวกเยอรมันได้นำผู้หญิงจำนวนหนึ่งไปทดลองผสมเทียม แต่การทดลองไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาด ดิฉันเคยรู้จักผู้หญิงที่เคยถูกนำไปผสมเทียมและยังมีชิวิตอยู่แต่พวกเธออายที่จะยอมรับว่าเคยถูกนำไปทดลอง

 

ผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งถูกฉีดฮอร์โมนเพศแต่ก็ไม่รู้ว่าสารที่ฉีดเข้าไปนั้นคืออะไร และพวกเยอรมันต้องการให้ผลเป็นอย่างไร หลังจากฉีดฮอร์โมนนี้เข้าไปแล้วหญิงส่วนมากเกินอาการบวมและอักเสบตรงอวัยวะเพศต้องไปรับการผ่าตัดที่คุกหมายเลข 10

 

ดิฉันรู้ดีว่ามีการทดลองเกี่ยวกับการทำหมันในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาโดยการอำนวยการของนายแพทย์ชาวโปแลนด์ผู้หนึ่ง ซึ่งถูกพวกเยอรมันนำตัวไปสังหารก่อนที่ค่ายจะได้รับการปลดปล่อยเพียงไม่กี่วัน

 

การทดลองเหล่านี้เป็นความพยายามที่เปรียบเทียบกับผลของการทำหมันด้วยวิธีผ่าตัดกับวิธีใช้การฉายรังสีเอกซ์ ขณะที่พวกเราทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลได้เคยเห็นคนไข้หญิงเป็นจำนวนมากถูกนำตัวมาจากสถานีทดลองแห่งนี้ พวกผู้หญิงเหล่านี้มีรอยไหม้เกรียมอันเนื่องมาจากการฉายรังสีเอกซ์อย่างเห็นได้ชัด

 

พวกเรารู้เรื่องราวของการทดลองนี้จากหญิงที่ถูกนำตัวไปทดลองรวมทั้งจากนายแพทย์ผู้ถูกเนรเทศอื่นๆว่า ผู้ถูกทดลองจะถูกนำตัวไปนอนอยู่ใต้เครื่องฉายรังสีเอกซ์ที่ปล่อยรังสีออกมามากๆ

 

และในช่วงที่ทำการฉายรังสีเอกซ์อยู่นี้ก็จะมีการหยุดฉายรังสีเป็นช่วงๆเพื่อตรวจสอบดูว่าหญิงเหล่านั้นจะยังสามารถร่วมเพศได้หรือไม่

การทดลองนี้กระทำกันอยู่ในคุกหมายเลข 21 โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคอยควบคุมอย่างใกล้ชิด เมื่อนายแพทย์ยืนยันว่ารังสีเอกซ์ทำลายระบบสืบพันธุ์อย่างสิ้นเชิงแล้วหญิงเคราะห์ร้ายผู้นั้นก็จะถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ

 

บางครั้งเมื่อฉายรังสีเอกซ์กับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายบางรายต้องใช้เวลานานกว่าจะให้ผลตามต้องการ เหยื่อการทดลองเหล่านั้นก็จะถูกนำตัวไปผ่าตัดทำหมันแทน

 

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 พวกเยอรมันทำหมันให้แก่ด็กชายที่มีอายุระหว่าง 13-17 ปีจำนวนถึง 1000 คนโดยมีการลงทะเบียนชื่อและวันเดือนปีที่ทำหมันเอาไว้ด้วย

 

อีก 2-3สัปดาห์ต่อมาเด็กเหล่านี้ก็ถูกเรียกตัวมาที่คุกหมายเลข 21 อีกครั้งและได้นำตัวเข้าไปสอบถามในห้องทดลองถึงผลของการทำหมันว่า ยังมีความรู้สึกต้องการทางเพศอยู่หรือไม่ ยังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองอยู่หรือไม่ ความทรงจำเสียไปหรือยังดีอยู่ ฯลฯ

 

จากนั้นพวกเยอรมันก็ให้เด็กหนุ่มเหล่านั้นใช้มือสำเร็จความใคร่ ใครที่ไม่เกิดความรู้สึกทางเพศและอวัยวะไม่แข็งตัวเขาก็จะช่วยปลุกกำหนัดโดยการใช้มือลูบคลำที่ลูกอัณฑะ

 

ขณะที่ช่วยตัวเองกำลังจะหลั่งน้ำอสุจิออกมานั้นพวกนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันก็จะใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งเป็นแท่งโลหะแข็งสอดใส่เข้าไปในท่อปัสสาวะไปรองรับน้ำอสุจิออกมา

 ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดกับพวกเด็กๆเป็นอย่างมาก จากนั้นน้ำอสุจิจะถูกนำไปพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิจัยว่าตัวสเปิร์มยังแข็งแรงอยู่หรือไม่

 

ในปี ค.ศ. 1944 พวกเยอรมันได้ส่งกล้องจุลทรรศน์ชนิดเรืองแสงมาให้ใช้ตรวจสอบว่าตัวสเปิร์มของผู้ใดมีชีวิตอยู่และของผู้ใดไม่มีชีวิต

 

บางครั้งพวกเยอรมันก็ผ่าตัดเอาลูกอัณฑะไปเพียงหนึ่งในสี่บ้าง ครึ่งหนึ่งบ้าง ตัดไปทั้งหมดบ้าง นำไปใส่ในหลอดดองด้วยยาฟอร์มาลีน 10 เปอร์เช็นต์ แล้วส่งไปตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่เมืองเบรสเลา

 

ในตอนผ่าตัดลูกอัณฑะนั้นจะฉีดยาชาชนิดหนึ่งเข้าไปก่อน พวกเด็กที่ถูกตัดลูกอัณฑะเหล่านี้จะถูกแยกออกจากเด็กอื่นๆนำไปควบคุมตัวไว้มนคุกหมายเลข 21 และมีคนคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด

 

เมื่อผลการทดลองสำเร็จเรียบร้อยแล้วรางวัลที่พวกเด็กเหล่านี้ได้รับคือถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ

 

ดิฉันยังจำเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดลองที่กระทำกับเด็กหนุ่มชาวโปแลนด์วัย 20 ปีคนหนึ่งชื่อครูเอนวัลด์ได้ โดยศาสตราจารย์เกลาเบอร์ได้สั่งให้ทำหมันเด็กคนนี้ด้วยวิธีการฉายรังสีเอกซ์

 

หลังจากทดลองไปได้ 2 เดือนแล้วปรากฏว่ารังสีเอกซ์ไม่สามารถทำให้เด็กเป็นหมันได้ตามต้องการ จึงได้ถูกนำตัวไปที่คุกหมายเลข 21 เพื่อทำการผ่าตัดลูกอัณฑะออกทั้งหมด

 

แต่รังสีเอกซ์ที่ใช้ในการทดลองไปแล้วนั้นได้ทำให้อวัยวะเพศของเด็กหนุ่มไหม้เกรียมและต่อมามันก็กลายเป็นมะเร็ง เด็กนุ่มได้รับความทุกข์ทรมานมาก เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 เด็กคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลที่ค่ายเบอร์เคเนา

 

วิธีการเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้ทำหมันนักโทษหญิงด้วยเช่นกัน แต่บางครั้งพวกเยอรมันจะใช้รังสีคลื่นสั้นทำหมันให้แก่ผู้หญิง ซึ่งก็สร้างความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่บริเวณท้องน้อย จากนั้นแพทย์ก็จะมาตรวจดูอาการแล้วให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออก

 

ศาสตราจารย์ชูมันและนายแพทย์เวิร์ดได้ทดลองด้วยวิธีนี้หลายครั้งกับเด็กสาวอายุ 16-17 ปี ในหมู่เด็กสาวทั้งหมด 50 คนที่ถกนำตัวไปทดลองแบบนี้ มีผู้รอดชีวิตได้เพียง 2 คนเท่านั้น คือ เบลลา ซิมสกี และดอรอ บู เยนนา มาจากเมืองลาโลนิกา

ทั้ง 2 คนเล่าให้ดิฉันฟังว่าถูกนำตัวไปนอนอยู่ใต้เครื่องฉายรังสีคลื่นสั้น แล้วเจ้าหน้าที่ก็นำแผ่นโลหะแผ่นหนึ่งวางลงที่หน้าท้องส่วนอีกแผ่นหนึ่งรองไว้ที่ด้านหลังแล้วปล่อยกระแสไฟฟ้าตรงไปยังรังไข่

 

รังสีคลื่นสั้นนี้ถูกปล่อยออกมารุนแรงมากจนบริเวณหน้าท้องของผู้ถูกทดลองไหม้เกรียม หลังจากได้รับการดูแลรักษาอยู่ 2 เดือนเด็กเหล่านั้นก็ไปรับการผ่าตัดทำหมันอีกครั้งหนึ่ง

มีเด็กสาวอีกกลุ่มหนึ่งเป็นชาวดัตช์เกือบทั้งหมด ก็ได้ถูกนำคัวไปทดลองด้วยเช่นกัน ผู้ที่รู้เหตุผลของการทดลองในครั้งนี้ คือนายแพทย์กลาเบิร์ก สูตินรีแพทย์ชาวเยอรมันจากเมืองกัตโตวิตซ์

 

การทดลองทำหมันโดยวิธีนี้ใช้เครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าและสารเหลวๆสีขาวข้นฉีดเข้าไปในอวัยวะเพศ ซึ่งทำให้เกิดอาการสวบแสบปวดร้อนและเนื้อไหม้พองไปหมด เขาจะฉีดในลักษณะนี้ทุกๆ 4 สัปดาห์ หลังจากฉีดแล้วแต่ละครั้งก็จะมีการฉายรังสีพร้อมๆกันไปด้วย

 

ในขณะเดียวกันนี้นักโทษหญิงกลุ่มเดียวกันนี้ก็ได้ถูกนำตัวไปให้แพทย์อีกคนหนึ่งทำการทดลองด้วยวิธีอื่นๆอีก คือ โดยการฉีดเซรุ่มเข้าไปที่บริเวณทรวงอกคนละประมาณ 2-9 เข็มๆละประมาณ 5 ซีซี ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเซรุ่มชนิดใดกันแน่

 

รู้แต่เพียงว่าปฏิกิริยาของมันทำให้หน้าอกของผู้ที่ถูกทดลองบวมปูดขึ้นมาโตขนาดเท่ากำปั้น สร้างความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

มีเด็กบางคนถูกฉีดเซรุ่มชนิดนี้เข้าไปถึง 100 ครั้งและบางรายก็ถูกฉีดที่เหงือกแทนที่จะเป็นที่หน้าอก ซึ่งหลังจากผ่านการทดสอบมานานพอสมควรแล้วเด็กหญิงเหล่านั้นก็ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ไร้ประโยชน์และถูกนำตัวไปสังหารในที่สุด

 

ครั้งหนึ่งพวกเราเคยคุยกับนักโทษชาวเยอรมันคนหนึ่งซึ่งเป็นนักสังคมสงเคราะห์ และได้ถามถึงเหตุผลที่พวกเยอรมันทำหมันและตัดลูกอัณฑะของพวกนักโทษ

 

ชาวเยอรมันผู้นี้ก่อนที่ตะถูกจับมาอยู่ในค่ายกักกันเป็นผู้ที่สนใจการเมืองของประเทศเยอรมันมาก ซ้ำยังรู้จักบุคคลสำคัญในวงการเมืองเยอรมันหลายคน

 

เขาบอกว่าพวกเยอรมันมีเหตุผลทางด้านภูมิรัฐศาสตร์อยู่เบื้องหลังการทดลองต่างๆ คือ ถ้าหากพวกเยอรมันสามารถทำหมันคนเผ่าอื่นที่ไม่ใช่คนเผ่าเยอรมันได้ทั้งหมด หลังจากที่เยอรมันชนะสงครามแล้วผู้ที่ถูกทำหมันเหล่านี้ก็จะไม่สามารถสืบเชื้อสายแพร่ลูกหลานมาเป็นอันตรายต่อเยอรมันได้อีกต่อไป

 

ขณะเดียวกันผู้ที่เป็นหมันเหล่านี้ก็ยังสามารถเป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงานรับใช้ประเทศเยอรมันได้ต่อไปอีกถึง 30 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นแล้วปนะชากรเยอรมันก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พอที่จะเข้าครอบครองพื้นที่ประเทศต่างๆในยุโรปได้ทุกประเทศ ส่วนผู้ที่ถูกทำหมันแล้วนั้นก็จะล้มตายและสูญพันธุ์ไปในที่สุด

 

เมื่อพูดถึงการทดลองต่างๆเหล่านี้ทำให้ดิฉันนึกถึงเด็กสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อยอร์แจตต์ซึ่งมาเสียชีวิตในโรงพยาบาลของพวกเรา ในวันคริสต์มาส ค.ศ. 1944 คือ หลังจากยอร์แจตต์ถูกใช้เป็นหนูตะเภาในการทดลองทำหมันแล้ว

 

เธอได้กลับเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากหลังผ่านการทดลองแล้วนั้น อวัยวะเพศของเธอเสียหายยับเยินจนไม่สามารถจะร่วมเพศกับใครได้อีก

 

ยอร์แจตต์มีคนรักเป็นชาวโปแลนด์และเขาก็จะมาเยี่ยมในวันที่เธอกลับเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่จอร์แจตต์ได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมพบหน้าคนรัก คือ แทนที่จะยอมรับปมด้อยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เธอกลับอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

คนรักของยอร์แจตต์ได้มาที่โรงพยาบาลตามที่ได้พูดไว้ แต่ยอร์แจตต์กลับหนีขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงชั้นที่ 3 เอาผ้าห่มคลุมหน้านอนนิ่งทำเหมือนตาย ปล่อยให้พวกเราคอยรับหน้าคนรักของเธอแทน

 

พวกเราได้บอกกับชายหนุ่มตามที่ยอร์แจตต์เธอสั่งไว้

 

“ยอร์แจตต์เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน โน่นไงศพของเธอ”

 

อนิจจา!! แทนที่ชายหนุ่มจะเดินไปที่เตียงซึ่งยอร์แจตต์นอนแสร้งทำตายอยู่นั้น เขากลับเดินตรงไปที่เตียงของหญิงสาวอีกคนหนึ่งซึ่งมาจากเมืองกราโกว์และได้มอบของขวัญที่เตรียมมาจะให้ยอร์แจตต์นั้นให้แก่เธอผู้นี้แทน

ฝ่ายยอร์แจตต์ถึงแม้ผ้าจะคลุมหน้าอยู่แต่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้โดยตลอด  เธอเกิดความน้อยใจและเสียใจมาก และอีก 2-3 วันต่อมาเธอก็ได้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตายโดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน.

  

บทที่ 23 เซ็กส์ในค่าย

ธรรมชาติของมนุษย์มีอยู่ว่า ที่ใดก็ตามที่มีผู้หญิงและผู้ชายอยู่รวมกันที่นั้นย่อมจะมีความรักเกิดขึ้น ในค่ายนรกแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน

 

แม้ว่านักโทษจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเงามืดของเตาเผาศพ แม้อารมณ์ใคร่ของพวกเขาหาได้หดหายไปไม่ ในบรรยากาศที่เลวร้ายของค่ายมรณะแห่งนี้ ผู้คนยังมีอารมณ์รักอารมณ์ใคร่กันเป็นปกติ

 

แต่ความรักความใคร่ของคนนี่นี่ผิดแผกแตกต่างจากความรักความใคร่ของคนทั่วไป โดยเฉพาะสังคมมนุษย์ในค่ายเบอร์แคเนาหรือค่ายเอาส์ชวิตซ์สองนี้ มันมีลักษณะพิลึกพิลั่นแตกต่างจากสังคมของมนุษย์ทั่วไปมากทีเดียว

 

พวกเดนมนุษย์นาซีผู้กุมชะตาชีวิตของพวกเราอยู่นั้นได้พยายามทุกวิถีทางที่จะดับความใคร่ทั้งปวงของนักโทษ ดังจะเห็นได้จากมีการซุบซิบกันในค่ายว่า พวกเยอรมันได้นำผงชนิดหนึ่งมาผสมลงไปในอาหารของนักโทษ โยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะลดความกำหนัดหรือทำลายความต้องการทางเพศ

 

ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสนั้นเขาก็มีทางออกทางเซ็กซ์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเหล่านี้จะคลุกคลีอยู่ในท่ามกลางนักโทษสาวๆซึ่งเปลือยกายหรือแต่งกายอยู่ในชุดวับๆแวมๆเกือบจะตลอดเวลา

 

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องแน่นอนว่าพวกเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ต้องมีอารมณ์ทางเพศตื่นเต้นกลัดมันขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

แต่พวกเขาก็มีสำนักโสเภณีจัดหาโสเภณีเยอรมันมาไว้บริการให้ปลดเปลื้องความใคร่ แม้ว่าในทางทฤษฎีนาซีจะรังเกียจเดียดฉันท์คนเผ่าอื่นแต่ก็ดีรู้มาว่ามีนักโทษหญิงจากเผ่าต่างๆที่สะสวยรูปร่างงามจำนวนหนึ่งถูกนำตัวมาเป็นโสเภณีเพื่อบำบัดความใคร่ของพวกนาซีตามสำนักโสเภณีต่างๆในค่ายด้วยเหมือนกัน

 

ส่วนในค่ายกักกันชายก็มีสำนักโสเภณีไว้ให้นักโทษชายปลดเปลื้องความใคร่อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งนักโทษชายก็นิยมไปเที่ยวกันเพราะหาทางออกทางอื่นไม่ได้

 

กฎระเบียบปฏิบัติที่พวกเยอรมันนำมาบังคับใช้นั้นไม่ได้มีผลทำให้พวกเราผู้หญิงหมดความรู้สึกทางเพศไปได้

 

ความเคร่งเครียดทางสมองที่มีอยู่ตลอดเวลานั้นมันไม่ได้ทำให้ความต้องการทางเพศของพวกเราลงไปเลยตรงกันข้ามยิ่งมีความเคร่งเครียดทางจิตใจมากเท่าใดก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งเป็นสิ่งเร้าพิเศษให้มีความต้องการทางเพศมากขึ้นเท่านั้น

 

ความสัมพันธ์ระหว่างนักโทษชายกับนักโทษหญิงมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามแบบประเพณีนิยมแบบตะวันตกเท่าใดนัก เวลาพูคุยกันจะใช้สรรพนามหยาบๆเรียกคู่สนทนาว่า”แก” และเรียกชื่อต้นกันแทนที่จะเรียกนามสกุลตามแบบฉบับของสังคมชาวยุโรปโดยทั่วๆไป

 

ลักษณะทางภาษาที่แสดงออกถึงความสนิทสนมเช่นนี้จะใช้กับทุกคนแม้ว่าอาจจะไม่รู้จักมักคุ้นกันมาเลยก็ตาม คนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็อาจจะมีความรู้สึกว่าเป็นคำพูดที่หยาบคายไปก็ได้

 

พวกผู้ชายที่พวกเรานักโทษหญิงมีโอกาสได้พบนั้นนอกจากพวกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสและพวกทหารเยอรมันแล้ว ก็มีพวกนักโทษชายที่เข้ามาทำงานซ่อมถนนทำงานขุดคูหรือทำงานอย่างอื่นในค่ายของพวกเรา

 

ตามปกติแล้วจะมีเวลาช่วงเดียวเท่านั้นที่พวกเรานักโทษหญิงจะได้อยู่กับพวกผู้ชาย คือในช่วงรับประทานอาหารกลางวัน และสถานที่พบกันก็ได้แก่ในโรงอาบน้ำหรือในโรงสุขา ซึ่งพวกผู้ชายจะนำอาหารมารับประทานกันในที่ 2 แห่งนี้ พวกผู้ชายจะถูกพวกผู้หญิงทุกวัยทั้งสวยและไม่สวยมากลุ้มรุมกันเพื่อของเศษอาหารไปรับประทาน

 

เชื่อไหมคะว่า ผู้ชายแต่ละคนจะมีพวกผู้หญิง 3-4 คนมายืนรุมล้อมโยแต่ละนางจะยื่นมือทั้งสองข้างออกไปขอเหมือนพวกขอทาน บ้างก็ตีหน้าเศร้า บ้างก็ยิ้มยั่วให้เกิดอารมณ์ใคร่

 

