ค่ายกักกันนาซีเยอรมัน
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒
เป็นบันทึกประสบการณ์จริง
ของหญิงชาวยิวที่รอดชีวิตจากค่ายเอาชวิตซ์
เก็บความโดย
นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์
==========================
คำนำ
สงครามโลกครั้งที่ ๒ มิได้เป็นเพียงมหาสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนหลายสิบล้านคนเท่านั้น
หากยังเป็นยุคสมัยอันมืดมนที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เป็นช่วงเวลาที่ความเกลียดชังทางเชื้อชาติ ความคลั่งอำนาจ และลัทธิอันบิดเบี้ยว
ได้ผลักดันให้มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยความโหดเหี้ยมเกินกว่าจะพรรณนาได้หมดสิ้น
ท่ามกลางควันไฟแห่งสงคราม
มีผู้คนจำนวนมหาศาลถูกพรากจากบ้าน ถูกจับกุม ถูกเนรเทศ และถูกส่งตัวไปยัง
“ค่ายกักกัน” อันเลื่องลือในด้านความอำมหิต โดยเฉพาะค่ายเอาชวิตซ์ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายและความสิ้นหวังของชาวยิวในยุโรป
หนังสือเล่มนี้
มิใช่นวนิยายที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ
แต่มันคือ “บันทึกแห่งชีวิตจริง”
เป็นเสียงสะท้อนจากหญิงชาวยิวผู้หนึ่ง
ซึ่งเคยมีครอบครัว มีบ้าน มีชีวิตอันอบอุ่นไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป
แต่แล้ววันหนึ่งทุกสิ่งกลับถูกกระชากหายไปต่อหน้าต่อตา
เหลือเพียงการเดินทางอันมืดมนในตู้รถไฟบรรทุกสัตว์ การพลัดพรากจากคนที่รัก
และการเผชิญหน้ากับนรกบนดินที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง
ผู้อ่านจะได้พบกับภาพของผู้คนที่ถูกอัดแน่นอยู่ในตู้รถไฟอับชื้น
ได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กเล็กที่เรียกหาแม่ ได้สัมผัสความหิว ความกระหาย
ความหวาดกลัว และความสิ้นหวังที่ค่อยๆกัดกินหัวใจของผู้ถูกเนรเทศทีละน้อย
แต่ท่ามกลางความโหดร้ายอันมืดมนที่สุดนั้นเอง
ยังมีประกายแห่งความเป็นมนุษย์ส่องแสงอยู่เสมอ
ยังมีความรักของแม่ที่มีต่อลูก
ยังมีสามีภรรยาที่ไม่ยอมทอดทิ้งกัน
ยังมีผู้คนที่แบ่งน้ำหยดสุดท้ายให้แก่กัน
ยังมีผู้ที่สวดภาวนาให้คนตายทั้งๆที่ตนเองก็กำลังรอความตายอยู่เช่นกัน
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า
แม้ร่างกายของมนุษย์จะถูกจองจำ ถูกทำลาย หรือถูกลดคุณค่าจนไม่ต่างจากสัตว์ แต่
“หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์” นั้น มิอาจถูกฆ่าให้ตายลงได้โดยง่าย
การเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้
มิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลุกความเกลียดชังต่อชนชาติใด
หากแต่ต้องการให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ปล่อยให้ความคลั่งชาติ
ความเกลียดชัง และอำนาจอันไร้เมตตาเข้าครอบงำ
เมื่อนั้นโศกนาฏกรรมเช่นนี้ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำได้อีกเสมอ
ประวัติศาสตร์ของค่ายกักกันนาซีจึงมิใช่เพียงเรื่องราวของอดีต
แต่มันคือ “บทเรียนของมนุษยชาติ”
บทเรียนที่ถูกเขียนขึ้นด้วยน้ำตา
เลือด และเถ้าถ่านของผู้คนนับล้านชีวิต
ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ผู้อ่านได้มองเห็นคุณค่าของสันติภาพ ความเมตตา
และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น
และขอให้เสียงคร่ำครวญจากผู้คนในค่ายมรณะเหล่านั้น
ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของโลกตราบนานเท่านาน เพื่อมิให้ประวัติศาสตร์อันโหดร้ายเช่นนี้หวนกลับมาอีกครั้ง
ด้วยความเคารพต่อดวงวิญญาณของผู้สูญเสียทุกคน
นาวาเอก
รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์
ผู้เก็บความและเรียบเรีย
✠ สารบัญ ✠
ค่ายกักกันนาซีเยอรมัน
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒
บันทึกชีวิตจริงจากค่ายเอาชวิตซ์
✦
เก็บความโดย ✦
นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์
══════════════════════
✠
คำนำ .....................................................