คนไหนที่สวยๆหน่อยก็จะร้องเพลงฮิตชุดล่าสุดเพื่อเรียกร้องความสนใจ บางครั้งพวกผู้ชายก็เมตตาแบ่งอาหารให้ ในกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นความโชคดีอย่างมหาศาล

 

เพราะผู้หญิงเราจะมีโอกาสได้ลิ้มรสมันฝรั่งซึ่งเป็นอาหารชั้นเยี่ยมในค่ายที่เขาเก็บไว้สำหรับคนครัวและคนในระดับหัวหน้าคุกในค่ายของผู้หญิงเท่านั้น

ความจริงแล้วที่พวกผู้ชายแบ่งอาหารให้ผู้หญิงกินนั้นก็ไม่ได้ให้เพราะความสงสารแต่อย่างใดแต่เขาหวังจะใช้อาหารเป็นสื่อแลกกับความสุขทางเพศที่เขาต้องการจากผู้หญิง

 

ดูจะเป็นการใจจืดใจดำเกินไปถ้าจะไปประณามผู้หญิงเหล่านี้ว่าลดตัวลงต่ำในลักษณะมาขายเซ็กส์เพื่อแลกกับเศษขนมปังแค่ครึ่งแผ่น

 

พวกเราไม่ควรประณามเธอถึงขนาดนั้น ผู้ที่ควรถูกประณามในฐานะที่ทำให้นักโทษหญิงเหล่านี้ลดเกียรติของความเป็นสุภาพสตรีมามั่วในกามราคะก็คือพวกผู้บริหารค่ายนั่นต่างหาก

 

ด้วยเหตุนี้การ่วมประเวณีหรือการร่วมเพศแบบสำส่อนจึงเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาในค่ายเบอร์เคเนาและผลที่ติดตามมาก็คือมีการติดโรคหนองในกันงอมแงม

 

และก็มีพวกแมงดาที่หากินกับพวกโสเภณี เป็นต้น สิ่งที่จำเป็นมากจะถูกขโมยจากคลังแคนาดาเพื่อนำไปแลกเซ็กส์จากบรรดาผู้ประกอบการค้าประเวณี

 

อย่างไรก็ดีเซ็กส์มิได้ทีเฉพาะในแวดวงของพวกที่เที่ยวโสเภณีเท่านั้นแต่ยังมีเซ็กซ์ที่มีความละเอียดอ่อนกอปรด้วยความรักความดูดดื่มความจริงใจและเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพระหว่างนักโทษชายหญิงอยู่ด้วยเหมือนกัน

 

แต่นักโทษหญิงส่วนใหญ่จะอดอยากในเรื่องเซกส์ไปตามๆกัน นักโทษหญิงคนใดมีแฟนชายเป็นคู่ขาก็ถือว่าเป็นผู้โชคดีและเป็นที่อิจฉาริษยาของนักโทษหญิงคนอื่นๆ เพราะในคุกของผู้หญิงเรามีผู้ชายเช้าไปได้เพียงไม่กี่คน

 

นักโทษสาวๆส่วนใหญ่จะหาคู่ขาได้ ส่วนนักโทษหญิงวัยสูงอายุก็ไม่ต้องหวังว่าจะหาคู่ได้ง่ายๆ พวกที่ได้เปรียบที่สุดในเรื่องแสวงหาความสุขทางเพศก็ได้แก่พวกหัวหน้าคุกหญิง

 

ทั้งนี้เพราะพวกเธอมีห้องส่วนตัวเป็นสัดส่วนต่างหาก ในขณะที่พวกเธอกำลังต้อนรับขับสู้กับคู่ขาอยู่นั้น เธอก็จะให้เพื่อนหญิงเป็นคนคอยดูต้นทางให้ เพราะว่าการนัดขู่ขามาร่วมประเวณีกันในคุกถือว่าเป็นการละเมิดข้อห้ามของค่ายกักกันอย่างร้ายแรง

 

แต่พวกหัวหน้าคุกก็จะเตรียมการป้องกันไว้อย่างรัดกุมเป็นพิเศษ คือเมื่อเจ้าหน้าหน่วยเอสเอสเดินเข้ามาในคุกพวกดูต้นทางก็จะให้สัญญาณเพื่อให้หญิงหัวหน้าคุกและคู่ขารู้ตัวก่อนล่วงหน้า

 

แต่ก็มีอยู่บ่อยครั้งเหมือนกันที่การนัดพบคู่ขามาหาความสุขกันในคุกถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเข้ามาขัดจังหวะถึง 3-4 ครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ตามหัวหน้าคุกหญิงจะไม่ยอมท้อถอยยังคงเสี่ยงหาผู้ชายเข้ามาหาความสุขทางเพศในคุกอยู่เป็นประจำ

 

และบางครั้งหัวหน้าคุกหญิงก็ยินยอมให้เพื่อนๆ”เช่า”ห้องเพื่อใช้เป็นที่ร่วมเพศกับคู่ขาด้วยเหมือนกัน แต่ในกรณีเช่นนี้จะมีการเรียกร้องค่าเช่าแพงมาก เนื่องจากอัตราการเสี่ยงสูงมากนั้นเอง

 

เพราะถ้าหากหัวหน้าคุกหญิงคนใดถูกจับได้ว่าแอบร่วมเพศกับผู้ชายเองหรืออำนวยความสะดวกแก่คูขารายอื่นก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง โดยจะถูกโกนผมจนโล้นอีกครั้ง และถูกเฆี่ยนตีอย่างรุนแรง และที่สำคัญที่สุดจะถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าคุกทันที

 

มาตรฐานที่นำมาใช้ตัดสินว่านักโทษหญิงคนไหนสวยหรือไม่สวยนั้นก็เป็นมาตรฐานที่แตกต่างจากสังคมแห่งอื่นๆ ตัวอย่างเช่น ในค่ายเบอร์เคเนาผู้หญิงคนไหนมีรูปร่างกายอ้วนท้วนแข็งแรงจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นผู้มีความงามล้ำเลิศในบรรดาหญิงทั้งหลาย

 

เพราะพวกผู้ชายบางคนถึงแม้ว่าตัวเองจะมีร่างกายผอมโซเหมือนโครงกระดูกเดินได้ก็ตาม ก็จะพากันรังเกียจการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่มีร่างกายผ่ายผอมแก้มตอบ

 

ดังนั้นพวกผู้หญิงมีมีเนื้อหนังอยู่บ้างซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คนก็จะเป็นที่อิจฉาริษยาของผู้หญิงอื่นๆเพราะผู้หญิงที่มีเนื้อหนังอยู่บ้างนี้จะหาคู่ขาได้ง่ายกว่านั่นเอง

 

มันเป็นเรื่องกลับกันกับเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในค่ายกักกัน ซึ่งตอนนั้นพวกที่อิจฉาในความอ้วนของคนอื่นต้องการให้ร่างกายผ่ายผอมเป็นที่ดึงดูดใจชายถึงกับอดอาหารเพื่อลดความอ้วนกันเป็นวรรคเป็นเวร

ที่ค่ายเบอร์เคเนาก็มีผู้หญิงที่มีความต้องการทางเพศแบบผิดปกติเช่นเดียวกับนักโทษหญิงในค่ายอื่นๆ ผู้หญิงในค่ายแห่งนี้จัดแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มที่ 1 ได้แก่กลุ่มเลสเบี้ยน กลุ่มนี้จะหาความสุขทางเพศในหมู่ที่ของเลสเบี้ยนกัน

 

กลุ่มที่ 2 เป็นพวกที่น่าสงสารกว่ากลุ่มแรก เพราะสถานการณ์ที่ผิดปกติในค่ายทำให้ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการหาความสุขทางเพศโยพวกเหล่านี้เคยอยู่ในสังคมชั้นสูงมาก่อนแต่ต้องมายินยอมให้นักโทษชายเชยชมเพียงเพื่อแลกกับความอยู่รอดของตนเอง

 

มีนักโทษหญิงชาวโปแลนด์คนหนึ่งวัย 50 ปี เป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาฟิสิกส์ สามีถูกทหารเยอรมันฆ่าตาย ส่วนลูกๆถูกนำตัวแยกไปอยู่ที่อื่นซึ่งอาจจะถูกสังหารไปแล้วก็ได้

 

เธอมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนักโทษชายคนหนึ่ง ซึ่งในอดีตเป็นเจ้าหน้าที่นักการภารโรงที่มหาวิทยาลัยก่อนที่จะถูกจับตัวมาอยู่ในค่าย

 

นักโทษชายคนนี้ติดอกติดใจในรสสวาทความน่ารักความฉลาดและความสุขุมของเธอมาก และเธอเองก็รู้ดีว่าถ้าเออออห่อหมกกับเขาต่อไปเรื่อยๆอย่างน้อยก็จะได้เศษอาหารจากเขามาบรรเทาความหิวโหยได้

 

เธอต่อสู้กับความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างหนักระหว่างเกียรติยศกับความหิวโหยแต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้ต่อความหิวโหยที่มันมีพลังเหนือกว่าเกียรติยศ

 

 ในช่วง 6 สัปดาห์แรกที่เธอยอมรับนักโทษชายผู้นั้นมาเป็นคู่ขาเธอพูดถึงเขาอย่างชื่นชมยินดี และอีก 2 เดือนต่อมาเธอคลั่งไคล้ในรสสวาทที่ชายหนุ่มปรนเปรอให้มากถึงออกปากบอกพวกเราว่าชาตินี้เธอคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้หากขาดเขาเสียแล้ว

 

กลุ่มที่ 3 เป็นพวกที่นิยมชมชอบพฤติกรรมทางเพศแบบเลสเบี้ยนเป็นครั้งคราว เพราะเข้าไปมั่วสุมกับพวกเลสเบี้ยน เพื่อหาความสุขและชดเชยอารมณ์ความต้องการทางเพศที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง

 

พวกนี้ไม่เคยเป็นเลสเบี้ยนมาก่อนแต่มาเริ่มให้ความสนใจในการหาความสุขทางเพศแบบนี้เพราะเข้าไปร่วมงานเต้นรำที่บางครั้งได้จัดขึ้นในค่ายเบอร์เคเนา

 

เพราะว่าในช่วงฤดูหนาวอันยาวนานของปี ค.ศ. 1844 พวกเยอรมันมัวแต่ยุ่งอยู่กับการรุกรบอย่างหนักของกองทัพโซเวียตจนถึงกับละเลยมาตรการควบคุม จึงเปิดโอกาสให้นักโทษหญิงได้จัดงานปาร์ตี้เต้นรำกันโดยพยายามเลียนแบบงานรื่นเริงเชิงโลกีย์อย่างที่ตนเคยมีประสบการณ์มาในอดีต

 

ในงานนี้พวกนักโทษหญิงจะพากันล้อมวงรอบๆเตาผิงร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน ไปนำกีต้าร์และฮาร์โมนิกาของวงออร์เคสตร้าประจำค่ายมาเล่นเพื่อสร้างความครื้นเครงให้แก่งานจนกระทั่งรุ่งเช้าของวันใหม่ ทำอยู่อย่างนี้อยู่หลายคืน

 

พวกหัวหน้าคุกหญิงต่างๆเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในงานรื่นเริงแบบนี้ ราชินีประจำค่ายจากค่ายอี. ที่ดิฉันเคยไปอยู่มาก็มักจะมาร่วมงานนี้เป็นประจำ

เธอเป็นชาวเยอรมันที่ยังสาวรูปร่างผอมบางวัยประมาณ 30 ปีมาอยู่ที่นี่เป็นเวลา 10 ปีแล้วโดยหมุนเวียนไปมาตามค่ายต่างๆ

 

ในระหว่างงานปาร์ตี้พวกผู้หญิงที่จับคู่เต้นรำกันก็เกิดความสนิทสนิทสนมกันขึ้นเรื่อยๆบางคนก็แสดงท่าทางเป็นผู้ชายเพื่อให้บรรยากาศในการเต้นรำเป็นจริงเป็นจังยิ่งขึ้น

 

ผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีคนสำคัญในการจัดงานราตรีสโมสรประเภทนี้ขึ้นมา ได้แก่ คุณหญิงชาวโปแลนด์คนหนึ่งซึ่งดิฉันจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว เมื่อพบกันครั้งแรกนั้นดิฉันเห็นเธอกำลังนั่งอยู่ที่ประตูโรงพยาบาลก็มองด้วยความประหลาดใจว่า ชายคนนี้มานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่นะ

 

เพราะเห็นรูปร่างเหมือนผู้ชายทั้งแท่ง สวมเสื้อแจ็คเก็ตกำมะหยี่สีดำอย่างพวกศิลปินนักร้องวัยรุ่นนิยมกัน ผูกเนคไทสีดำปล่อยชาย ผมตัดสั้นตามแฟชั่นผู้ชาย มีความหล่อมากอยู่ในวัยประมาณ 30 ปี เมื่อไปถามเพื่อนนักโทษคนหนึ่งเธอก็บอกว่า”ที่เธอเห็นเป็นผู้ชายนั้นน่ะไม่ใช่ผู้ชายหรอก ความจริงเป็นผู้หญิงต่างหาก”

 

พฤติกรรมทั่วไปรวมทั้งกิริยาท่าทางของคุณหญิงคนนี้เป็นแบบผู้ชายทุกอย่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งดิฉันกำลังนอนอยู่บนกรงขังอยู่ในระหว่างการควบคุมหมดหนู

 

ทันใดนั้นก็รู้สึกมีมือนุ่มๆมาดึงดิฉันลงจากกรุงขัง ทีแรกนึกแปลกใจแต่พอมองไปก็พบว่าเจ้าของมือนุ่มๆนั้นคือคุณหญิงคนนั้นนั่นเอง เธอทำท่าทางกรุ้มกริ่มเปิดฉากรุกหนักจะเล่นเพื่อนกับดิฉันในทันที ดิฉันเลยรีบกระโดดลงจากที่นอนวิ่งหนีด้วยความตกใจเพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีเหตุการณ์พิเรนทร์ๆแบบบี้เกิดขึ้น

 

ขณะที่พวกเลสเบี้ยนแต่ละคู่ซบกันอยู่ในวงเต้นรำนั้นดิฉันก็จะแอบหนีไปนอนอยู่ในกรรงขังและก็หลายต่อหลายครั้งที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยวิธีการจูบและท่าทางแสดงบทรักอื่นๆ ซึ่งก็เป็นการกระทำของคุณหญิงคนนั้นอีกตามเคย จนทำให้ดิฉันกลัวจนนอนไม่หลับทุกครั้งที่มีงานเต้นรำ

 

ผู้หญิงคนอื่นๆเมื่อเห็นก็พากันหัวเราะชอบใจในบทรักที่คุณหญิงแสดงกับดิฉัน แต่สำหรับดิฉันแล้วไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย

 

พวกผู้หญิงเหล่านั้นหวังที่จะให้คุณหญิงได้คู่เลสเบี้ยนคนใหม่คือดิฉัน เพราะหญิงคู่ขาคนเดิมได้ถูกนำตัวขึ้นรถบรรทุกมรณะไปเสียแล้ว

 

ดิฉันรู้สึกเวทนาสงสารคุณหญิงที่มีปัญหาคนนี้มาก ที่จริงแล้วที่เกิดปัญหานี้ขึ้นมาก็เพราะความขี้เล่นของพวกเยอรมันที่นำเธอมาไว้ในคุกของพวกผู้หญิงเรา

 

เพราะว่าในตอนที่เดินทางมาถึงค่ายในครั้งแรกนั้น เธอแต่งตัวเหมือนผู้ชาย พวกเยอรมันก็เลยคิดว่าเป็นผู้ชายจริงๆจึงเอาตัวไปไว้ในค่ายผู้ชาย

 

แต่เธอปฏิเสธและพยายามพิสูจน์ว่าเป็นผู้หญิงจริงๆจนในที่สุดพวกเยอรมันยอมให้เข้ามาอยู่ในค่ายผู้หญิง เพื่อให้หญิงกึ่งชายผู้นี้เข้ามาสร้างความวุ่นวายให้พวกเราและสร้างความขบขันให้พวกเยอรมัน แต่พวกเราก็ไม่กล้าบ่นหรือประท้วงใดๆทั้งสิ้น

 

เมื่อดิฉันเห็นการจัดงานราตรีสโมสรแบบนี้ทีไรก็ทำให้หวนนึกถึงเรื่อง”ดานซ์ มาคาเบอร์”( Danse Macabre)ซึ่งเป็นเรื่องของการเต้นรำที่มาพร้อมกับความตาย ดิฉันคิดถึงชะตากรรมที่กำลังรอคอยหญิงผู้โชคร้ายเหล่านี้แล้วก็อดที่จะขนลุกเพราะความกลัวไม่ได้

 

การที่ดิฉันรู้สึกรังเกียจงานปาร์ตี้มั่วเซ็กส์แบบเลสเบี้ยนเช่นนี้บางทีก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนักเพราะการพักผ่อนหย่อนใจในลักษณะเช่นนี้อย่างน้อยที่สุดก็มีประโยชน์อยู่บ้าง คือมันสามารถช่วยทำให้นักโทษลืมสิ่งโหดร้ายภายในค่ายไปได้อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับผู้ที่อยู่ในค่าย

 

การจัดงานปาร์ตี้แบบนี้ก็ยังดีกว่าเรื่องบัดสีบัดเถลิงอื่นๆอีกมากมายที่เกิดขึ้นในค่าย ตัวอย่างเช่น กรณีที่นักโทษหญิงและนักโทษชายถูกหัวหน้าคุกชาวเยอรมันที่เป็นโฮโมเซ็กชวลหรือพวกรักร่วมเพศข่มขืนกระทำชำเรา เป็นต้น

 

ดิฉันไม่เคยลืมความรู้สึกปวดร้าวใจของคุณแม่ของนักโทษหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งมาเล่าให้พวกเราฟังว่าเธอถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้าของลูกลาวออกแล้วให้นั่งดูลูกสางร่วมเพศกับสุนัขซึ่งสุนัขเหล่านี้ถูกฝึกหัดไว้เป็นพิเศษเพื่อเสพสมกับผู้หญิง

 

เหตุการณ์ในทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับเด็กหญิงคนอื่นๆด้วยเช่นกัน เช่น เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกบังคับให้ทำงานขุดดินวันละ 12-14 ชั้วโมง หากเกิดหมดแรงล้มลงพวกยามที่ควบคุมมาก็จะสร้างความสนุกสนานโดยวิธีการให้สุนัขที่ฝึกไว้นั้นเข้าจัดการเสพสมกับเด็กหญิงที่หมดแรงล้มลงนั้นทันที เห็นไหมคะว่ามันเป็นเรื่องโหดร้ายยิ่งกว่าพฤติกรรมของสัตว์ป่าขนาดไหน

 

พวกหัวหน้าค่ายก็เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นพวกมีจิตวิปริตทางแพทย์ เช่น ที่พูดซุบซิบกันเรื่องของเออร์มา  ครีเซ ว่าเป็นพวกไบเซ็กชวล คือชอบมีเพศสัมพันธ์กับทั้งผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้

 

เพื่อนของดิฉันที่เป็นคนใช้ของเออร์มาเล่าให้ดิฉันฟังว่าเออร์มาจะเล่นเพื่อนกับนักโทษหญิงเป็นประจำ หลังจากนั้นแล้วก็จะส่งนักโทษหญิงที่ผ่านมือของเธอแล้วนั้นไปสังหารที่เตาเผาศพ

 

หญิงที่เออร์มาพึงพอใจมากที่สุดเป็นหญิงหัวหน้าคุกคนหนึ่ง เธอได้ตกเป็นทาสบำเรอสวาทให้แก่เออร์มาอยู่นานก่อนที่เออร์มาจะเบื่อแล้วถูกส่งตัวไปสังหาร

 

นี่แหละค่ะคือบรรยากาศอันชั่วช้าสารเลวของค่ายเบอร์เคเนา มันเลวสมกับที่เป็นนรกบนดินจริงๆ ที่นี่พวกเยอรมันจะทำลายสิทธิส่วนตัวในการที่จะแสวงหาความสุขทางเพศบางประการ

 

เรื่องเซ็กส์จึงกลายเป็นเรื่องของความตื่นเต้นและความสยดสยองของบรรดาทาสแต่เป็นเรื่องบันเทิงเริงใจสำหรับนายที่เป็นนักฆ่าซาดิสต์

 

ดิฉันมีความเกรงกลัวเออร์มามากจนถึงกับเคยใช้เนยเทียมที่ได้รับแจกไปติดสินบนคนๆหนึ่งเพื่อหาทางเลี่ยงไม่ต้องไปนำเสื้อผ้าไปให้เธอ

บุคคลที่ดิฉันเสนอติดสินบนครั้งนี้คือช่างตัดเสื้อประจำตัวของเออร์มา เธอชื่อมาตามคีต ซึ่งเคยมีกิจการ้านเสริมสวยอยู่ที่กรุงเวียนนาและกรุงบูดาเปสต์

 

มาดามครีตเอะอะโวยวายเอากับดิฉัน

 

“ทำไมแกถึงต้องวุ่นวายอย่างนี้นะ” เธอบ่นกระปอดกระแปด

 

“มันเป็นเวรของแก แกก็น่าจะต้องไปเองไม่ใช่รึ”

 

แต่ดิฉันพยายามอ้อนวอนโยการชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างจนในที่สุดมาดามครีตใจก่อน รีบไปแจ้งเลขานุการของหัวหน้าคุกให้หาคนอื่นเป็นผู้นำเสื้อผ้าไปส่งให้เออร์มาแทนดิฉัน

 

แต่ต่อมาในเช้าวันหนึ่งก็ถึงเวรที่ดิฉันต้องนำเสื้อผ้าไปให้เออร์มาอีกครั้งหนึ่ง วันนี้หลังจากดิฉันได้รับแจกเนยเทียมมาแล้วก็ใจหนึ่งอยากจะรับประทานมันมาก

 

แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าจะรับประทานไม่ได้อย่างเด็ดขาด จะต้องนำมันไปติดสินบนเพื่อจะได้ไม่ต้องไปพบกับเออร์มา

 

ในที่สุดดิฉันพยายามข่มความหิวเอาไว้ได้นำเนยเทียมนั้นไปให้มาดามครีตอีกครั้งหนึ่ง แต่มาดามครีตนับเนยมาถือไว้ในมือคู่หนึ่งแล้วก็วางลงตรงหน้าของดิฉัน

 

“คราวนี้แกจะต้องไปกับฉัน” เธอพูดออกมาในสิ่งที่เกินความคาดหมาย

 

ดิฉันตัวสั่นเมื่อได้ยินมาดามครีตพูดเช่นนั้น

 

“อ้าว ครั้งนี้ช่วยจัดการให้อีกไม่ได้หรือคะ” ดิฉันปากคอสั่นถาม

 

“ไม่ได้ คราวนี้แกต้องไปกับฉัน”

 

“แล้วเนยเทียมนี่ล่ะคะ”

 

“กลับมาแล้วค่อยกินก็แล้วกัน จะเอาติดตัวไปด้วยไม่ได้ เข้าใจมั้ย”

 

มาดามครีตหยิบเสื้อผ้าที่รีดเอาไว้อย่างดีขึ้นมาวางบนแขนทั้งสองข้างที่ดิฉันยื่นออกไปรับแล้วเราสองคนก็เดินออกจากค่ายเพื่อนำเสื้อผ้าไปส่งให้เออร์มา

 

“พวกแกสองคนมาผิดเวลาแล้วรู้มั้ย” คนใช้ของเออร์มาพูดขึ้นด้วยความฉุนเฉียว

“ตอนนี้แม่สัตว์ร้ายกำลังคลุ้มคลั่งอยู่อย่างหนัก”

 

“จริงๆรึ ตายแล้ว เออร์มาต้องเฆี่ยนฉันตายแน่เลย” มาดามครีตครวญเสียงอ่อยๆ

 

“คงไม่เป็นไรมั้ง”ดิฉันพูดปลอบโยนมาดามครีตเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง

 

“คุณตัดเย็บเสื้อผ้าให้เธอทั้งคืนทั้งวันแต่ไม่ได้สิ่งใดตอบแทนนอกจากขนมปังแค่ชิ้นเดียวอย่างนี้ เธอคงจะเห็นใจและไกล้าทุบตีคุณเป็นแน่”

 

“นี่แกไม่รู้เลยรึ” ทั้งสองคนถามดิฉันเกือบจะพร้อมๆกัน

 

“เออร์มาเป็นโรคซาดิสต์ขั้นรุนแรงมาก”

 

ขณะนั้นก็มีเสียงร้องแสดงออกถึงความเจ็บปวดสลับกับเสียงเฆี่ยนตีดังลอดออกมาจากข้างในห้องของเออร์มา

 

“นั่นปะไร โรคซาดิสม์ของเธอกำเริบหนักอีกแล้ว”สาวใช้ของเออร์มาหันมาบอก

 

พวกเราคลานไปที่ข้างฝาคุกไม้เพื่อแอบดูสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องของเออร์มา เมื่อมองผ่านช่องเล็กๆของบานเกล็ดหน้าต่าง ก็สามารถแลเห็นภายในห้องเฉพาะบางส่วนเท่านั้น

 

เห็นในห้องทางด้านซ้ายมือมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังส่งเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บสวดเพราะฤทธิ์ของแส้ เออร์มากำลังเฆี่ยนตีเด็กสาวคนนี้อย่างโหดร้ายทารุณพร้อมกับสิ่งเสียงแหวคู่คำรามไปด้วย

 

เมื่อกวาดสายตาไปทางด้านตรงข้ามกับช่องตรงบานเกล็ดหน้าต่างก็เห็นมีเก้าอี้ยาววางอยู่ อีกครู่หนึ่งต่อมาภาพภายในห้องก็เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น

 

ดิฉันเห็นเออร์มาจิกผมของหญิงร่างเปลือยเปล่าคนหนึ่งแล้วลากตัวมาที่เก้าอี้ยาว เมื่อมาถึงตัวเองได้นั่งลงที่เก้าอี้ยาวตัวนั้นแต่มือยังไม่ยอมปล่อยผมของหญิงสาวและได้ดึงขึ้นจนหน้าหงาย

 

แล้วใช้แส้กระหน่ำตีที่สะโพกของหญิงสาวอย่างไม่ยั้งมือ เสร็จแล้วหญิงสาวก็ถูกกระชากตัวให้เข้ามานั่งคุกเข่าลงที่พื้นตรงเบื้องหน้าของเออร์มา

 

“เข้ามานี่ๆ”เออร์มาร้องตะโกนเสียงแหวไปทางมุมหนึ่งของห้องซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ เธอตะโกนซ้ำเป็นครั้งที่ 3

 

“บอกให้มานี่ แกจะมาหรือไม่มา” พร้อมกันนั้นก็ยกแส้ขึ้นกระหน่ำตีหญิงสาวที่ฟุบอยู่แทบเท้าจนนับครั้งไม่ถ้วน

 

 

ต่อมาดิฉันก็มองเห็นร่างของนักโทษชายคนหนึ่งเดินออกทาจากมุมห้อง เขาเป็นชายหนุ่มเชิ้อสายจอร์เจียน รูปร่างหล่อทิ่ฉันเคยรู้จักมาก่อน

 

ชายผู้นี้มีร่างสง่างามมากจนดิฉันแทบจะไม่เชื่อสายตาของตัวเอง เขาเป็นหนึ่งในหนุ่มรูปงามของชนเผ่าจอร์เจียนซึ่งขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นเผ่าที่มีความหล่อมาก

 

รูปร่างองเขาสูงมากจนศีรษะเกือบจะจรดเพดาน แม้ว่าเขาจะเผชิญกับการปฏิบัติที่โหดร้ายทารุณและต้องอดอาหารมานานแต่ร่างกายของเขาก็ไม่ได้ทรุดโทรมไปเท่าใดนัก

 

หน้าอกของเขายังมีกล้ามเป็นมัดราวกับนักกล้ามที่เข้าประกวดชายงาม แม้ใบหน้าของเขาดูจะมีรอยหมองคล้ำไปบ้างเพราะความวิตกกังวลแต่ลักษณะท่าทางของเขาก็ยังเก๋ไก๋มองดูแล้วไม่จืดตา

 

เรื่องราวของหนุ่มรูปงามชาวจอร์เจียนคนนี้ลือกันไปทั่วค่ายว่าเขาถูกส่งเข้ามาทำงานเป็นช่างซ่อมถนนในค่ายของนักโทษหญิง และได้พบรักกับนักโทษสาวชาวโปแลนด์คนหนึ่ง ซึ่งก็คือหญิงผู้ที่กำลังเปลือยกายคุกเข่าให้เออร์มาเฆี่ยนตีอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

 

ภาพที่เห็นอยู่ในห้องถึงจะไม่อธิบายพวกเราก็พอจะรู้ได้ว่า เออร์มาไปพบชายหนุ่มหุ่นงามชาวจอร์เจียนผู้นี้เข้าก็เลยคิดจะแย่งเขามาไว้เป็นทาสบำเรอความสุขทางเพศของตัวเอง ซึ่งการกระทำของเธอดูไม่ผิดอะไรกับนางพญาผู้ร่านสวาทในนิยายอิงประวัติศาสตร์

 

เธอให้คนไปนำตัวของหนุ่มคนนี้มาที่ห้องนอนของเธอเพื่อหวังที่จะได้มีความสุขทางเพศกับเขา แต่เขาเป็นชายหนุ่มที่หยิ่งในเกียรติมาก จิตใจของเขายังเข้มแข็งแม้ว่าจะถูกจับมากักขังอยู่ในคุกเป็นเวลานานก็ตาม

 

เขาไม่ได้แสดงอาการประหวั่นพรั่นพรึงต่อความโหดร้ายทารุณของเออร์มาแม้แต่น้อยและได้ปฏิเสธที่จะปรนเปรอสวาทให้แก่เธอโดยสิ้นเชิง

แต่เออร์มาผู้ไม่รู้จักอิ่มในกามกรีฑาก็ไม่ได้ลดละความพยายามได้เพียรที่จะบังคับให้เขากลายเป็นทาสปรนเปรอสวาทให้เธอจงได้ โดยการบังคับให้เขามายืนดูในขณะที่เธอมากำลังทรมานหญิงคนรักของเขา

 

ดิฉันเข้าใจว่าเมื่อผู้อ่านได้อ่านถึงตรงนี้แล้วหลายท่านคงคิดว่ามันเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นเกินกว่าที่จะเชื่อว่าเป็นความจริง

 

ขอได้โปรดเชื่อเถอะค่ะ ทุกถ้อยคำและกระบวนความที่เล่ามานี้เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น สามารถนำอดีตนักโทษในค่ายเบอร์เคเนาคนอื่นซึ่งเคยติดต่อกับเออร์มามาเป็นพยานยืนยังเรื่องนี้ได้ทุกเมื่อ

 

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พวกเราไม่สามารถแอบดูเหตุการณ์ในห้องนั้นได้ตลอด เพราะว่ามียามรักษาการณ์เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อนพวกเราจึงรีบออกมาจากฝาคุกแล้วทำทีเตร็ดเตร่อยู่เพื่อคอยเวลาที่เออร์มาแม่เทพธิดาผมสีทองจะเรียกให้เข้าพบ

 

ต่อมาไม่นานประตูห้องพักก็เปิดออก คนแรกที่เดินออกมาคือหนุ่มรูปงามคนนั้น จำได้ว่าตอนนั้นดวงตาและสีหน้าของเขามีแววแสดงออกถึงความโกรธเคืองอย่างเห็นได้ชัด

คนต่อไปที่ออกมาคือหญิงสาวชาวโปแลนด์คนนั้น เธออยู่ในสภาพที่บอบช้ำมาก ที่เรือนร่างอันเปลือยเปล่า ที่ใบหน้าและที่ทรวงอกของเธอ ล้วนมีรอยแผลที่เกิดจากถูกเฆี่ยนด้วยแส้ทั้งสิ้น แสดงว่านางซาดิสต์หน่วยเอสเอสได้เฆี่ยนตีเธอทั่วทั้งร่างกายเลยทีเดียว

 

ต่อมาเออร์มาก็สั่งให้พวกเราทั้งสองคนเข้าไปในห้อง ซึ่งพอเธอเห็นช่างเสื้อเท่านั้นก็ได้แสดงความลิงโลดออกมาจนนอกหน้า มือของเธอที่กำลังกลัดกระดุมเสื้อมีอาการสั่นอย่างเห็นได้ชัด เธอส่งเสียงหัวเราะขอบใจออกมาจนสั่งห้อง

 

“ไหนล่ะ ส่งผ้ามาให้ลองหน่อยซิ” เธอออกคำสั่ง

 

มาดามครีตรีบเดินเข้าไปส่งเสื้อชั้นในให้เธอลอง ส่วนดิฉันยืนถือเสื้อผ้าชุดอื่นรออยู่ในห้องใกล้เคียงและแอบมองดูด้วยหัวใจเต้นระทึกเพราะกลัวว่าจะถูกเรียกเข้าพบไปด้วย

 

ขณะที่เออร์มากำลังลองชุดชั้นในอยู่นั้น มันเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นมิใช่น้อย ดิฉันจองดูจนแทบตาไม่กระพริบ ในตอนที่ได้เห็นหน้าอกอันขาวผ่องและเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเธอ

 

ที่จริงก่อนหน้านั้นเธอสวมเสื้อชั้นในอยู่แต่พอตอนที่จะลองตัวใหม่ที่พวกเรานำมาก็ได้ถอดตัวเก่าทิ้งโยไม่แยแสต่อสายตาของพวกเรา คงเห็นว่าเป็นผู้หญิงด้วยกันจึงไม่ได้แสดงอาการอายหรือขวยเขินแม้แต่น้อย

 

ชุดชั้นในที่มาดามครีตนำมาให้ลองสวมใส่นี้ตัดเย็บได้เหมาะเจาะทุกอย่าง เสียอย่างเดียวตรงที่มีนคับตรงเนินหน้าอกไปหน่อย เธอจึงถอดมันออกมาแล้วฉีกขว้างใส่หน้ามาดามครีตพร้อมกับตะโกนว่า

 

“แกเอามันไปจัดการให้เรียบร้อยให้ทันพรุ่งนี้เช้า”

 

มาดามครีตตกใจจนตัวสั่น พูดตะกุกตะกักเหมือนกับคนติดอ่าง

 

“ดิฉันคง...มะ...ไม่...ไม่สามารถแก้เสร็จทัน...ทัน...นะ...ในวัน...พรุ่งนี้หรอกค่ะ เพราะที่คุกไม่มรไฟฟ้าใช้ในตอนกลางคืน”

 

พอได้ยินเช่นนั้น นางปีศาจเปลือยกายก็พุ่งตัวเข้าใส่ช่างเสื้อผู้เคราะห์ร้ายด้วยความโกรธสุดขีดแล้วใช้กำปั้นทุบทีอย่างรุนแรง

 

ดิฉันมองดูการกระทำของเออร์มาจนแทบไม่กล้าหายใจ พลางคิดว่าทำไมนะลักษณะความดุร้ายไม่ผิดอะไรกับสัตว์จึงสามารถเข้ามาสิงสู่อยู่ในเรือนร่างของหญิงงามคนนี้ได้

 

หลังจากลงมือซ้อมช่างเสื้อจนหนำใจแล้วเออร์มาก็หันกลับมาลองชุดอื่นๆเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อลองสวมเสื้อผ้าทุกชุดเสร็จแล้วก็ไปนอนแผ่อยู่บนม้ายาวทำท่าหาวนอน เหมือนกับจะแสดงให้คนใช้ที่น่าเบื่อหน่ายทั้งสองคนของเธอได้รู้ว่า

 

“พวกแกออกไปได้แล้ว”

 

พวกเราจากเออร์มามาในขณะที่เธอกำลังนอนอยู่บนม้ายาวตัวนั้น ร่างกายท่อนบนของเธอเปลือยเปล่าไม่ได้lสวมชุดชั้นใน ส่วนท่อนล่างสวมกางเกงในขลิบด้วยลูกไม้เพียงตัวเดียวเท่านั้น

 

กางเกงในขลิบลูกไม้สีดำตัวนั้นช่วยขับผิวของเธอให้ขาวผ่องเป็นนวลใยยิ่งขึ้น เธอเป็นคนไม่อ้วนนัก ไม่ผอมนัก มีรูปทรงสวยงามยิ่งนัก มีที่ติอยู่หน่อยก็ตรงที่หน้าอกที่ดูออกจะใหญ่โตมโหฬารมากไปหน่อย และที่น่องก็ออกจะเทอะทะไปบ้าง

 

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันได้เห็นเธอในขณะที่ไม่ได้สวมทอปบู๊ทของหน่วยเอสเอส  ดิฉันมีความสุขใจมากที่ได้มาล่วงรู้ความบกพร่องของความงามที่เธอภาคภูมิใจเป็นนักหนา

 

ดิฉันไม่ได้มีโอกาสได้พบกับหนุ่มรูปหล่อชาวจอร์เจียนคนนั้นอีกเลย เพราะเออร์มาแม่ทรชนคนสวยได้สั่งการให้นำตัวไปยิงทิ้งเสียแล้ว

 

ส่วนหญิงสาวชาวโปแลนด์คนนั้นหรือคะ ? พวกเรารู้มาจากปากคนใช้ของเออร์มาว่าได้ถูกส่งตัวไปเป็นโสเภณีในสำนักนางโลมประจำค่ายเอาส์ชวิตซ์หลังจากนั้นมาได้ไม่กี่วัน.

 

บทที่ 24 ในรถบรรทุกมรณะ

 

.ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาดิฉันได้พยายามทุกวิถีทางที่จะสืบเสาะค้นหาร่องรอยของสามี แต่ละครั้งที่มีรถขนย้ายนักโทษชายผ่านไปผ่ามาทางค่ายของพวกเรา ดิฉันก็จะรีบวิ่งไปชะเง้อดูที่รั้วลวดหนามด้วยความตื่นเต้าระทึกใจ

 

สายตาของดิฉันจ้องจับไปที่ผู้ถูกเนรเทศเพศชายทุกคนที่อยู่ในชุดแต่งการขาดๆด้วยความหวังว่าจะได้เห็นสามีอยู่ในกลุ่มของผู้ชายเหล่านั้นบ้าง

 

แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่พบร่องรอยของเขา ด้วยจิตใจที่รำลึกถึงเขาบวกกับความห่วงใยถึงกับได้ฝันเห็นเขาหลายครั้ง ในฝันครั้งหนึ่งเห็นเขาทำงานอยู่ในเหมืองแร่โดยยืนแช่อยู่ในน้ำลึกท่วมเข่า

 

อีกคืนหนึ่งก็ได้ฝันเห็นเขากำลังทุบหินอยู่ในเหมืองแร่ ในฝันดิฉันได้พยามตะโกนร้องเรียกเขานับเป็นร้อยๆครั้งแต่ไม่รู้ว่าเขาได้ยินหรือไม่ เพราะเห็นเขายังก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไปโยไม่หันมามอง

 

ขอให้ท่านผู้อ่านลองจินตนาการดูเถิดว่าดิฉันจะรู้สึกดีใจและปลื้มใจเพียงใดเมื่อจู่ๆในตอนปลายเดือนที่ 6แห่งการติดตามข่าวดิฉันได้รู้ข่าวจากสมาชิกขององค์การใต้ดินว่าสามีทำงานอยู่ในค่ายบูนา ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายของพวกเราไปประมาณ 25 ไมล์

 

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่าเขาทำงานเป็นศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลในค่ายแห่งนั้นซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยครบถ้วนกว่าในโรงพยาบาลของพวกเรามาก หลังจากที่ได้รับแจ้งข่าวนี้แล้วดิฉันเฝ้าแต่คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องไปพบกับเขาให้ได้แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรล่ะ?

 

ดิฉันคิดวางแผนอย่างนั้นอย่างนี้เป็นร้อยเป็นพันแผนและในที่สุดก็ตัดสินใจที่จะดำเนินตามแผนอย่างหนึ่ง คือในค่ายของเรามีคุกที่ใช้ควบคุมคนวิกลจริตอยู่ในคุกหนึ่ง

 

พวกผู้นำค่ายของพวกเรานี้ดูออกจะบ้าบอคอแตกเอาการอยู่ทีเดียว มีอย่างที่ไหนทีคนปกติกลับถูกจับส่งตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษแต่คนวิกลจริตกลับปล่อยให้มีชีวิตต่อไป

 

แต่เขาก็มีเหตุผลเหมือนกันที่กระทำเช่นนี้ คือที่เขาให้ความสนใจคนวิกลจริตก็เพราะต้องการนำคนเหล่านี้ไปให้นักวิชาการแพทย์ทดลองค้นคว้าในสิ่งที่เขาต้องการอยากจะรู้

 

ในสัปดาห์หนึ่งๆพวกคนวิกลจริตในค่ายของพวกเราได้ถูกนำตัวไปที่สถานีทดลองค้าคว้าที่ค่ายบูนาประมาณ 2-3 ครั้งและหลังจากเสร็จสิ้นการทดลองในแต่ละครั้งแล้วพวกวิกลจริตก็จะถูกนำกลับมายังค่ายเบอร์เคเนาอีก

 

ในการนำพวกวิกลจริตไปส่งที่ค่ายบูนานี้พวกเยอรมันจะใช้รถพยาบาลติดเครื่องหมายกาชาดซึ่งพวกเราเรียกรถชนิดนี้กันว่า”รถบรรทุกมรณะ” เพราะมันถูกใช้เป็นรถบรรทุกเหยื่อสังหารไปยังห้องรมก๊าซพิษด้วย

ในการนำตัวพวกวิกลจริตไปในแต่ละครั้งจะมีเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลติดตามไปด้วย 2-3 คน ดิฉันจึงคิดหาวิธีการที่จะปลอมตัวเป็นพยาบาลร่วมเดินทางไปกับพวกวิกลจริตด้วย แต่จะทำอย่างไรล่ะ?

 

แผนการนี้กระทำได้ด้วยความยากลำบากมากและก็เสี่ยงอันตรายอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะประการแรกนั้นดิฉันไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับคุกที่ขังคนวิกลจริตเลยและที่นั่นเขาก็มีพยาบาลประจำของเขาอยู่แล้ว :ซึ่งแต่ละคนก็เป็นที่รู้จักของบรรดาเจ้าที่หน่วยเอสเอสเป็นอย่างดี

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ดิฉันคงจะต้องเสี่ยงต่อการถูกจับได้ถ้าบังเอิญไปทำหน้าที่เป็นพยาบาลคนใดคนหนึ่งแทนพยาบาลเหล่านั้น ประการที่ 2 คนวิกลจริตที่ถูกนำตัวไปนั้นก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะได้กลับคืนมายังคุกอีก

 

เพราะเมื่อการทดลองค้นคว้ากระทำสำเร็จตามวัตถุประสงค์แล้ว คนวิกลจริตเหล่านั้นก็จะถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ ซึ่งพวกเจ้าที่โรงพยาบาลที่ไปกับคนวิกลจริตเหล่านั้นก็อาจถูกนำตัวไปสังหารพร้อมกันนั้นด้วย

 

แต่อันตรายเหล่านี้ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะมาทำให้ดิฉันเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ดิฉันจึงได้ตัดสินใจยอมเสี่ยงชีวิตพร้อมที่จะเผชิญกับมัน เพราะเท่าที่อยู่ในค่ายกักกันนี้ก็ไม่ใช่อยู่ด้วยการเสี่ยงชีวิตดอกหรือ?

 

ดิฉันสามารถติดต่อส่งจดหมายไปให้สามีได้สำเร็จโดยได้บอกไปในจดหมายว่าจะเดินทางไปพบกับเขาไม่วันใดก็วันหนึ่งในไม่ช้านี้

 

ต่อมาไม่นานก็ได้รับจดหมายตอบมา ซึ่งทางเขาได้แนะนำมาว่าดิฉันไม่ควรเสี่ยงชีวิตไปพบเขา พร้อมทั้งได้แจกแจงให้เห็นถึงอันตรายที่จะติดตามมา

 

อย่างไรก็ตามก็ได้เสนอแนะมาว่าถ้าดิฉันไม่สามารถเปลี่ยนใจได้ก็ควรจะไปติดต่อทำความตกลงกับหัวหน้าแพทย์ประจำคุกคนวิกลจริตเสียก่อนเขาอาจจะเห็นใจช่วยเหลือกก็ได้

 

ต่อมาดิฉันได้ติดต่อกับนายแพทย์ผู้นั้นและได้วางแผนร่วมกับเขาอยู่นานโดยดิฉันเสนอกับเขาว่าจะทำเป็นกลวิกลจริตเสียเองแต่เขาไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ และในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าดิฉันจะทำหน้าที่เป็นพยาบาลควบคุมคนวิกลจริตไปที่ค่ายบูนาในเที่ยวที่จะมาถึงนี้

 

.ในการเดินทางไปกับรถบรรทุกมรณะครั้งนี้มีพยาบาลร่วมเดินทางไปด้วย 2 คนทำหน้าที่ควบคุมดูแลพวกคนวิกลจริตจำนวน 7-8 คน พยาบาลทั้ง 2 คนนั่งรวมอยู่กับพวกวิกลจริต นอกจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสอีก 3 คน ทำหน้าที่ควบคุมการเดินทางไปด้วย

 

เมื่อนำคนวิกลจริตขึ้นรถบรรทุกมรณะเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็มาปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่งอยู่ข้างหน้าคู่กับคนขับ

 

ดิฉันไม่เคยลืมเหตุการณ์ของการเดินทางไปกับคนวิกลจริตครั้งนี้เลย คือในขณะที่นั่งไปในรถนั้นพวกวิกลจริตได้แสดงพฤติกรรมต่างๆจนดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด เช่น ทะเลาะเบาะแว้งทุบตีกัน ส่งเสียงร้องตะโกนโหวกเหวกไปตลอดทาง

 

ดิฉันกันเพื่อนพยาบาลพยายามเข้าไปห้ามปรามเพื่อให้เกิดความสงบแต่ก็ไม่เป็นผล พวกที่ไม่ทะเลาะกันก็หันมากอดจูบเราทั้งสองคนเมื่อเราต่อว่าต่อขานว่าไม่ให้ทำก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าแล้วยังแถมชี้หน้าด่าเราอย่างเสียๆหายๆอีกด้วย

 

ขณะที่รถล่านผ่านเมืองเอาส์ชวิตซ์ดิฉันมองผ่านช่องกระจกรถออกไป ก็ได้เห็นอีกโลกหนึ่งซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากโลกของค่ายกักกันอย่างสิ้นเชิง

 

ประชาชนในเมืองนี้ต่างมีอิสระ บ้างก็เดินอยู่ตามท้องถนน บ้างก็ยืนเข้าคิวรอขึ้นรถ บ้างก็เดินออกจากโบสถ์ บ้างก็กำลังเข้าไปซื้อของในร้าน

 

พวกแม่บ้านกำลังถือตะกร้าออกจ่ายตลาด ส่วนพวกเด็กๆก็เล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน ไม่มีใครใช้แส้หรือกระบองไล่ทุบตีกัน เสื้อผ้าที่แต่ละคนสวมใส่ก็ไม่มีเครื่องหมายสามเหลี่ยมติดไว้ที่หน้าอก มันไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีโลกเช่นนี้ นี่ดิฉันฝันไปหรือเปล่า?

 

รถยังแล่นต่อไป และเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอส 3 คนที่นั่งอยู่ข้างกับคนขับหันกลับมามองดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในรถอยู่บ่อยๆ เมื่อเห็นภาพต่างๆในรถกากันหัวเราะอย่างสนุกสนานครื้นเครง

 

ที่พวกเขาเฮฮาสนุกสานกันนั้นก็เพราะเห็นหญิงวิกลจริตคนหนึ่งรูปร่างผอมโซเหมือนโครงกระดูกเดินได้เล่นพิเรนทร์ใช้มือแยงแหย่เข้าไปในอวัยวะเพสของตัวเองเพื่อสำเร็จความใคร่หลายต่อครั้ง

 

หญิงวิกลจริตอีกหนึ่งก็ไม่เบา ได้ลงไปนอนจอดจูบลูบไล้และ”เล่นเพื่อนกัน”อย่างเมามันอยู่ที่พื้นรถ  ส่วนอีกคนเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาคณิตศาสตร์ก็ได้แสดงความบ้าออกมาอีกแบบหนึ่ง

 

โดยวางท่าทางเหมือนกับว่าอยู่ในห้องบรรยายในมหาวิทยาลัยคุยฟุ้งอยู่คนเดียวว่าปัญหาสงครามที่เกิดขึ้นอยู่นี้จะต้องแก้ด้วยการอาศัยวิชาคณิตศาสตร์

 

ว่าแล้วก็ตั้งสมการโดยสมมุติ X เท่ากับนายเชอร์ชิลนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ Y  เท่ากับประธานาธิบดีรูสเวลท์แห่งสหรัฐอเมริก Z เท่ากับนายสตาลินผู้นำของสหภาพโซเวียต และ V เท่ากับฮิตเลอร์ผู้นำของเยอรมัน

 

ในขณะที่ท่านศาสตราจารย์หญิงกำลังแก้ปัญหาสงครามด้วยการเข้าสมการอยู่นั้น พวกผู้หญิงวิกลจริตอีกพวกหนึ่งก็แหกปากร้องเอะอะโวยวายจนฟังไม่ได้ศัพท์ ถ้าหากดิฉันอยู่ในรถนานกว่านี้อีก 2-3 วันก็คงจะบ้าตามไปด้วยแน่ๆ

 

ในที่สุดรถบรรทุกมรณะก็เกดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางคือค่ายบูนา พวกบุรุษพยาบาลที่นั่นได้พากันมาช่วยพวกเรานำคนวิกลจริตลงจากรถแล้วนำตัวเข้าไปในโรงพยาบาล

 

พวกเราเดินตามพวกหญิงวิกลจริตไปถึงแผนกศัลยกรรมของโรงพยาบาลและที่ตรงนี้เองที่ดิฉันได้เผชิญหน้ากับสามี

 

ทันที่ที่เขาเหลือบมาเห็นดิฉันหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงไปอย่างเห็นได้ชัด ส่วนตัวดิฉันเองก็งงงันจนพูดอะไรไม่ออก

 

 เขาดูเป็นคนอ่อนแอร่างกายทรุดโทรมและแก่ลงไปกว่าเดิมมาก  ผมของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทา เขาสวมเสื้อคลุมแพทย์สีขาวแต่เมื่อก้มลงมองไปด้านล่างก็เห็นเขาสวมชุดนักโทษ  เราไม่ได้กล่าวทักทายกันเพราะเกรงว่าพวกยามหน่วยเอสเอสจะเกิดความสงสัย

 

พวกหญิงวิกลจริตที่พวกเราพามานั้นดุถูกนำตัวเข้าไปในห้องทดลองแล้วถูกฉีดด้วยยาที่ผลิตขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีผลทำให้เกิดอาการช็อกในระบบประสาท

 

การทดลองครั้งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดของนายแพทย์เยอรมันผู้หนึ่งซึ่งจะบันทึกเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองไว้เป็นอย่างดี

 

ในขณะที่การทดลองพวกวิกลจริตยังดำเนินอยู่นั้น เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอส 3 คนที่มากับพวกเรา ได้เลี่ยงเข้าไปหาอะไรมารับประทานในสำนักงานของผู้อำนวยการโรงพยาบาล

 

ดิฉันจึงฉวยโอกาสตอนนี้ไปพบกับสามีในห้องผ่าตัดในท่ามกลางเครื่องมือทางการแพทย์และในบรรยากาศที่เหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นยาสลบ ซึ่งเมื่อเทียบเทียบกันแล้วอุปกรณ์การแพทย์ที่ที่ดีกว่าของพวกเราที่ค่ายเบอร์เคเนามากจนแทบจะเทียบกันไม่ได้เลย

 

เราสองคนต่างรู้สึกตื่นตันใจที่ได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เกิดความว้าวุ่นใจจนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอะไรก่อน เพราะหลังจากที่เราได้พบกันในครั้งก่อนแล้วนั้นอะไรเกิดขึ้นกับเราอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน

 

อีกอย่างหนึ่งนั้นจิตใจของเราก็เต็มตื้นไปด้วยความเศร้าโศกจนพูดอะไรไม่ออก แม้แต่ชื่อของบุตรชาย 2 คนของเรา ชื่อบิดามารดาของดิฉันและชื่อเพื่อนๆของเราอีกมากมายที่ได้ถูกสังหารไปแล้วนั้น ก็ติดอยู่แค่ริมฝีมากเท่านั้น เราไม่ได้เอ่ยชื่อของคนเหล่านั้นแม้แต่คนเดียว

 

เขาเป็นคนเริ่มต้นพูดขึ้นมาก่อน ด้วยการใช้คำพูดที่แสดงออกถึงความสุขุมเยือกเย็นเพียงไม่กี่ประโยค โยเขาได้เล่าถึงชีวิตและความสุขที่เขาได้รับจากการที่ได้ช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ยากของนักโทษเป็นจำนวนมากมาย ซึ่งในแต่ละวันเขาจะขลุกอยู่ที่โต๊ะผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น

 

เขาพยายามปลอบโยนดิฉันไม่ให้ท้อแท้ใจ โดยบอกว่างานที่พวกเราทำอยู่นี้เป็นงานที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น พวกเราจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อพิสูจน์สิ่งที่พวกเราได้พบเห็นมาและจะทำอย่างนี้จนหาชีวิตจะหาไม่

 

และในที่สุดเขาได้ขอร้องไม่ให้ดิฉันเสี่ยงชีวิตมาพบกับเขาที่ค่ายบูนาอีกเพราะว่าจะไม่มีการนำคนวิกลจริตมาทดลองค้นคว้าอีกต่อไปแล้วซึ่งดิฉันได้รู้มาในภายหลังว่าการนำคนวิกลจริตไปค่ายบูนาในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงตามที่สามีบอก

 

เวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกันผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก พวกคนวิกลจริตถูกนำตัวออกจากห้องทดลองมาขึ้นรถบรรทุกมรณะด้วยอาการอ่อนเพลียจากการถูกทดลองหลายครั้ง แล้วดิฉันก็ได้อำลาสามีมาขึ้นรถ

 

เมื่อขึ้นมานั่งบนรถบรรทุกมรณะนั้นแล้วก็ได้หันกลับไปมองที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ก็เห็นสามีมายืนส่งอยู่ที่ประตูโรงพยาบาลด้วยใบหน้าหมองคล้ำเต็มไปด้วยความวิตกกังวล นั่นคือภาพสุดท้ายของเขาที่ดิฉันยังจดจำได้

 

หลังจากวันนั้นมาดิฉันได้รู้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจากนักโทษคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินของฝรั่งเศส

 

เขาผู้นี้บอกว่า ค่ายบูนาได้ถูกอพยพโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นและพวกนักโทษในค่ายได้ถูกบังคับให้เดินทางไกลไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ด้วย

 

ในขณะที่พวกนักโทษกำลังเดินกันอยู่นั้นก็มีนักโทษชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเหน็ดเหนื่อยมากจนถึงกับเป็นล้มล้มลง สามีของดิฉันเห็นเช่นนั้นก็ได้ก้มตัวลงไปประคองและเตรียมจะฉีดยาบำรุงเพื่อให้มีเรี่ยวแรงเดินทางต่อไป ซึ่งเขาได้ตัดสินใจทำเช่นนี้ทั้งๆที่รู้ดีว่ามันเป็นการละเมิดคำสั่งของพวกเยอรมัน

 

ทันใดนั้นเองยามหน่วยเอสเอสคนหนึ่งเห็นเข้าจึงใช้ปืนพกยิงสามีของดิฉันและนักโทษฝรั่งเศสคนนั้นฟุบลงไปนอนสิ้นใจตายอย่างสงบอยู่ที่พื้นดิน

 

ดิฉันฟังคำบอกเล่านี้ด้วยน้ำตานองหน้า ใจหนึ่งก็รู้สึกเสียใจและอาลัยอาวรณ์ที่เขามาด่วนจากไปโดยที่ดิฉันไม่มีโอกาสได้ช่วยเหลืออะไรได้เลย

 

แต่อีกใจหนึ่งนั้นก็รู้สึกปลงตกว่า เขาหมดเวรหมดกรรมไปแล้ว ไม่ต้องมาทนทุกข์ยากลำบากอยู่กับความโหดร้ายของพวกนาซีอีกต่อไป.


 

บทที่ 25 นาทีวิกฤต

 

ในเช้าวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1944 กองกำลังทหารของหน่วยเอสเอสส่วนหนึ่งได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลและช่วยกันขนเครื่องมือแพทย์ที่ยังใช้การได้ดีไปขึ้นรถบรรทุก

 

ในเวลาเที่ยงคืนของวันเดียวกันนี้ทหารของหน่วยเอสเอสอีกกลุ่มหนึ่งก็มาที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง และได้ออกคำสั่งให้พวกเรารวบรวมทะเบียนประวัติคนไข้เสร็จแล้วพวกเขาก็เดินตรงไปที่”ที่ทำการฝ่ายการเมือง”ประจำค่ายในทันที

 

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเอกสารทั้งหมดก็ถูกนำไปกองไว้ที่ที่ทำการฝ่ายการเมืองนั้น เอกสารเหล่นี้วางกองสุมกันอยู่บนพื้นสูงท่วมหัวแล้วเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนหนึ่งก็ได้จุดไฟเผา

 

ราชินีประจำค่ายได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและแจ้งให้ทุกคนรู้ว่าจะมีการอพยพโยกย้ายไปจากค่าให้นักโทษทุกคนรวบรวมเสื้อผ้าเพื่อเตรียมไว้บรรเทาในขณะเดินทาง

 

ตามข่าวที่ราชินีประจำค่ายรู้มานั้นพวกเราต้องเดินทางไปอยู่ในดินแดนของประเทศเยอรมัน อย่างไรก็ดีราชินีประจำค่ายได้กล่าวด้วยท่าทางเศร้าๆว่า แผนการนี้อาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมะสม พวกเยอรมันอาจตัดสินใจทำอย่างอื่นกับชะตาชีวิตของพวกเราก็ได้ แต่สำหรับนักโทษที่ป่วยนั้นก็เป็นที่แน่นอนว่าพวกเยอรมันจะให้อยู่ในค่ายต่อไป

 

การกระทำของพวกเยอรมันในครั้งนี้ ถึงจะไม่บอกพวกเราทุกคนก็รู้อย่างปราศจากความสงสัยว่าพวกเยอรมันมีแผนที่จะกำจัดคนไข้ก่อนที่กองทหารรัสเซียซึ่งอยู่ไม่ไกลจากนี้จะเข้ายึดครอง

 

สำหรับพวกเราในขณะนี้มีทางเลือกอยู่ 2 อย่าง คือ อย่างหนึ่งหลบซ่อนอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งในค่ายและรอการปลดปล่อย  sหรือย่างที่ 2 เดินทางไปพร้อมกับนักโทษอื่นๆแล้วหาทางหลบหนีในขณะเดินทางซึ่งมันก็เสี่ยงทั้ง 2 ทาง เพราะถึงพวกเราจะเดินทางไปจนถึงดินแดนของเยอรมันแต่ในที่สุดก็ต้องตายอยู่ดี

 

ข่าวที่ว่าจะมีการอพยพค่ายนี้ได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว นักโทษทั้งหลายต่างพากันอาออกันอยู่ใกล้รั้วลวดหนามที่กั้นค่ายนักโทษหญิงและนักโทษชายเอาไว้

 

นักโทษหญิงชายที่เป็นสามีภรรยาคนรักเพื่อนฯลฯต่างกล่าวคำอำลากันด้วยความเศร้าท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงม เพราะทกคนต่างไม่รู้ว่าในอนาคตจะได้พบกันอีกหรือไม่

 

ทุกคนตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวายใจ บ้างก็ตะโกนข้ามรั้วลวดหนามบอกที่อยู่ ที่นัดพบกันหลังสงครามสิ้นสุดลง พวกเยอรมันไม่ยอมให้มีการจดทันทึกข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นพวกนักโทษจึงต้องพยายามจดจำถ้อยคำต่างๆในวันนั้นไว้อย่างสุดความสามารถ

 

มีข่าวกระเซ็นกระสายออกมาเป็นระลอกๆ บ้างก็ว่าพวกเราจะถูกนำไปสังหารในระหว่างการเดินทาง บ้างก็ว่าพวกรัสเซียจะเดินทางมาถึงภายในเวลา 2-3 ชั่วโมงที่จะถึงนี้ ดังนั้นก็ควรรอคอยทหารรัสเซียอยู่ที่นี่ไม่ควรเดินทางไปกับพวกเยอรมัน

 

ในโรงพยาบาลก็เกิดการสับสนอลหม่าน พวกคนไข้เกิดความตื่นตระหนก ผู้ที่พอจะมีกำลังเหลืออยู่บ้างก็ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อมาขอเสื้อผ้าของตนคืนซึ่งพวกเราก็ได้แจกคืนให้เท่าที่มีอยู่ แต่ก็ให้ได้เพียงไม่กี่คน พวกเราคงปฏิบัติตามคำสั่งโยให้การดูแลรักษาคนไข้อยู่ต่อไป

 

ในกลุ่มของพวกเรามีความเห็นที่แตกแยกกัน บางคนตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในกุล่มนี้มีแพทย์หญิงชาวอิตาเลียนชื่อมารีน เนตตีรวมอยู่ด้วย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าตนเองไม่แข็งแรงพอที่จะเดินทางไกลไปกับพวกเยอรมันได้

 

แต่สำหรับพวกคนป่วยนั้นต่างมีใจเป็นหนึ่งเดียวว่าถึงอย่างไรก็ต้อไปกับพวกเยอรมันให้ได้ ผู้ที่ไม่มีเสื้อผ้าก็เอาผ้าห่มมาพันกาย แต่ไม่มีผู้ป่วยคนใดเลยที่มีรองเท้าและถุงเท้า

 

ทุกคนจึงตรงเข้าไปยื้อแย่งรองเท้าไม้ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่สิบคู่ที่พวกเยอรมันให้ไว้ใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งปกติแล้วรองเท้าคู่หนึ่งๆจะเอาไว้สำหรับนักโทษจำนวน 20 คนได้ใช้ร่วมกันในเวลาจะไปห้องสุขาเท่านั้น

 

ในตอนเช้าพวกเยอรมันเรียกนักโทษทั้งหมดไปเข้าแถวที่ถนนใหญ่ที่ตัดผ่านตรงกึ่งกลางของค่าย ต้องไปยืนเข้าแถวคอยอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมงทั้งๆที่อากาศหนาวเหน็บจนจับขั้วหัวใจ หลังจากนั้นนักโทษก็ถูกปล่อยให้กลับเข้าไปอยู่ในคุกตามเดิม

ในตอนบ่ายผู้บัญชาการค่ายคนใหม่ก็เดินทางมาถึงพร้อมด้วยคณะผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ทันทีที่มาถึงก็มีการโหมการคัดเลือกคนไข้ทั้งหมดทั้งที่ป่วยจริงและที่เพียงสุขภาพร่างกายอ่อนแอ แล้วก็ให้คนไข้เหล่านั้นกลับเข้าคุกเช่นเดิม

 

คนไข้บางคนได้พยายามจะหลบหนีเข้าไปอยู่ในกลุ่มของผู้เดินทางออกจากค่าย เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสผู้ไร้ความเมตตาได้ใช้ไม้กระบองไล่ตีและใช้ปืนพกยิงขู่ กวาดต้อนคนไข้เหล่านั้นกลับเขาคุกของตนๆ

 

ขณะที่พวกเราเข้าแถวอยู่นั้นดิฉันได้ปลีกตัวออกจากแถวไปเดินดูภายในโรงพยาบาลเป็นครั้งสุดท้าย ปรากฏว่าขณะนั้นภายในโรงพยาบาลไม่มีระเบียบวินัยใดๆเหลืออยู่เลย

 

คนไข้เกือบทั้งหมดลงจากเตียงมารวมกันอยู่รอบๆเตาไฟที่กลางห้อง บ้างก็เข้าไปในห้องของหัวหน้าคุก รวมรวมอาหารที่พบในห้องนั้นมาทอดเป็นขนมพลาสกีกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

 

ก่อนที่ดิฉันจะกลับมาเข้าแถวอีกครั้งหนึ่งนั้นดิฉันได้ฉีดยาระงับความเจ็บปวดให้กับผู้ที่กำลังป่วยหนักคนหนึ่ง พอถึงตอนนี้ดิฉันชักเกิดความลังเลใจว่า จะอยู่หรือจะไปดีนะ เพื่อนๆก็มาเรียกให้ดิฉันรีบไปเข้าแถว ส่วนผู้ที่ต้องการอยู่ในค่ายต่อไปก็มาเรียกให้อยู่กับพวกเขา

 

เมื่อกลับเข้าแถวอีกครั้งหนึ่งดิฉันมองไปอีกฟากหนึ่งของรั้งลวดหนามก็เห็นแถวอันยาวเหยียดของนักโทษชายกำลังเตรียมตัวเดินทางเช่นเดียวกัน

 

และเมื่อมองสำรวจไปทั่วบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลของค่ายเบอร์เคเนาก็เห็นเปลวไฟกำลังลุกโชติช่วงไหม้กองกระดาษอยู่ที่หน้าค่ายดี. ค่ายซี.และค่ายบี.

 

แน่นอนว่าพวกเยอรมันกำลังทำลายหลักฐานการประกอบอาชญากรรมของพวกตนเพราะไม่ต้องการให้เหลือร่องรอยไว้ให้ตกไปถึงมือของทหารรัสเซีย

 

อีกไม่กี่นาทีต่อมานักโทษหญิงคนหนึ่งก็ละล่ำละลักพูดขึ้นว่า

 

“เร็วๆเข้าเดี๋ยวไม่ทันพวกผู้ชายนะ”

 

ประตูค่ายได้ถูกเปิดออกแล้วกองทหารหน่วยเอสเอสกรูกันออกไปจ่ายค่าย ติดตามด้วยนักโทษกลุ่มหนึ่ง พวกเรารีบวิ่งไปคว้าสิ่งของที่เตรียมไว้สำหรับเดินทาง

 

ดิฉันได้ฉุกคิดขึ้นมาในทันทีว่ายังไม่มีอาหารเพราะหากจะต้องเดินทางไกลกันเป็นเวลานานหลายวันพวกเราอาจหิวตายไปก็ได้

 

“เดี๋ยวก่อนๆ”ดิฉันตะโกนไล่หลังของเพื่อนๆที่กำลังวิ่งไปเอาห่อสิ่งของ

 

“พวกเรายังไปไม่ได้ ไม่รู้หรือว่าพวกเราไม่มีอาหารเป็นเสบียงในการเดินทาง มาช่วยกันพังประตูคลังเก็บของกันก่อน”

 

ดิฉันจำไม่ได้ว่าเสียงที่ตะโกนออกไปนั้นดังขนาดไหน แต่มันก็ทำให้เพื่อนๆหลายคนชุดชะงักแล้วดิฉันก็ตะโกนซ้ำอีกครั้ง จากนั้นพวกเราก็คว้าพลั่วและอุปกรณ์ต่างๆที่พวกกรรมกรทิ้งไว้ตรงไปที่คลังเก็บของ

 

ในขณะเดียวกันนั้นก็มียามรักษาการณ์หน่วยเอสเอส 2 คนขี่จักรยานผ่านมาแต่เราก็ไม่ได้ให้ความสนใจยังคงช่วยกันพังประตูคลังเก็บของต่อไปและได้ขนมปังมาตามที่ต้องการ

 

พอถึงตอนนี้พวกเรามีความกล้าพอที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้แล้ว ยิ่งมาเห็นผลสำเร็จจากการทำลายประตูคลังเก็บของก็ยิ่งมีกำลังใจมากยิ่งขึ้นว่าสามารถทำลายสิ่งของของผู้ที่เคยกดขี่ข่มเหงพวกเราได้สำเร็จ

 

“ขอให้ค่ายนรกจงพินาศๆ” พวกเราตะโกนร้องพร้อมกัน

 

“ขอให้ค่ายนรกจงพินาศ เสรีภาพจงเจริญๆ”

 

ภาพที่เห็นอยู่นั้นเป็นภาพที่ดิฉันและเพื่อนนักโทษเคยใฝ่ฝันอยากจะเห็นกันมานานแล้ว และก็ได้เห็นสมใจนึก ยิ่งนึกถึงตอนที่เคยทุกข์ทรมานจากความหิวโหยมาไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนครั้ง ก็ยิ่งมีใจฮึกเหิมอยากจะทำอะไรที่มันสะใจมากยิ่งขึ้น

 

“เมื่อกองทัพรัสเซียบุกเข้ามาใกล้กว่านี้อีกหน่อย พวกเราก็จะช่วยกันปล้นคลังเก็บขนมปังกันอีก จริงไหมพวกเธอ” ดิฉันตะโกนบอกเพื่อนๆ

 

“เยี่ยมไปเลย” พวกเพื่อนๆตะโกนตอบพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะครืนเครงด้วยความพอใจ

 

เมื่อพวกเรามีเสบียงเพียงพอแล้วดิฉันก็รีบวิ่งกลับไปที่คุกเพื่อจัดการเรื่องส่วนตัวของตัวเองได้รวบรวมสิ่งของลงกล่อง ส่วนผ้าห่มก็ม้วนกลมๆมัดหัวท้ายเหมือนกับเป้ทหาร

 

ในขณะนั้นดิฉันมีอารมณ์เหมือนคนบ้าคลั่ง รู้สึกเหมือนแก้มสองข้างของตัวเองร้อนผ่าว คิดแต่ว่าบัดนี้ศัตรูใกล้จะพินาศแล้วและดิฉันเองได้เป็นผู้เปิดฉากแรกเพื่อนำไปสู่การปลดปล่อยมวลนักโทษ ซึ่งได้รับการกดขี่ข่มเหงถูกสังหารชีวิตไปจนเหลือที่จะนับ

 

พวกเราวิ่งกรูไปทางประตูค่าย ตรงจุดนั้นได้ยินเสียงระเบิดอังแว่วๆมาแต่ไกล นั่นคงเป็นเสียงปืนใหญ่กระกระมัง?

 

“ไชโยๆ”เสียงโห่ร้องดังขึ้นกึกก้อง

 

มียามรักษาการณ์ 3 คนยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูด้านหน้า ก่อนที่จะปล่อยให้พวกเราออกไปพวกยามเหล่านี้ก็ใช้ไฟฉายส่องหน้าพวกเราทีละคน เป็นการคัดเลือกตัวอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่พวกยามเห็นว่าแกเกินไปหรืออ่อนแอจนเกินไปก็จะถูกผลักดันให้กลับเข้าไปอยู่ในค่ายตามเดิม

 

เมื่อออกไปอยู่นอกค่ายกันแล้วพวกเราก็ไปเข้าแถวเรียงห้าเหมือนเคยที่ทำมา แต่ครั้งนี้ต้องยืนรอนานถึง 2 ชั่วโมงกว่าจะพร้อมกัน เพราะขบวนที่จะเดินทางไปครั้งนี้มีนักโทษหญิงถึง 6,000 คน

 

ต่อมาเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็เปิดประตูค่ายทุกด้านออก เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว คำสั่งเคลื่อนขบวนก็ดังขึ้น แล้วขบวนของพวกเราก็เริ่มออกเดินทาง

 

เป็นไปได้หรือนี่ที่พวกเราสามารถออกจากค่ายเบอร์เคเนาได้ทั้งๆที่ยังมีลมหายใจอยู่?

 

หลังจากเดินทางไปได้สักระยะหนึ่งก็ถึงทางทางโค้ง พวกเราต่างเหลียวหลังกลับไปมองค่ายเบอร์เคเนาค่ายนรกที่พวกเราเคยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเป็นครั้งสุดท้าย

 

ดิฉันหวนนึกถึงเย็นวันที่เดินทางมาถึงค่ายในท่ามกลางคนที่ดิฉันรัก คือ สามี บุตร 2 คน และบิดามารดา ค่ำวันนั้นทั่วทั้งค่ายสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

 

 แต่มาบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในค่ายตกอยู่ในความมดมิด มีเพียงแสงสลัวๆของไฟที่กรุ่นจากการเผาเอกสารหลักฐานการทำลายล้างมนุษยชาติเท่านั้นที่ช่วยทำให้เราสามารถมองเห็นเงาตะคุ่มๆของคุกแดนต่างๆและแนวรั้วลวดหนามได้บ้าง

 

ในช่วงนี้ดิฉันคิดถึงบิดามารดาบุตรและสามีมากเหลือเกิน ความเศร้าโศกและตรอมใจที่ไม่เคยห่างหายไปจากดวงใจมันยิ่งโถมทับเข้ามาในใจอย่างท่วมท้น

 

ดิฉันมีหน้าที่ที่จะต้องแก้แค้นแทนพวกเขาให้จงได้ และการที่จะแก้แค้นได้นั้นอันดับแรกดิฉันต้องได้รับเสรีภาพเสียก่อน ซึ่งเมื่อมีโอกาสเมื่อใดดิฉันจะต้องหลบหนีไปให้ได้

 

ทันใดนั้นเองพวกเราก็ได้ยินเสียงกัมปนาทราวกับแผ่นดินไหวเริ่มดังขึ้น นั่นเป็นเสียงปืนใหญ่ที่ยิงปะทะกันอยู่ไม่ไกลจากป่าแห่งนี้เท่าใดนัก

 

แสดงว่ากองกำลังทหารรัสเซียฝ่ายสัมพันธมิตรของพวกเราได้เคลื่อนทัพเข้ามาใกล้จนมีระยะห่างกันเพียงแค่วิถีกระสุนปืนใหญ่เท่านั้นเอง

 

เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสสั่งให้พวกเราเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น ขณะที่พวกเราเดินห่างออกไปนั้นแสงไฟจากค่ายนรกก็ค่อยๆสลัวดำมืดลงทีละน้อยๆ

 

บัดนี้ค่ายเบอร์เคเนาโรงงงานทำลายล้างมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ก็ได้เริ่มเล็กลงๆจนกระทั่งหายลับไปจากสายตาในที่สุด.

 

บทที่ 26 กว่าจะได้เสรีภาพ

 

ทหารหน่วยเอสเอสเดินประกบพวกเราทั้งสองข้างไปตามถนนเอาส์ชวิตซ์ คืนนั้นอากาศหนาวเย็นมีหิมะตกมาก ความหนาวเหน็บมีมากจนชุดขาดๆของพวกเราไม่สามารถให้ความอบอุ่นได้

 

เสียงปืนใหญ่ที่ดังแว่วอยู่ในระไกลก็ค่อยๆได้ยินดังชัดเจนยิ่งขึ้น เสียงของมันดังกึกก้องใกล้เข้ามาและมีระยะถี่ขึ้นๆ ลำแสงของขีปนาวุธที่ยิงเข้าหากันมองเห็นเป็นประกายวูบวาบจับท้องฟ้าเป็นระยะๆ

 

นั่นแสดงว่ากองทัพรัสเซียกำลังทำการโจมตีกองทหารเยอรมันอย่างหนัก เสียงประสานกันของปืนใหญ่ที่ดังอยู่ในระยะไกล เป็นราวกับเสียงดนตรีขับกล่อมการอำลาค่ายนรกของพวกเราได้เป็นอย่างดี

 

พวกเยอรมันบังคับให้พวกเราเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นอีก ทหารหน่วยเอสเอสที่คุมมาต่างก็แสดงอาการตื่นตระหนกไปตามๆกัน ได้ใช้แส้เฆี่ยนตีพวกเราให้วิ่ง จนกระทั่งพวกเราเหนื่อยหอบและเหงื่อเปียกชุ่มเสื้อผ้าจนลืมความหนาวเหน็บไปได้ขั่วขณะ

 

ส่วนพวกสุนัขก็ดูเหมือนจะรู้ว่านายของพวกมันกำลังตกอยู่ในอันตราย ได้แสดงความดุร้ายมากขึ้นเป็นทวีคูณ มันต่างแยกเขี้ยวส่งเสียงคู่คำรามพร้อมที่จะเล่นงานนักโทษคนใดก็ตามที่แตกแถวออกไป

 

ค่ายเอาส์ชวิตซ์ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีแสงไฟฟ้าส่องสว่างไสวบัดนี้ได้ตกอยู่ในความมืด เมื่อ 2-3 ชั่วโมงก่อนหน้านี้พวกเราเคยตั้งตาคอยการเดินทางครั้งนี้ด้วยความกระวนกระวายและขณะนี้ก็ได้เดินทางมาแล้วทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะถูกนำไปที่ไหนแบะทั้งไม่รู้ด้วยว่าพวกนาซีจะเล่นเกมอะไรอีกก่อนที่พวกเราจะได้รับอิสรภาพ

 

ถึงแม้ว่าจะมีประสบการณ์อยู่กับพวกเยอรมันมาหลายเดือนแต่พวกเราก็เดาไม่ถูกว่าความโหดร้ายอะไรบ้างกำลังรอคอยพวกเราอยู่ข้างหน้า

 

นักโทษหญิง 6,000 คนเดินเป็นทิวแถวไปตามถนนในย่านชนบทที่กำลังปกคลุมไปด้วยหิมะ เกือบทุกอย่างก้าวของพวกเราได้พบซากศพที่หิมะปกคลุมอยู่ไม่มิดศีรษะยังโผล่ขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน

 

นั่นแสดงว่าได้มีทักโทษกลุ่มอื่นอพยพไปก่อนหน้านี้แล้ว พอเห็นศพเหล่านี้พวกเราก็พอจะอนุมานได้ว่าเป็นศพของพวกนักโทษที่ถูกสังหารเพราะเคยเห็นพวกทหารหน่วยเอสเอสสังหารนักโทษโดยปราศจากเหตุผลนี้มานักต่อนักแล้ว

 

ในคืนแรกของการเดินทางดิฉันสังเกตเห็นว่ามีเพื่อนนักโทษจำนวนไม่น้อยเมื่อยล้าหมดแรงเดินไม่ไหวออกจากแถวไปอยู่ตามมุมถนน แล้วขอขึ้นรถม้าคันหนึ่งที่ทหารหน่วยเอสเอสขับตามหลังขบวนเดินเท้าของพวกเรามา

 

ดิฉันคิดในใจว่านักโทษเหล่านั้นช่างฉลาดเฉียบแหลมอะไรอย่างนั้น จึงอยากคิดจะทำเช่นนั้นบ้างเพื่อจะได้ช่วยประหยัดแรงเอาไว้ ได้คอยจับตามองดูรถม้าคันนั้นที่ขับรับนักโทษตามรายทางมาอย่างช้าๆ

แต่พอมันเข้ามาใกล้ก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่านักโทษที่นั่งอยู่บนรถเหล่านั้นไม่ใช่พวกเดิมที่นั่งอยู่ในครั้งแรกเสียแล้ว คงจะมีอะไรเกิดขึ้นกับนักโทษอีกแล้วละสิดิฉันคิด

 

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนแพทย์คนหนึ่งได้ช่วยให้ดิฉันเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้น เพื่อนแพทย์คนนี้ชื่อแพทย์หญิงโรสซาเป็นหญิงวัยสูงอายุจากประเทศเชโกสโลวะเกีย เดินมาได้ไม่นานก็หมดแรงไปตามวัย

 

เมื่อดิฉันเห็นเช่นนั้นก็ได้เข้าไปช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เธอยังเดินรั้งท้ายขบวนอยู่ตลอดเวลาและเธอขอร้องให้ดิฉันปล่อยให้เธอเดินอยู่ตามลำพัง แต่ด้วยความสงสารดิฉันจึงบอกไปว่าจะช่วยประคองเธอไปจนถึงที่สุดแต่เธอก็ยังไม่ยอมอยู่ดี

 

เมื่อถูกขอร้องมากๆดิฉันเลยทิ้งเธอแล้วเดินจากมาทั้งๆที่วิตกเหมือนกันว่าการปล่อยเธอไว้เช่นนั้นไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่ก็ไม่ได้คิดเยว่าเธอจะต้องถึงกับเสียชีวิต

 

และเมื่อดิฉันหันหลังกลับไม่มองอีกครั้งหนึ่งก็เห็นทหารหน่วยเอสเอส 5 คนเดินตามหลังขบวนมาอย่างกระชั้นชิด ทหารหน่วยเอสเอสคนหนึ่งได้ยกมือขวายื่นไปทางแพทย์หญิงโรสซาซึ่งกำลังยืนอยู่กลางถนน

 

แพทย์หญิงโรสซาเห็นท่าทางของทหารคนนั้นก็รู้อย่างแน่ขัดว่าอะไรจะเกิดขึ้น มองเห็นเธอยกมือขึ้นป้องหน้าด้วยความกลัวอย่างสุดขีด มีเสียงปืนระเบิดขึ้นหนึ่งนัด พร้อมกับร่างของแพทย์หญิงโรสซาล้มลงขาดใจตายอยู่กลางถนนนั่นเอง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้ดิฉันพอจะเข้าใจถึงชะตากรรมของผ็ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเดินตามหลังและของผู้ที่ถูกนำตัวขึ้นรถม้าคันนั้นมาได้เป็นอย่างดี

 

กับทั้งยังพอเข้าใจด้วยว่าทำไมถึงมีซากศพกว่า 119 ศพนอนตายเกลื่อนกลาดอยู่ตามสองข้างถนนที่เดินทางผ่านมา ทั้งนี้ยังไม่นับซากศพอีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ในคูสองข้างถนนทั้งๆที่เพิ่งจะออกเดินทางกันมาชั่วระยะเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้นเอง

 

พวกทหารหน่วยเอสเอสที่คุมนักโทษเดินทางมาในครั้งนี้ล้วนแล้วแต่ติดปืนกลและระเบิดมือมาแทบทั้งสิ้น พวกเขาได้รับคำสั่งมาว่าในกรณีที่กองทหารรัสเซียตามทันก็ให้สังหารนักโทษทั้ง 6,000 คนนี้ทันทีเพื่อไม่ให้ทหารรัสเซียปลดปล่อยใครได้แม้แต่คนเดียว

 

ดิฉันจึงมีความแน่ใจว่าพวกเรากำลังเดินไปสู่ความตายอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นความคิดที่จะหลบหนีก็ได้ผุดขึ้นมาในใจอีกครั้งหนึ่ง

 

สมองของดิฉันต้องทำงานหนักและในที่สุดก็ได้ตัดสินใจว่าจะไม่หลบหนีไปคนเดียว ดิฉันได้เดินไปหาแม็กดาและรุซซาเล่าให้เธอทั้งสองฟังถึงสิ่งที่ได้เห็นมา รวมทั้งแผนการที่จะหลบหนีไปในครั้งนี้ ซึ่งเพื่อนทั้งสองคนก็ได้ตกลงใจที่จะหลบหนีไปด้วยกันแต่ต้องรอคอยโอกาสเหมาะเสียก่อน

 

.ในขณะที่ขบวนของนักโทษเดินผ่านหมู่บ้านต่างๆของชาวโปแลนด์ไปนั้น เมื่อได้แลเห็นการดำเนินชีวิตเป็นปกติสุขของชาวบ้านก็ทำให้เกิดความรู้สึกหลายๆอย่างที่ยากต่อการบรรยาย

เช่น เมื่อเห็นบ้านที่มีหน้าต่างติดม่านเอาไว้ก็นึกถึงความสุขและอิสรภาพของผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ครั้นมองเห็นบ้านที่มีป้ายชื่อและเวลาทำงานของแพทย์ที่ติดอยู่หน้าบ้านก็ยิ่งทำให้หวนรำลึกถึงความหลังครั้งที่เคยมีความสุขและความอบอุ่นอยู่กับครอบครัวมากยิ่งขึ้น

 

ยิ่งเดินไปนานเท่าใดจำนวนนักโทษในขบวนของพวกเราก็ยิ่งลดลงๆ พวกเราทั้งสามคนพยายามที่จะเดินให้อยู่ในแถวข้างหน้าๆเผื่อว่าเมื่อหยุดพักเหนื่อยสักครู่ก็จะไม่ทำให้ต้องถ่อยร่นไปอยู่ข้างหลังมากนัก

 

ในการเดินทางในคืนแรกนั้นพวกเราสามคนสามารถรักษาระดับการเดินไว้อย่างคงที่ ทั้งดิฉันและเพื่อนอีก 2 คนพยายามเตือนสติซึ่งกันและกัน เพื่อให้เดินอยู่ในแถวหน้าของขบวนต่อไป

 

แต่เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนความมืดทำให้ไม่สามารถเดินเป็นแถวอย่างมีระเบียบได้ แถวหน้าประมาณ 5 แถวเดินทิ้งช่วงห่างออกไปข้างหน้า กลุ่มนั้นยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ

 

เพื่อนๆจึงตกมาอยู่เป็นแถวแรกของขบวนใหญ่ตอนกลาง ในขณะที่เดินไปกับขบวนใหญ่นั้นมีนักโทษชาวโปแลนด์ซึ่งเดินอยู่ใกล้ๆเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น บรรยากาศเช่นนี้ทำให้เกิดความรำคาญ จึงได้สะกิดชวนกันหนีให้พ้นจากกลุ่มที่ทะเลาะกันโดยพยายามจะวิ่งตามกลุ่มแรกที่ทิ้งห่างพวกเราไปข้างหน้า แต่พวกนั้นเดินไปรวดเร็วมากจนตามไม่ทัน

 

พวกเราทั้งสามคนตกอยู่ในฐานะลำบากเสียแล้ว จะกลับไปเข้ากลุ่มหลังก็ไม่ได้เพราะตอนที่พวกเราวิ่งออกมานั้นทหารหน่วยเอสเอสเห็นเงาของพวกเราวิ่งฝ่าความมืดไปโดยไม่รู้ว่าเป็นใครได้ตะโกนขึ้นมาว่า “สตีเฮ็น บลีเบน(หยุดนะ)” ซึ่งเมื่อใดที่พวกเขาตะโกนเช่นนี้ก็จะมีเสียงปืนดังติดตามมาเสมอ

 

ดิฉันตัดสินใจวิ่งออกจากขบวนโดยมีแม็กดากับรุซซาวิ่งตามมาติดๆ พวกเราวิ่งไปหมอบอยู่หลังกองหิมะเพื่อให้รอดพ้นจากวิถีกระสุนของยามรักษาการณ์ของเยอรมัน โชคยังเป็นของพวกเราเพราะท้องฟ้ายังไม่สางทำให้พวกยามรักษาการณ์เยอรมันมองเห็นเป้าไม่ถนัดนัก พวกเรารีบคลานมาจนถึงสันถนนซึ่งสามารถใช้เป็นที่กำบังลูกปืนของยามรักษาการณ์เยอรมันได้เป็นอย่างดี

 

จากจุดนี้พวกเราสอดส่ายสายตาหาทางหนีต่อไปและก็บังเอิญเห็นหอคอยโบสถ์อยู่ไม่ไกลนักจึงออกวิ่งมุ่งหน้าตรงไปทางนั้น พวกเราวิ่งไปจนถึงหมู่บ้านของชาวโปแลนด์เล็กๆแห่งหนึ่งแล้วก็วิ่งตรงไปที่โบสถ์แห่งนั้น

 

ซึ่งขณะนั้นมีชายคนหนึ่งยืนเฝ้าประตูโบสถ์อยู่ พอเห็นสภาพของพวกเราก็คงจะเดาออกว่ากำลังหลบหนีมา  เขาได้ชี้มือไปทางบ้านหลังหนึ่งท่าทางแสดงให้รู้ว่าต้องการให้พวกเราเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในบ้านหลังนั้น

 

ในขณะเดียวกันนั้นก็มีทหารหน่วยลาดตระเวนเอสเอสกลุ่มหนึ่งเดินตรงมาทางสนามหญ้าหน้าโบสถ์ เมื่อเห็นทหารเยอรมันเหล่านั้นพวกเราก็รีบวิ่งหลบเข้าไปมนบ้านหลังนั้นทันที

 

บริเวณบ้านหลังนั้นกว้างขวางใหญ่โตมาก ใกล้ๆบ้านหลังนั้นมียุ้งเล็กๆอยู่หลังหนึ่งประตูยุ้งปิดสนิทแต่มีรอยแตกอยู่ที่ฝาผนังด้านหนึ่ง

มันราวกับว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานสิ่งนี้ให้พวกเราทั้ง 3 คนรีบคลานเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในยุ้งแล้วปีนไปอยู่บนชั้นเพดานซึ่งอยู่สูงเกือบติดหลังคาแล้วเอาฟางมาคลุมตัวเอาไว้

 

ทหารลาดตระเวนหน่วยเอสเอสซึ่งคงเห็นเงาของพวกเราวิ่งมาจึงวิ่งติดตามมาที่สนามหญ้าหน้าโบสถ์แต่โชคดีเหลือเกินที่พวกทหารเหล่านี้ไม่ได้ติดตามพวกเราแต่ได้มาตามหาเด็กชายกลุ่มหนึ่ง

 

แม่บ้านของบ้านหลังนั้นได้บอกกับทหารหน่วยลาดตระเวนว่าไม่มีกลุ่มเด็กชายแปลกหน้าเข้ามาในบริเวณนี้เลย ที่พวกยามเห็นเงาคะคุ่มวิ่งมานั้นอาจจะเป็นเงาของลูกทั้ง 3 คนของเธอก็ได้

 

แต่พวกยามหน่วยลาดตระเวนไม่ยอมเชื่อเหตุผลที่ชี้แจงจึงได้เข้าตรวจค้นหาจนทั่วบ้าน เสร็จแล้ก็เดินมุ่งหน้ามาทางยุ้งที่พวกเรา 3 คนหลบซ่อนตัวอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใดพวกเขาได้ตัดสินใจหยุดค้นเสียเฉยๆบอกว่าจะมาค้นอีกครั้งในตอนเย็น

 

พวกเราทั้ง 3 คนดีใจกับความโชคดีที่พวกทหารเยอรมันไม่ยอมมาค้นที่ยุ้งและได้เดินจากไปได้ไม่นานนัก เจ้าของบ้านก็ได้ให้สาวใช้ขึ้นมาค้นหาจนพบพวกเราอยู่บนเพดานยุ้ง จากนั้นชายเจ้าของบ้านก็ปีนติดตามขึ้นมาบอกกับกับเราว่าจะไม่แจ้งเรื่องนี้ให้ทหารเยอรมันได้รู้ แต่ได้ร้องให้พวกเราหลบหนีไปจากที่นี่

 

หลังจากที่ได้เจรจากันอยู่นานเขาก็ยินยอมผ่อนปรนให้โยให้เราพักอยู่ในยุ้งนั้นอีก 1 วันกบ 1 คืน และในช่วงเวลานั้นภรรยาของเจ้าของบ้านก็เมตตานำอาหารมาให้เรารับประทานด้วย

 

มันเป็นเวลานานแล้วที่พวกเราไม่เคยรับประทานอาหารดีๆเช่นนี้ พอเห็นก็เลยนึกไม่ออกว่ามันคืออะไร หลังจากที่คิดอยู่นานจึงจำได้ว่ามันคือขนมปังทาน้ำมันหมูหรือน้ำมันอะไรสักอย่าง

 

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงขนมปังทาน้ำมันและรับประทานอยู่ในยุ้ง แต่พวกเราก็รับประทานมันอยู่ในท่ามกลางของเสรีชน มันจึงอร่อยราวกับอาหารทิพย์ในสรวงสวรรค์

 

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นเจ้าของบ้านได้มาปลุกให้เราติดตามไปยังที่ซ่อนแห่งใหม่ ได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยโยเตือนว่าหากไปพบทหารลาดตระเวนเยอรมันเข้าก็ให้ทั้งสองฝ่ายทำทีว่าไม่รู้จักกัน

 

มาตรการรักษาความปลอดภัยขอ’งชายเจ้าของบ้านมีผลจริงๆเพราะในขณะที่พวกเรากำลังเดินไปยังที่หลบซ่อนแห่งใหม่อยู่นั้นก็ได้พบกับหน่วยลาดคระเวนเยอรมันเข้าพอดี

แต่ก่อนที่อะไรจะเกอดขึ้นก็มีขีปนาวุธลูกหนึ่งที่ยิงมาจากกองทัพรัสเซียซึ่งบุกเข้ามาใกล้เกิดระเบิดกลางอากาศ สะเก็ดระเบิดตกลงมาใกล้บริเวณนั้น

 

พวกทหารหน่วยลาดตระเวนรีบพากันวิ่งหาหาที่หลบซ่อนกันจ้าละหวั่น ในช่วงนี้เองพวกเราก็หนีไปยังบ้านที่จะเป็นที่หลบภัยแห่งใหม่ เจ้าของบ้านหลังใหม่ให้พวกเราเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในคอกม้า

แต่ในวันรุ่งขึ้นก็ได้ให้พวกเราไปอยู่ในห้องที่ดีที่สุดห้องหนึ่งซึ่งใช้เป็นห้องนอน ในห้องนี้สองตายายเจ้าของบ้าน บุตรสาวและแม็กดานอนรวมอยู่รวมกันอยู่บนเตียง ส่วนดิฉันกับรุซซานอนอยู่ด้วยกันที่พื้นห้อง

 

ย่านนี้เป็นที่ซึ่งมีทหารเยอรมันเข้ามาพักอยู่เสมอเพราะพื้นที่รอบๆนั้นยังเป็นพื้นที่ยึดครองจึงไม่ปลอดภัยที่จะออกไปเดินนอกบ้าน

 

เช้าวันหนึ่งดิฉันเกิดชะล่าใจคิดว่าคงไม่มีทหารเยอรมันมาเห็นจึงได้เข้าครัวทำขนมคุกกี้แบบทรานซิลวาเนียให้ครอบครัวที่มาพักอยู่ด้วยลองรับปะทาน

 

ขณะที่กำลังทำขนมกันอยู่นั้นก็มีทหารเยอรมันคนหนึ่งโผล่พรวดเข้ามาในครัวอย่างไม่คาดฝัน เขาจ้องมองมาที่ดิฉันด้วยความประหลาดใจแล้วตั้งคำถามว่าเป็นใคร ทำไมเมื่อก่อนหน้านี้เขาจึงไม่เคนเห็นหน้า

 

ดิฉันโกหกเขาว่าเป็นญาติของเจ้าของบ้านหลังนี้ ขณะนี้คุณแม่กำลังป่วยหนักนอนซมอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนเพราะจะต้องดูแลรักษาคุณแม่

 

เขาจะเชื่อดิฉันหรือไม่ก็ไม่ทราบทว่าตั้งแต่วันนั้นมาเขาก็มาตีสนิทกับดิฉันและสมาชิกในครอบครัวของเจ้าของบ้าน บางครั้งเขามีช็อกโกแลตติดมือมาฝากดิฉันด้วย

 

ครั้งหนึ่งเขามากับเพื่อนอีกหลายคนและคะยั้นคะยอให้ดิฉันร่วมเล่นไพ่ด้วย เพื่อนๆของดิฉันซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่งพากันแอบมองด้วยความชื่นชมยินดีที่ดิฉันทำตัวเป็นมิตรกับทหารเยอรมันทั้งๆที่เกลียดแสนเกลียดเพราะพวกเขาเป็นพวกเดียวกับฆาตกรที่สังหารบุคคลที่ดิฉันรัก

 

เสียงปืนใหญ่ที่กำลังรบกันดังมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าขณะนี้ทหารรัสเซียกำลังบุกใกล้เข้ามาทุกขณะ พวกทหารเยอรมันซึ่งตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในบริเวณนี้จึงได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมเพื่อถอนตัวหนี

 

ดิฉันได้เห็นพวกเขาวางกับระเบิดไว้ตามจุดต่างๆและวันหนึ่งมันก็ได้ระเบิดก่อนเวลาทำให้ทหารเยอรมันเสียชีวิตไป 2 นาย

จากการสนทนากับทหารเยอรมันเหล่านี้ทำให้ดิฉันรู้ความเห็นของเขาว่า สถานการณ์การรบฝ่ายเยอรมันกำลังเสียเปรียบเป็นอย่างมาก

 

 แต่กระนั้นก็ตามพวกเขาก็ยังไม่ยอมรับว่าจะพ่ายแพ้สงคราม พวกเขาจะกล่าวอยู่เสมอว่าประเทศเยอรมันยังมีความเข้มแข็ง จะไม่ยอมแพ้สงครามเป็นอันขาด

ดิฉันไม่ประหลาดใจเลยที่ได้ยินเช่นนี้ เพราะว่าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ลงข่าวเกี่ยวกับการสู้รบ ก็ล้วนแต่ลงข่าวในทางทีจะเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารเยอรมันทั้งสิ้น

 

ในช่วงสัปดาห์แรกที่ดิฉันได้อ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวในหนังสือพิมพ์ยังคงรายงานว่าประเทศเยอรมันยังเป็นฝ่ายรุก แต่ในสัปดาห์ต่อมาหนังสือพิมพ์ประโคมข่าว่าประเทศเยอรมันกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม”วีรบุรุษชาวเยอรมันจะสามารถปกป้องประเทศเยอรมันไว้ได้”

 

และอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาหนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวว่า”ขอให้พระผู้เป็นเจ้าจงปกปักรักษาประเทศเยอรมันไว้ด้วยเถิด เพราะประเทศเยอรมันทำสงครามครั้งนี้ในนามของพระผู้เป็นเจ้า”

 

มันคงจะเป็นบุญของดิฉันที่รอดชีวิตออกมาจากค่ายกักกันและจากการอพยพอันแสนหฤโหดมาได้ ซ้ำยังได้มีโอกาสมาเห็นกองทหารเยอรมันที่ถอยร่นเนื่องจากประสบกับการพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

 

ดิฉันไม่เคยลืมคืนวันหนึ่งที่ทหารแซปเปอร์สวมหมวกสีขาวอยู่ในสภาพอ่อนระโหยโรยแรงเข้ามาพักในบ้านหลังน้อยๆของชาวโปแลนด์หลังนี้

 

พวกเขามานั่งอยู่ในห้องนอน ห้องครัว และทุกหนทุกแห่งเต็มไปหมด กินละดื่มทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ขวางหน้า โยไม่ได้เลือกว่ามันจะเป็นอะไร ขณะหิมะที่จับอยู่บนหมวกสีขาวของแต่ละคนเริ่มละลายหยดลงมาที่พื้น

 

บางทีพวกเขาอาจจะไมเคยได้รับการเลี้ยงดูและการบริการที่ดีอย่างนี้มาเลยตั้งแต่ฮิตเลอร์ประกาศตั้ง”มหาอาณาจักรที่สาม(Third Reich)”แห่งประเทศเยอรมันก็ได้

 

ดิฉันเห็นแล้วก็ชื่นชมในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นภาพของ”พวกเดนมนุษย์”นั่งกอดปืนพิงฝาบ้านด้วยความอ่อนเพลีย

บางคนก็นอนแผ่หลับสนิทที่พื้น ความสุขที่ได้เห็นภาพเหล่านี้เป็นเพียงความสุขชั่วระยะสั้นๆเพราะต่อมาเมื่อทหารเยอรมันถอยทัพพวกเขาก็ได้กวาดต้อนเอาผู้หญิงเป็นจำนวนมากไปจากหมู่บ้านนี้และดิฉันเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนหญิงที่ถูกจับไปในครั้งนี้ด้วย

ดิฉันพร้อมกับหญิงคนอื่นๆถูกมัดมือทั้งสองข้างเหมือนเป็นทาส โยงไปผูกไว้กับรถม้า ถูกบังคับให้เดินตามรถม้าไปอย่างนั้นเป็นเวลานานถึง 3 วัน 3 คืน

 

แต่ดิฉันก็พอมีกำลังใจอยู่บ้างตรงที่ได้เห็นภาพต่างๆในขบวนการเดินทางครั้งนี้ เห็นตามถนนคราคร่ำไปด้วยเหล่าทหารเยอรมันกำลังล่าถอย รวมทั้งพวกที่ให้ความร่วมมือกับพวกทหารเยอรมันทำการปล้นสะดมผู้อื่นมาเป็นเวลาหลายปีก็ได้ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ด้วย

 

ทหารเยอรมันที่ล่าลอยเหล่านี้อยู่ในสภาพตื่นตระหนกและเสียขวัญอย่างสิ้นเชิง จะเห็นได้จากการที่ขนอาวุธยุทโธปกรณ์และปืนกลใส่รถบรรทุกขับมาในขบวนด้วย

 

พวกม้าศึกต่างก็วิ่งกระทืบเท้าด้วยความตื่นตระหนก ได้ลัดคนที่นั่งอยู่บนหลังตกลงมาที่พื้นถนนบ่อยครั้ง พวกชาวบ้านที่ถูกจับมาทั้งหมดได้ถูกเกณฑ์ให้เดินนำทางรถบรรทุกติดตรากาชาดที่พวกเรากลัวนักกลัวหนาในค่ายเอาส์ชวิตซ์ เดี๋ยวนี้ถูกใช้บรรทุกทหารเยอรมันที่ได้รับบาดเจ็บไปยังที่ปลอดภัย

 

ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในภาวะสับสนอลหม่าน การพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงของพวกเยอรมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นวันใดเท่านั้นเอง

 

เมื่อดิฉันหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ไม่กี่วันก็ทำให้แทบคลั่ง ป่านนี้หมู่บ้านโปแลนด์เล็กๆที่เพิ่งจากมานั้นคงจะได้รับการปลดปล่อยไปแล้ว

 

ซึ่งหากดิฉันไม่ถูกจับตัวมาเสียก่อนก็คงจะได้รับอิสรภาพไปแล้วเช่นกัน ความรู้สึกที่แทบคลั่งนี้เองทำให้ดิฉันเริ่มใช้ฟันแทะเชือกที่มัดข้อมือเพื่อหาหนทางไปสู่อิสรภาพอีกครั้ง

 

มีหญิงเป็นจำนวนมากทั้งที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงานถูกผู้ข้อมือโยงมากับรถม้าเช่นเดียวกับดิฉัน หลายคนทนความหนาว ความหิวและความทารุณโหดร้ายในการเดินทางครั้งนี้ไม่ไหวได้เสียชีวิตในระหว่างทาง

 

แต่ศพเหล่านั้นก็ยังคงผูกติดกับรถม้าอยู่เช่นเดิมและรถม้าก็ลากศพเหล่านั้นไปตามท้องถนน พวกเยอรมันไม่ได้ให้ความสนใจใดๆเลยเพราะคิดอยู่เพียงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรถึงจะหนีไปให้พ้นจากดินแดนที่กำลังถูกคุกคามจากกองทัพรัสเซีย

 

คืนวันที่ 3 ของการเดินทางพวกเยอรมันพาพวกเราไปแวะพักนอนในคอกม้า พวกเขาเองก็มานอนอยู่ที่พื้นคอกม้ากับพวกเราด้วย แต่ก่อนที่จะนอนได้ตั้งวงดื่มสุรารวมทั้งคนที่จับดิฉันมาจากหมู่บ้านด้วย เขาได้สุรามา 2 ขวดเลยทั้งวงดื่มกับเพื่อนๆ

 

ในกลางดึกของคืนนี้เองดิฉันก็ประสบผลสำเร็จในการใช้ฟันแทะเชือก หลังจากพยายามแทะมันมาถึง 3 วันเชือกก็หลุดจากข้อมือทั้งสองข้างของดิฉันแล้ว แต่เหงือกเจ็บปวดและมีเลือดไหลออกมามาก ยิ่งไปกว่านั้นผลของการแทะเชือกก็ทำให้ฟันแถวหน้าหักเสียหายอย่างยับเยิน

 

ทุกคนกำลังหลับสนิทด้วยความเหนื่อยอ่อน เสียงกรนดังสนั่นประสานกันจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นใด ดิฉันพยายามจะหลบหนีจากกลุ่มของผู้นอนหลับใหลเหล่านี้

 

แต่ในขณะที่ย่องออกมานั้นคนขับรถม้าคันที่โมงดิฉันมาเกิดรู้สึกตัวเอาข้อศอกยันพื้นพยุงตัวจะลุกขึ้น แม้ว่าเขาจะเมาแต่ก็คงมีสติที่จะจับปืนขึ้นมายิงทันทีที่รู้ว่าดิฉันกำลังจะหลบหนี

 

ดิฉันจึงตัดสินใจทันทีว่าไม่เขาก็ดิฉันต้องตายกันไปข้างหนึ่ง จึงรีบคว้าขวดสุราที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นมากระหน่ำตีที่ศีรษะของคนขับรถม้าที่กำลังผงกขึ้นมานั้นอย่างสุดแรงเกิด

 

ชวดแตกกระจายและเยอรมันคนนั้นหน้าฟุบลงกับพื้น เมื่อดิฉันวิ่งไปที่ประตูคอกม้า ได้หันกลับมามองแวบหนึ่ง เห็นเขาแน่นิ่งไม่ไหวติง ดิฉันเป็นโรคเกลียดเยอรมันจนขึ้นสมอง แม้แต่จะคิดฆ่าพวกเขาสักคนก็ยังรู้สึกขยะแขยงไปเสียแล้ว

 

บรรยากาศบนท้องถนนยังมี่อะไรเปลี่ยนแปลง หากแต่มีพวกทหารเยอรมันที่กำลังถอยร่นมามีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดิฉันไม่กล้าที่จะเสี่ยงหนีไปทางถนนทางด้านหน้า เพราะกลัวว่าจะต้องพบกับทหารเยอรมันพวกเดิม จึงพยายามจะหลบหนีไปทางถนนด้านหลัง

 

แต่ก็ต้องมาเจอสภาพอย่างเดียวกันคือถนนด้านหลังก็คับคั่งไปด้วยขบวนอพยพของพวกทหารเยอรมันที่กำลังถอยทัพกลับมา

 

เมื่อไม่มีทางเลือกอย่างอื่นดิฉันจึงได้ตัดสินใจเดินลัดเลาะหลบซ่อนตัวไปตามบ้านเรือนและพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ทหารเยอรมันพบเห็น

 

เมื่อหลบซ่อนตัวลัดเลาะไปตามบ้านเรือนต่างๆนานหลายชั่วโมง ในที่สุดก็มองเห็นหญิงชาวนาคนหนึ่งจึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาพูดข้อร้องให้เธอช่วยเหลือ

 

แต่มีทหารเยอรมันยังอยู่ในบ้านเธอจึงไม่สามารถให้ดิฉันเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในบ้านของเธอได้ แต่เธอก็มีเมตตาพาดิฉันไปที่ฝั่งแม่น้ำพร้อมกับชี้ไปที่บ้านที่กำลังจุดไฟสว่างไสวอยู่อีกฟากหนึ่งของฝั่งแม่น้ำ กล่าวว่า ถ้าดิฉันสามารถว่ายน้ำไปถึงฝั่งโน้นได้ก็จะปลอดภัยเพราะว่าทหารเยอรมันได้ถอนตัวออกไปจากหมู่บ้านทางฝั่งโน้นไปแล้ว

 

ตอนนั้นเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แม่น้ำเต็มไปด้วยแพน้ำแข็งขนาดใหญ่มากมาย ซึ่งก็เป็นที่แน่นอนว่าน้ำในแม่น้ำจะต้องหนาวเย็นมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ก็เริ่มสว่างแล้วการว่ายข้ามแม่น้ำจึงอาจเป็นอันตรายได้ถ้ามีคนมาพบเห็นเข้า แต่ดิฉันหวนนึกถึงสมัยที่อยู่ในค่ายนาซีแล้วยังรอดพ้นจากห้องรมก๊าซพิษได้ทั้งๆที่โดยทั่วไปแล้วมันไม่มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ แล้วทำไมตอนนี้จะรอดชีวิตจากการข้ามแม่น้ำนี้ไม่ได้

 

เมื่อคิดเช่นนี้ก็เลยตัดสินใจเดินไปที่ฝั่งแม่น้ำขณะที่เดินจากหญิงชาวนาที่แสนดีคนนั้นออกมา ดิฉันเห็นเธอทำท่าสวดมนต์วิงวอนพระผู้เป็นเจ้าแล้วเอามือทั้งสองข้างปิดตา ดิฉันได้พุงตัวลงในน้ำอันหนาวเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็งโยไม่ได้ถอดเสื้อผ้าออก

ท้องฟ้าเกือบจะสว่างอบยู่แล้วเมื่อดิฉันว่ายไปถึงฝั่งตรงข้าม หมู่บ้านฝั่งนี้ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยเพียงแต่ทหารเยอรมันเพิ่งจะถอนตัวออกไปเท่านั้น

 

บ้านที่จุดไฟสว่างไสวอยู่นั้นไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่เลย ต่อมาในภายหลังก็ได้รู้มาว่าผู้ที่อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้หลบไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ

 

เนื่องจากหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่กลางป่า เป็นจุดที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ทั้งฝ่ายเยอรมันและรัสเซียต่างระดมยิงปืนใหญ่มาตกที่จุดนี้

 

เมื่อดิฉันว่ายน้ำไปถึงปรากฏว่ามีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงมาก ถึงขั้นแตกหักเลยทีเดียว ในตอนกลางคืนรัสเซียได้นำลูกระเบิดที่เรียกว่าเทียนสะตาลิน(Stalin Candles)มาทิ้งซึ่งทำให้อาณาบริเวณนี้สว่างไสวอยู่เป็นเวลานาน

 

ดิฉันได้เห็นภาพที่ยากต่อการลืมเลือนได้ มันอาจเป็นเพราะต้องการจะเห็นความพินาศของพวกเยอรมันหรือเพราะตื่นตกใจมากเกินไปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้ดิฉันไม่วิ่งหนีจากฉากการปะทะกันระหว่างทหารรัสเซียกับทหารเยอรมันในครั้งนี้

 

เมื่อทหารรัสเซียนำระเบิดสะตาลินแคนเดิ้ลมาทิ้งนั้น บ้านเรือนในหมู่บ้านก็หายไปในชั่วพริบตา กระสุนปืนที่ยิงมาจากทั้ง 2 ฝ่ายแหวกอากาศเสียงหวีดหวิวอย่างน่ากลัว หลังจากปะทะกันอย่างหนักแล้วก็สามารถเห็นข้อแตกต่างระหว่างเสียงของม้าศึกที่กำลังตื่นตกใจ  เสียงรถยนต์วิ่ง และเสียงร้องตะโกนที่มาจากทั้งสองฝ่าย

 

ทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็นด้านของการรัสเซียนั้น เสียงดังกล่าวดังชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเมื่อสังเกตเสียงดังกล่าวทางด้านขวามือซึ่งเป็นด้านของเยอรมัน  เสียงดังจะค่อยๆลดลง  ซึ่งแดงว่าฝ่ายเยอรมันเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จากการปะทะกันในครั้งนี้และกำลังล่าถอยไปอีกครั้งหนึ่ง

 

หลังจากปะทะกันระหว่างกองทหารของทั้งสองฝ่ายผ่านไป เจ้าของบ้านหลังที่จุดไฟสว่างไสวในตอนที่ดิฉันข้ามน้ำมา ก็ออกมาจากที่หลบภัย เห็นดิฉันว่ายน้ำมาจึงได้พยายามตามหาและก็แน่ใจว่าดิฉันคงจะเสียชีวิตไปแล้วในระหว่างการยิงประทะกัน

 

และเมื่อพวกชาวนาออกจากที่หลบซ่อนในถ้ำมาพบว่าดิฉันยังมีชีวิตอยู่ก็ต่างพากันคิดว่าดิฉันเป็นพวกแม่มดหมอผีพยายามที่จะไม่สบตาด้วย

 

ดิฉันเก็บความดีใจไว้เงียบๆโดยไม่ได้อธิบายให้พวกเขาฟังถึงความยินดีที่มีอย่างเหลือล้นและลึกซึ้งที่ได้เห็นกองทหารรัสเซียมีชัยชนะต่อกองทหารเยอรมัน

 

พวกชาวนาในหมู่บ้านมีความเห็นตรงกันว่าอีก 3 วันทหารรัสเซียก็จะเดินทางถึงหมู่บ้าน แต่ความเห็นนั้นผิดถนัด เพราะในคืนเดียวกันนั้นเองกองทหารรัสเซียสามารถบุกตะลุยเข้ามาปลดปล่อยหมู่บ้านแห่งนี้ได้สำเร็จ

 

โฉมหน้าของหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เมื่อไม่นานมานี้พวกเราเห็นแต่กองทหารเยอรมันกับเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสและได้ยินแต่สียงคำสั่งบัญชาการของพวกเยอรมันอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง

 

แต่มาบัดนี้พวกเราได้ยินภาษาใหม่ซึ่งเป็นภาษาที่แปลกหูสำหรับพวกเราและได้เห็นกองทหารกองใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ผู้ที่เข้ามาใหม่เหล่านี้เป็นพวกที่นำของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมามอบให้แก่พวกเรา  ของขวัญชิ้นนี้คือเสรีภาพที่ทุกคนใฝ่หา.

 

บทที่ 27 ได้แต่เพียงหวัง

 

เมื่อมองย้อนกลับไปดูชีวิตในอดีตที่ผ่านมาดิฉันอยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อยากมีชีวิตอยู่กับไออุ่นของแสงแดดในท่ามกลางสันติภาพและความสงบสุข

 

แต่อดีตเหล่านี้มันยังตราตรึงและฝั่งแน่นอยู่นความทรงจำยากต่อการลืมเลือนเป็นที่สุด รากฐานชีวิตของดิฉันทุกอย่างได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น มันผ่านไปโดยไม่มีวันที่จะหวนกลับมาอีกครั้ง

 

บันทึกความทรงจำฉบับนี้เขียนจากความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเพื่อนนักโทษในค่าย ผู้ซึ่งสังเวยชีวิตให้แก่ความโหดร้ายทารุณของพวกนาซี

 

ดิฉันขอมอบบันทึกความทรงจำนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ประสบเคราะห์กรรมอันเลวร้ายทั้งปวง ขอให้ดวงวิญญาณของผู้ที่น่าสงสารเหล่านั้นจงไปสู่สุคติเถิด ไม่มีนรกขุมใดอีกแล้วที่จะทุกข์ทรมานเท่ากับนรกในค่ายกักกันเชลย

 

นอกจากจะให้เป็นอนุสรณ์แด่ผู้ที่น่าสงสารที่จากไปแล้วนั้นดิฉันเขียนบันทึกนี้ด้วยมีความฝันอันยิ่งใหญ่อีกอย่างหนึ่ง คือต้องการให้ชาวโลกได้อ่านและร่วมกันลงประชามติว่าจะไม่ให้สิ่งนี้อุบัติขึ้นในโลกอีกเป็นอันขาด

 

ดิฉันมั่นใจว่าหลังจากที่ได้อ่านบันทึกความทรงจำฉบับนี้แล้วคงไม่มีใครสงสัยว่าทำไมดิฉันจึงตั้งใจจริงเช่นนี้ แม้แต่ขณะที่กำลังจรดปลายปากกาบันทึกข้อความในทบสุดท้ายนี้ ดิฉันก็ยังมองเห็นภาพของเหล่านักโทษผู้เคราะห์ร้ายมาปรากฏอยู่ต่อหน้า มากระซิบวิงวอนให้ดิฉันเปิดเผยเรื่องราวความทุกข์ยากของเขาไว้ในบันทึกฉบับนี้

 

ดิฉันสามารถปฏิเสธความต้องการของวิญญาณนักโทษที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหญิงและชายเหล่านั้นได้แต่ไม่อาจปฏิเสธดวงวิญญาณของบรรดานักโทษเด็กตัวน้อยๆที่ถูกบังคับให้เดินเรียงแถวเข้าไปยังเตาเผาศพในค่ายนรกได้เลย

 

ก่อนที่จะปิดแฟ้มบันทึกลับฉบับนี้ดิฉันจึงใคร่ขอกล่าวถึงนักโทษเด็กตัวเล็กๆที่น่าสงสารไว้ให้ชาวโลกได้รับรู้บ้าง

 

เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1944 ผู้บัญชาการหน่วยเอสเอสสั่งให้ค่ายเบอร์เคเนาส่งรายงานเกี่ยวกับพวกเด็กๆที่ถูกกักกันอยู่ในค่าย เพราะถึงแม้จะมีการคัดเลือกครั้งแรกตั้งแต่ตอนที่ขบวนรถไฟเดินทางมาถึงแล้วก็ตามแต่ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกแยกออกจากครอบครัวมาอยู่ในค่าย พวกปีศาจร้ายนาซีได้ตัดสินใจที่จะสังหารเด็กๆเหล่านี้โยมีเงื่อนไขว่าจะต้องทำให้เร็วที่สุดและประหยัดที่สุด

 

ทำไมพวกเด็กๆจึงไม่ถูกสังหารโดยวิธีจับโยนลงไปในบ่อคอนกรีตแล้วราดด้วยน้ำมันจุดไฟเผาอย่างที่เคยทำกันมา?พวกเยอรมันไม่สามารถใช้วิธีการนี้ต่อไปได้อีกเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันและหากจะใช้วิธีนำเด็กนี้ไปยังเป้าก็ไม่ได้อีกเพราะต้องการสงวนกระสุนปืนไว้ใช้ในการสู้รบของพวกที่อยู่ในแนวหน้า

 

แต่พวกเยอรมันก็ไม่เคยเลิกความคิดที่จะหาทางทำลายล้างชีวิตพวกเด็กๆเหล่านี้เลย ได้ออกคำสั่งให้พวกดิฉันไปช่วย”อาบน้ำ”

เด็กๆเหล่านี้ที่ค่ายเบอร์เคเนา ซึ่งคำสั่งทุกครั้งจะต้องได้รับการปฏิบัติตามโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้งใดๆทั้งสิ้นไม่ว่าคำสั่งนั้นมันจะน่าขยะแขยงสักเพียงใดก็ตามที

 

บนถนนใหญ่ที่ตัดผ่านค่ายที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ซึ่งเมื่อก่อนเคยใช้เป็นที่สวนสนามของกองกำลังทหารม้านับล้าตัวนั้น บัดนี้กำลังเป็นที่กำหนดให้พวกนักโทษตัวน้อยๆจำนวนมากมายเดินเรียงแถวเป็นขบวนยาวเหยียดทุกคนถูกกล้อนผมจนสั้นเกรียนสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเดินด้วยเท้าเปล่าไปตามถนนที่ปกคุมด้วยหิมะ

 

บริเวณที่ปกคลุมด้วยหิมะบางแห่งมีหิมะทับถมกันหนาจนเป็นน้ำแข็ง ขณะที่เดินไปมีเด็กบางคนลื่นหกล้ม คนใดที่ล้มลงจะถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้อย่างทารุณ

 

หิมะโปรยปรายลงมาอีกระลอกหนึ่ง นักโทษตัวน้อยๆมีเกล็ดหิมะจับตามเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งมองดูขาวโพลนกำลังเดินมุ่งหน้าสู่ความตายทุกคนปิดปากเงียบเมื่อถูกเฆี่ยน ไม่ส่งเสียงร้องใดๆออกมา ดูราวกับว่าเป็นตุ๊กตาหิมะวางเรียงรายต่อกันยาวเหยียด

 

ยิ่งก้าวเดินไปท่ามกลางความหนาวเย็นที่จับขั้วหัวใจร่างนักโทษตัวน้อยๆเหล่านั้นก็ยิ่งสะท้านร้องไม่ออกมีเพียงแต่ความสิ้นหวังเหน็ดเหนื่อยและหวาดกลัว

 

มีเพียงคราบน้ำตาที่ไหลออกมาอาบแก้มเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความทุกข์ยากที่อัดแน่นในใจในชะตากรรมอันโหดร้ายป่าเถื่อนในครั้งนี้

 

โธมัส แกสตัน หนึ่งในจำนวนนักโทษไร้เดียงสาเหล่านี้เกิดหกล้ม ดวงตากลมโตสีน้ำตาลของแกฉายแววอาการไข้ออกมาอย่างเห็นได้ชัด กลอกตาไปมามองตามแส้ม้าที่หวดกระหน่ำอย่างไม่ยั้งมือของพวกทหารเอสเอส กระทบกับร่างที่หนาวสั่นเพราะอาการไข้ที่กำลังขึ้นสูง

 

หนูน้อยหมดแรงที่จะร้องหรือจะปฏิบัติตามคำสั่งใดๆทั้งสิ้น ได้แต่ถอนสะอื้นน้ำตานองหน้า จากนั้นก็สลบล้มลงไปกับพื้นหิมะ พวกเราเข้าไปประคองแกขึ้นมาอุ้มไว้ในวงแขน

 

พวกเด็กๆเดินต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งมีเสียงห้าวๆตะโกนอย่างดุดันว่า”สตีเฮน บลีเบน(หยุด)”แล้วพวกเยอรมันก็สั่งให้พวกเรานำเด็กทุกคนไป”อาบน้ำ”

 

อีก 2-3 นาทีต่อมาพวกเราก็เริ่มนำเด็กๆไปอาบน้ำที่เย็นจัดเกือบเป็นน้ำแข็งทีละคน ไม่มีแม้แต่สบู่และผ้าเช็ดตัว พออาบเสร็จยังไม่ได้เช็ดตัวให้ก็สวมชุดขาดรุ่งริ่งชุดเดิมให้กับแกทั้งๆที่ตัวยังเปียกอยู่ แล้วส่งกลับไปเข้าแถวรอคอยจนกว่าทุกคนจะอาบน้ำเสร็จ

 

นี่เป็นวิธีการทรมานอีกแบบหนึ่งซึ่งพวกเยอรมันนักคิดค้นวิธีการทรมานมนุษย์ได้ใช้เป็นวีการ”แก้”ปัญหาพวกเด็กๆซึ่งเป็นปัญหาของผู้ไร้เดียงสาในค่ายเบอร์เคเนา

 

เมื่อพวกเด็กๆทุกคนผ่านการ”อาบน้ำ”ที่เย็นจัดเกือบเป็นน้ำแข็งเรียบร้อยแล้วก็มีการเรียกชื่ออีกครั้งหนึ่ง การเรียกชื่อครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 5 ชั่วโมง เด็กทุกคนซึ่งเพิ่งจะผ่านการอาบน้ำมาได้หยกๆก็มายืนอยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นและหิมะตกลงมาอยู่ตลอดเวลา

 

“พระผู้เป็นเจ้าองค์น้อยจะมาหาพวกเองในเร็วๆนี้แล้วละไอ้หนู”

 

ทหารยามคนหนึ่งพูดเยาะเย้ยหนูน้อยคนหนึ่งที่ยืนรอคอยการเรียกชื่อด้วยความหนาวเหน็บจนริมฝีปากเขียวร่างชาไปตั้งตัว

 

มีเด็กๆที่รอดชีวิตจากการเรียกชื่อในครั้งนี้เพียงไม่กี่คน ส่วนเด็กๆที่ยังรอดชีวิตอยู่ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานเพราะถูกพวกเยอรมันเอาตะบองไล่ทุบตี เด็กเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นเด็กเชื้อชาติยิว มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เป็นเด็กเชื้อชาติอื่นๆ

 

ในที่สุดพวกเราก็ได้รับคำสั่งให้พาพวกเด็กๆที่ยังรอดชีวิตนี้กลับไปเข้าแถวที่ถนนอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่ขบวนเด็กเดินอยู่นั้นเป็นเวลาที่พวกนักโทษผู้ใหญ่หลายคนกำลังถือจอบหรือพลั่วมาซ่อมถนนอยู่ใกล้ๆพวกเขาก็ได้แต่มองดูขบวนเด็กๆด้วยความสงสารแต่ก็ไม่มีใครช่วยเหลืออะไรได้

 

“แม่---แม่---แม่จ๋า”หนูน้อยโธมัสร้องขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งหลังจากฟื้น เสียงขาดเป็นห้วงขณะที่พิษไข้กำลังขึ้นสูง ตัวสั่นเทาเหมือนกับว่ากำลังจะสิ้นใจ

 

ในที่สุดพวกเราก็นำหนูน้อยโธมัสและเด็กอื่นๆกลับเข้าคุก เด็กๆพวกที่รอดชีวิตกลับมาครั้งนี้มีสภาพเหมือนกับหุ่นยนต์เกือบจะตายไปเพราะความเหน็ดเหนื่อย

 

ทั้งๆที่อยู่ในสภาพที่สุดจะทนทุกข์ทรมานอย่างนี้แต่พวกเขาก็ยังถูกบังคับให้เดินกลับเข้าไปอยู่ในคอกม้าที่หนาวเย็นยะเยือกอีกครั้ง คราวนี้หนูน้อยโธมัสได้สิ้นใจในระหว่างทางเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆอีกหลายร้อยคน

 

พวกเราได้นำศพของแกพร้อมกับศพเด็กอื่นๆไปไว้ที่ด้านหลังคุกตามกฎของค่าย ทั้งที่รู้ดีว่าเจ้าหนูร้ายตัวโตๆที่ชุกชุมอยู่ตามซอกมุมต่างๆกำลังรอคอยที่จะแทะกินเนื้ออุ่นๆของพวกเขาอยู่

 

ดิฉันจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันปีใหม่ เกล็ดหิมะโตๆกำลังโปรยปรายตกลงมาไม่ขาดระยะ พวกเราได้ยินเสียงหนูนับพันตัวส่งเสียงร้องระงมอยู่ในบริเวณนั้น ราวกับดีใจที่ได้เกินเนื้อศพนักโทษอีกครั้งหนึ่ง พวกเราทำได้ก็เพียงปิดตาตัวเองแล้วสวดมนต์อ้อนวอนขอความยุติธรรมจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

 

หลายแห่งบนพื้นโลกนอกรั้วลวดหนามบรรดาเสรีชนทั้งหลายคงจะกำลังจับมือหรือยกแก้วขึ้นชูเพื่ออวยพรปีใหม่กันอย่างสนุกสนาน

 

แต่ที่มุมหนึ่งในค่ายเบอร์เคเนากลับระงมไปด้วยเสียงหนูที่กำลังแทะเนื้อสดๆของศพเด็กๆจากประเทศต่างๆยุโรปกินอย่างเอร็ดอร่อย

 

ท่านผู้อ่านอาจตั้งคำถามถามดิฉันว่า

“โดยส่วนตัวแล้วดิฉันคิดจะทำอย่างไร เพื่อที่จะไม่ให้สิ่งเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นในโลกของเราอีก”

 

ดิฉันไม่ได้เป็นนักรัฐศาสตร์หรือนักเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นเพียงผ็หญิงคนหนึ่งซึ่งประสบกับความทุกข์ยากอย่างใหญ่ลวงในชีวิต ต้องมาสูญเสียสามีบุตรบิดามารดาและเพื่อนๆอีกมากมาย ดิฉันคิดว่าชาวโลกทุกคนควรจะได้ร่วมกันตระหนักถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้

 

พวกเยอรมันจะต้องได้รับโทษทัณฑ์จากบาปกรรมครั้งนี้อย่างรุนแรงที่สุด ส่วนชาติอื่นๆก็ต้องได้รับโทษทัณฑ์ลดหลั่นไปตามกรรม

 

ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาไดนั้นก็เพราะว่าแต่ละชาติปฏิเสธการทำงานอย่างจริงจังที่จะช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายและผู้ตกทุกข์ได้ยากทั้งหลายในทุกวิถีทาง

 

ดิฉันมีความเชื่อว่า 1.ถ้าทุกคนในโลกมีจิตใจเชื่อมั่นและแนวแน่ว่า ทุกชีวิตที่เกิดขึ้นในโลกจะต้องได้รับสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมเท่าเทียมกัน และ 2. มวลมนุษย์อย่างฮิตเลอร์, ไอช์มานน์,  ฮิมเลอร์,  เมงเกเล และพวกนาซีที่บ้าคลั่งทั้งหลาย อย่ายอมให้ได้มีโอกาสเกิดขึ้นมาในโลก สองประการนี้แหละที่จะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นมามากเลยทีเดียว

 

ดิฉันคิดว่าบรรดาฆาตกรโหดหญิงหรือชายคนใดก็ตามที่มือเปื้อนเลือดไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม จะต้องชดใช้หนี้กรรมที่ได้กระทำไว้อย่างสาสม หากไร้เสียซึ่งสิ่งสำคัญดังกล่าวแล้วก็อาจจะทำให้เกิดการทำลายล้างมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนล้านๆคนขึ้นอีกอย่างไม่ต้องสงสัย

ดิฉันย้อนนึกถึงสมัยที่ยังเป็นนักเรียนอยู่นั้น พวกเราเคยตั้งคำถามกันว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ดีหรือเลว?

 

ที่ค่ายเบอร์เคเนา-เอาชวิตซ์ทุกคนจะต้องตอบคำถามนี้เป็นเสียงเดียวกันว่ามนุษย์เลว! ความเชื่ออย่างนี้เป็นการยืนยันตามปรัชญาของนาซี ที่พวกสมุนฮิตเลอร์เชื่อว่าเป็นสิ่งถูกต้อง  โดยถือว่ามนุษย์เผ่าอื่นที่ต่อต้านนโยบายของพรรคนาซีเป็นสัตว์ที่โง่และชั่วร้ายจำเป็นต้องกำจัดให้สิ้นซาก

 

อาชญากรรมที่ร้ายรงที่สุดอย่างหนึ่งที่บรรดา”เดนมนุษย์”ทั้งหลายกระทำกับพวกเรา ก็คือ การที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการรณรงค์จนพวกเราแทบว่าจะกลายเป็นสัตว์ชั่วร้ายไปจริงๆ

 

เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายในการรณรงค์เพื่อให้มนุษยชาติอื่นๆลดตัวลงมาเป็นสัตว์ที่ชั่วร้ายเช่นนั้นจริงๆ พวก”เดนมนุษย์นาซี”ก็สามารถคุยได้ว่าพวกเขาทำสำเร็จตามนโยบายนี้จริงๆ

 

ดังตัวอย่างเช่น ผู้ที่เคยเป็นเพื่อนกันมาตลอดก็ยุติลงด้วยการเกลียดชังกันจนไม่สามารถประสานกันได้อีกเลย ญาติพี่น้องท้องเดียวกันก็ลงมือต่อสู้กันเพื่อให้ได้มาซึ่งขนมปังเพียงชิ้นเดียว

 

มนุษย์ที่เคยซื่อสัตย์สุจริตก็เปลี่ยนเป็นโจรขโมยตัวยง สามารถขโมยทุกสิ่งทุกอย่างได้เมื่อมีโอกาส บ่อยครั้งที่หัวหน้าคนงานที่เป็นชาวยิวได้ทุบตีคนงานที่เป็นคนยิวด้วยกัน

สภาพสังคมที่ค่ายเบอร์เคเนาก็เหมือนกับสังคมอื่นๆที่พวกนักปรัชญานาทีให้การยกย่อง โยยึดถือทฤษฎีที่ว่า”อำนาจคือธรรม”

ในสังคมเช่นนี้คนจะให้ความเคารพนับถือกันก็เพราะมีอำนาจเท่านั้น คนที่อ่อนแอหรือชนชราไม่ต้องไปหวังว่าจะได้รับความปรานีจากใครๆ

 

ในประเทศอียิปต์แม้ว่าพวกทาสที่ก่อสร้างพีระมิดส่วนหนึ่งได้เสียชีวิตไปขณะที่ทำงาน แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีโอกาสได้เห็นโครงสร้างของพีระมิดซึ่งเป็นผลงานจากฝีมือของพวกเขาก่อตัวสูงขึ้นทีละน้อยๆ

 

แต่พวกนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาถูกเกณฑ์ให้ขนกองหินไปยังที่หนึ่งแต่จะต้องขนกลับมายังที่เดิมในวันรุ่งขึ้น สิ่งที่นักโทษได้เห็น ก็คือ การกระทำที่ไร้ประโยชน์

 

ผู้ที่อ่อนแอมีสภาพไม่ผิดอะไรกับสัตว์ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงความอิ่ม มีชีวิตอยู่ด้วยการรับประทานเพียงเศษอาหารที่เลวยิ่งกว่าสัตว์และไม่เพียงพอกับความหิวโหยที่อัดแน่นอยู่ภายใน

 

สิ่งที่บรรดานักโทษร้องขอนั้นก็เพียงขอให้หนาวน้อยลงมาบ้าง ให้ลดความบ่อยในการเฆี่ยนตีลงมาบ้าง ให้มีฟางที่จะใช้ปูบนกระดานหยาบๆในกรงขังเพิ่มขึ้นมาสักนิดหนึ่ง

 

ให้มีน้ำดื่มเต็มแก้วถึงแม้มันจะเป็นน้ำที่มาจากแหล่งน้ำสกปรกในค่ายก็ตาม และประการสุดท้าย ก็ขอให้เหล่านาซีผู้โหดร้าย ได้มีพลังทางศีลธรรมสักอย่างที่จะช่วยพยุงตนเองไม่ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความชั่วร้ายจนหมดตัวอย่างนั้น

 

ถึงอย่างไรก็ตามเท่าที่ผ่านมา ดิฉันได้เห็นนักโทษเป็นจำนวนมากยังยึดมั่นในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์จนกระทั่งวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

 

แต่แม้ว่าพวกนาซีจะประสบความสำเร็จในการลดความเป็นมนุษย์ของพวกนักโทษโดยทำการทรมานร่างกายของพวกเขาอย่างหนักได้ก็ตาม

 

แต่ก็ไม่สามารถลดความสูงส่งทางด้านศีลธรรมในจิตใจชองนักโทษเหล่านี้ได้ ด้วยเหตุผลเพียงเล็กน้อยเท่านี้เองที่ทำให้ดิฉันยังไม่หมดศรัทธาในตัวมนุษย์เสียทีเดียว

 

ในสภาพที่ป่าเถื่อนของค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนา ถ้าหากว่าทุกคนไม่ทำตัวผิดวิสัยมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกันบ้างแล้ว ความหวังของดิฉันคงจะเป็นจริงขึ้นมาได้บ้าง

 

ก็เพราะความหวังเช่นนี้แหละที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจดิฉันมีชีวิตอยู่มาได้ตราบเท่าทุกวันนี้.

จบบริบูรณ์


ภาคผนวก

ค่ายกักกันนาซีเยอรมัน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒


ภาคผนวก ก.

ประวัติอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1889 ณ เมืองเบราเนา ประเทศออสเตรีย ต่อมาได้ย้ายเข้าไปพำนักอยู่ในประเทศเยอรมนี และเข้าร่วมพรรคแรงงานเยอรมันซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคนาซี”

ฮิตเลอร์เป็นนักปราศรัยที่มีความสามารถสูง เขาปลุกระดมประชาชนด้วยแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง และสร้างความเชื่อว่าชาวเยอรมันคือ “เผ่าพันธุ์อารยันอันสูงส่ง” ขณะเดียวกันก็กล่าวโทษชาวยิวว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของเยอรมนี

ในปี ค.ศ.1933 ฮิตเลอร์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี และค่อยๆรวบอำนาจเข้าสู่ตนเอง จนกลายเป็น “เผด็จการ” ที่มีอำนาจสูงสุด

ภายใต้การปกครองของเขา โลกได้เผชิญกับ:

  • สงครามโลกครั้งที่ ๒
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust)
  • ค่ายกักกันและค่ายมรณะ
  • การเสียชีวิตของผู้คนนับหลายสิบล้านคน

ในที่สุด เมื่อกองทัพเยอรมันพ่ายแพ้ ฮิตเลอร์ได้ฆ่าตัวตายภายในบังเกอร์ใต้ดิน ณ กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1945

ชื่อของฮิตเลอร์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายและความคลั่งอำนาจที่โลกไม่มีวันลืม


ภาคผนวก ข.

แผนที่ค่ายเอาชวิตซ์

ค่ายเอาชวิตซ์ (Auschwitz) ตั้งอยู่ในประเทศโปแลนด์ ซึ่งขณะนั้นถูกกองทัพนาซียึดครอง

ค่ายแห่งนี้ประกอบด้วยค่ายย่อยหลายแห่ง ได้แก่

1. เอาชวิตซ์ 1

เป็นค่ายหลักและศูนย์บัญชาการ
มีประตูอันเลื่องชื่อที่เขียนว่า

“Arbeit Macht Frei”
การทำงานทำให้เป็นอิสระ”

ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงคำโกหกเพื่อหลอกลวงนักโทษ


2. เอาชวิตซ์ 2 หรือ เบียร์เคเนา (Birkenau)

เป็นค่ายมรณะที่ใหญ่ที่สุด

สถานที่แห่งนี้มี:

  • ห้องรมแก๊ส
  • เตาเผาศพขนาดใหญ่
  • รางรถไฟขนส่งนักโทษ
  • ลวดหนามไฟฟ้า

ผู้คนจำนวนมหาศาลถูกส่งตรงจากรถไฟเข้าสู่ห้องรมแก๊สโดยแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิต


3. เอาชวิตซ์ 3

ใช้เป็นค่ายแรงงานทาสให้แก่อุตสาหกรรมของเยอรมนี

นักโทษต้องทำงานหนักท่ามกลางความหิวโหย ความหนาวเย็น และการทุบตีอย่างทารุณ


ภาคผนวก ค.

จำนวนผู้เสียชีวิต

สงครามโลกครั้งที่ ๒ ถือเป็นสงครามที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

มีผู้เสียชีวิตรวมทั่วโลกประมาณ:

70–85 ล้านคน

เฉพาะชาวยิวที่เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีประมาณ:

6 ล้านคน

ภายในค่ายเอาชวิตซ์เพียงแห่งเดียว มีผู้เสียชีวิตประมาณ:

1.1 ล้านคน

ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็น:

  • ชาวยิว
  • เด็ก
  • คนชรา
  • ผู้พิการ
  • เชลยศึก

หลายคนถูกสังหารทันทีที่เดินทางมาถึงค่าย


ภาคผนวก ง.

ภาพจริงในสงครามโลก

ภาพถ่ายจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้เผยให้เห็นความโหดร้ายของสงครามอย่างชัดเจน

มีทั้งภาพ:

  • เด็กชาวยิวในค่ายกักกัน
  • ผู้คนผอมโซจากความอดอยาก
  • รางรถไฟที่นำเข้าสู่ค่ายมรณะ
  • ห้องรมแก๊ส
  • เตาเผาศพ
  • เมืองที่ถูกระเบิดจนพังพินาศ

ภาพเหล่านี้มิใช่เพียงหลักฐานทางประวัติศาสตร์
แต่เป็นคำเตือนต่อมนุษยชาติว่า

ความเกลียดชังสามารถทำลายโลกได้เพียงใด”


ภาคผนวก จ.

ไทม์ไลน์สงครามโลกครั้งที่ ๒

ค.ศ.1933

ฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนี

ค.ศ.1939

เยอรมนีบุกโปแลนด์
สงครามโลกครั้งที่ ๒ เริ่มต้นขึ้น

ค.ศ.1940

เยอรมนียึดครองหลายประเทศในยุโรป

ค.ศ.1941

เยอรมนีบุกสหภาพโซเวียต
ญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์

ค.ศ.1942

ค่ายกักกันและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รุนแรงที่สุด

ค.ศ.1944

ฝ่ายสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี

ค.ศ.1945

เยอรมนียอมแพ้
ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย
สงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง


ภาคผนวก ฉ.

ชีวิตชาวยิวในยุโรป

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวยิวจำนวนมากอาศัยอยู่ในยุโรปมายาวนานหลายร้อยปี

พวกเขาประกอบอาชีพ:

  • แพทย์
  • ครู
  • นักธุรกิจ
  • นักวิชาการ
  • ศิลปิน

แต่เมื่อพรรคนาซีขึ้นสู่อำนาจ ชาวยิวกลับถูกเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง เช่น

  • ถูกห้ามเข้าศึกษา
  • ถูกยึดทรัพย์สิน
  • ถูกบังคับให้ติดดาวสีเหลือง
  • ถูกกีดกันจากสังคม

ท้ายที่สุด พวกเขาถูกจับส่งเข้าสู่ค่ายกักกันจำนวนมหาศาล

หลายครอบครัวถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่คนเดียว


ภาคผนวก ช.

บทเรียนที่มนุษยชาติควรจดจำ

สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้สอนให้โลกเข้าใจว่า

มนุษย์สามารถสร้างอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ได้
แต่ขณะเดียวกัน มนุษย์ก็สามารถทำลายกันเองอย่างโหดเหี้ยมที่สุดได้เช่นกัน

ค่ายกักกันนาซีจึงมิใช่เพียงเรื่องราวในอดีต
แต่มันคือคำเตือนที่โลกต้องจดจำ

เพื่อไม่ให้:

  • ความเกลียดชังทางเชื้อชาติ
  • ความคลั่งชาติ
  • อำนาจเผด็จการ
  • และความไร้มนุษยธรรม

หวนกลับมาสร้างโศกนาฏกรรมเช่นเดิมอีกครั้ง

ผู้คนหลายล้านชีวิตได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในสงครามครั้งนั้น

สิ่งเดียวที่เราสามารถทำได้เพื่อพวกเขา คือ

จดจำ”
และไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์อันโหดร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกต่อไป


===============

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?

คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:


1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด


👉 คลิกที่นี่เพื่อรับชมและสั่งซื้อผลงานทั้งหมดจาก สำนักพิมพ์ทองใบ ที่ Meb Market

 

No comments:

Post a Comment

Google