✠ ตัวอย่างอ่านฟรี
.....................................
✠
บทนำ : ประตูนรกแห่งยุโรป .................
══════════════════════
ภาคเนื้อเรื่อง
บทที่ ๑
✠
เก้าสิบหกชีวิตบนรถไฟด่วนสายมรณะ ✠
.................................................................
บทที่ ๒
✠
ถึงค่ายกักกัน ✠
.................................................................
บทที่ ๓
✠
คุกแดนที่ยี่สิบหก ✠
.................................................................
บทที่ ๔
✠
ความประทับใจครั้งแรก ✠
.................................................................
บทที่ ๕
✠
คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ ✠
.................................................................
บทที่ ๖
✠
ภายในค่ายนรก ✠
.................................................................
บทที่ ๗
✠
เล่ห์รักในค่าย ✠
.................................................................
บทที่ ๘
✠
เมื่อต้องโทษประหาร ✠
.................................................................
บทที่ ๙
✠
ตั้งโรงพยาบาลในค่าย ✠
.................................................................
บทที่ ๑๐
✠
อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี ✠
.................................................................
บทที่ ๑๑
✠
คลังมหาสมบัติ ✠
.................................................................
บทที่ ๑๒
✠
โรงเก็บศพ ✠
.................................................................
บทที่ ๑๓
✠
เทพธิดาแห่งความตาย ✠
.................................................................
บทที่ ๑๔
✠
ภาษาเฉพาะของเชลย ✠
.................................................................
บทที่ ๑๕
✠
ชะตากรรมของทารกที่เกิดในค่าย ✠
.................................................................
บทที่ ๑๖
✠
ชีวิตในรั้วลวดหนาม ✠
.................................................................
✠
ตัวอย่างอ่านฟรี
ค่ายกักกันนาซีเยอรมัน
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒
บันทึกชีวิตจริงของหญิงชาวยิวผู้รอดชีวิตจากค่ายเอาชวิตซ์
เก็บความโดย
นาวาเอก รศ.ทองใบ หงษ์เวียงจันทร์
คำนำ
“บางคนตายในสนามรบ
แต่ชาวยิวจำนวนมหาศาลกลับถูกฆ่า
โดยไม่เคยจับอาวุธเลยแม้แต่ครั้งเดียว…”
สงครามโลกครั้งที่ ๒
คือมหันตภัยที่เปลี่ยนโลกทั้งใบให้กลายเป็นทะเลเพลิง ผู้คนหลายล้านคนต้องเสียชีวิต
บ้านเมืองถูกทำลาย
และความเป็นมนุษย์ถูกเหยียบย่ำอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์
แต่ท่ามกลางสงครามอันโหดร้ายนั้น
ยังมีอีกด้านหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงปืนและระเบิด
นั่นคือ “ค่ายกักกันนาซี”
สถานที่ซึ่งมนุษย์ถูกลดคุณค่าจนไม่ต่างจากสัตว์
สถานที่ซึ่งความตายลอยอยู่ในอากาศทุกลมหายใจ
และสถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากเดินเข้าไป…โดยไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลย
หนังสือเล่มนี้คือบันทึกชีวิตจริงของหญิงชาวยิวผู้หนึ่ง
ซึ่งได้ผ่านนรกแห่งนั้นมาด้วยตนเอง
ทุกถ้อยคำในหนังสือเล่มนี้จึงมิใช่เพียงตัวอักษร
แต่มันคือเสียงร้องของผู้คนที่โลกไม่ควรลืม
บทที่ ๑
รถไฟมรณะ
ในตอนแรก
ดิฉันยังไม่เชื่อว่าข่าวลือเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริง
แม้จะมีคนพูดกันทั่วเมืองว่า
พวกเยอรมันกำลังส่งชาวยิวจำนวนมากไปยัง “ค่ายบางแห่ง” แต่ดิฉันก็ยังคิดว่า
มันอาจเป็นเพียงข่าวลวงเพื่อสร้างความหวาดกลัวเท่านั้น
สามีของดิฉันเป็นนายแพทย์ที่มีชื่อเสียง
เราไม่เคยทำร้ายใคร
เราเป็นเพียงครอบครัวธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
แต่แล้ววันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
สามีของดิฉันถูกเรียกตัวไปยังสถานีตำรวจโดยหน่วยเอสเอส
และในเวลาต่อมา เราได้รับแจ้งว่าเขาจะถูกส่งตัวไปประเทศเยอรมัน
ดิฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาต่อหน้า
“คุณจะไปกับผมไหม?”
สามีถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ดิฉันไม่ตอบในทันที
เพราะในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แต่สุดท้าย ดิฉันก็ตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ดิฉันจะไม่ทอดทิ้งเขา
เรารีบเก็บของจำเป็นใส่กระเป๋า
ลูกทั้งสองคนถูกปลุกขึ้นมาอย่างเร่งรีบ
บิดามารดาของดิฉันเองก็ตัดสินใจร่วมเดินทางไปด้วย
ในเวลานั้น ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า
การเดินทางครั้งนี้จะกลายเป็นการเดินทางสู่นรก
เมื่อไปถึงสถานีรถไฟ
ดิฉันก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยทหารถือปืน
ผู้คนจำนวนมหาศาลกำลังร้องไห้
เด็กเล็กเกาะแขนแม่แน่นด้วยความหวาดกลัว
และที่ชานชาลา…
มีรถไฟขบวนยาวจอดรออยู่
แต่มันไม่ใช่รถไฟโดยสาร
มันคือ “รถไฟบรรทุกสัตว์”
ทันทีที่เห็นภาพนั้น
หัวใจของดิฉันก็เย็นวาบ
ผู้คนถูกผลักขึ้นตู้รถไฟราวกับฝูงสัตว์
ภายในตู้มืด อับ
และแออัดจนแทบไม่มีที่ยืน
เก้าสิบกว่าชีวิตถูกอัดอยู่ในตู้เดียว
ทั้งเด็ก คนแก่ คนป่วย และหญิงมีครรภ์
เมื่อประตูเหล็กถูกกระแทกปิดเสียงดังสนั่น
เสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นรอบตัว
และในวินาทีนั้นเอง
ดิฉันเริ่มเข้าใจว่า…
เราไม่ได้กำลังเดินทางไปทำงานในเยอรมัน
แต่เรากำลังถูกส่งตัวไปยังสถานที่บางแห่ง
ที่ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร
วันที่สองของการเดินทาง
น้ำเริ่มหมด
เด็กเล็กหลายคนร้องไห้เพราะกระหาย
ผู้คนเริ่มทะเลาะกัน
บางคนเริ่มป่วย
บางคนหมดสติ
แต่รถไฟยังคงแล่นต่อไป
โดยไม่มีใครบอกเราเลยว่า
ปลายทางคือที่ใด
ในตู้รถไฟนั้น
ความหวังเริ่มลดน้อยลงทีละนิด
และความกลัว…เริ่มเข้ามาแทนที่
คืนหนึ่ง
ดิฉันได้ยินเสียงสวดศพดังขึ้นเบาๆในมุมตู้รถไฟ
ชายชราคนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างการเดินทาง
บุตรชายของเขาซึ่งเป็นแพทย์
คุกเข่าลงข้างศพผู้เป็นพ่อ พลางพึมพำบทสวดทั้งน้ำตา
ไม่มีโลงศพ
ไม่มีดอกไม้
ไม่มีแม้แต่พื้นที่ให้วางร่างผู้ตาย
มีเพียงตู้รถไฟสกปรกอับชื้น
กับมนุษย์อีกเก้าสิบกว่าคนที่กำลังรอชะตากรรมของตนเอง
ดิฉันมองภาพนั้นด้วยหัวใจสั่นเทา
และเริ่มถามตัวเองว่า…
มนุษย์เราจะโหดร้ายต่อกันได้ถึงเพียงนี้จริงหรือ?
เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านไป
ในที่สุด รถไฟมรณะก็หยุดลง
ไม่มีใครรู้ว่าเรามาถึงที่ใด
แต่เมื่อประตูตู้รถไฟเปิดออก
และดิฉันมองเห็นลวดหนามสูงทอดยาวสุดสายตา
หัวใจของดิฉันก็จมดิ่งลงทันที
เพราะดิฉันยังไม่รู้เลยว่า…
สถานที่แห่งนี้ชื่อว่า “เอาชวิตซ์”
และมันคือประตูนรก
ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง
📖 โปรดติดตามต่อในฉบับเต็ม
“ค่ายกักกันนาซีเยอรมัน
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒”
บันทึกชีวิตจริงอันสะเทือนใจจากผู้รอดชีวิตแห่งค่ายเอาชวิตซ์
บทนำ : ประตูนรกแห่งยุโรป
ฤดูหนาวในยุโรปนั้นหนาวเหน็บราวกับโลกทั้งใบกำลังสิ้นลมหายใจ
สายลมเย็นจัดพัดผ่านรั้วลวดหนามที่ทอดยาวสุดสายตา
เสียงหวูดรถไฟดังแว่วมาจากระยะไกล ท่ามกลางความมืดและหมอกสีเทา
ขบวนรถไฟบรรทุกมนุษย์กำลังแล่นเข้าสู่สถานที่แห่งหนึ่ง…สถานที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากไม่เคยรู้เลยว่า
เมื่อก้าวเข้าไปแล้ว พวกเขาจะไม่มีวันได้กลับออกมาอีก
สถานที่นั้นมีชื่อว่า
“เอาชวิตซ์”
ค่ายกักกันนาซีอันเลื่องชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ที่นี่มิใช่เพียงคุกสำหรับกักขังนักโทษ
แต่มันคือ “โรงงานแห่งความตาย”
สถานที่ซึ่งมนุษย์ถูกลดคุณค่าจนไม่ต่างจากวัตถุ
สถานที่ซึ่งเสียงร้องไห้ของเด็กเล็ก กลิ่นควันจากเตาเผาศพ
และความหวาดกลัว ได้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตประจำวัน
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒
ผู้คนหลายล้านคนถูกส่งมายังค่ายแห่งนี้ โดยเฉพาะชาวยิวจากทั่วทวีปยุโรป
พวกเขาถูกพรากออกจากบ้าน
ถูกแยกจากครอบครัว
ถูกปล้นแม้กระทั่งชื่อของตนเอง
เมื่อเดินทางมาถึง
พวกเขาจะถูกคัดเลือกในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
คนแข็งแรงถูกส่งไปใช้แรงงาน
ส่วนเด็ก คนชรา หญิงมีครรภ์ และผู้ป่วยจำนวนมาก ถูกส่งตรงเข้าสู่
“ห้องรมแก๊ส”
ที่ซึ่งความตายรออยู่เบื้องหลังประตูเหล็กหนาทึบ
หลายคนเสียชีวิตโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า
ตนเองกำลังถูกพาไปที่ใด
เหนือปล่องควันของเตาเผาศพ
เถ้าถ่านจากร่างมนุษย์ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าทั้งกลางวันและกลางคืน
ราวกับจะประกาศให้โลกรู้ว่า
มนุษยชาติกำลังเดินทางเข้าสู่ยุคมืดที่สุดของประวัติศาสตร์
สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ายกักกันนาซี
มิใช่เรื่องเล่าที่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความหวาดกลัว
หากแต่เป็นความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริงกับมนุษย์นับล้านชีวิต
และสิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดก็คือ…
ผู้กระทำมิใช่อสูรกายจากโลกอื่น
แต่คือ “มนุษย์ด้วยกันเอง”
หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปสัมผัสชีวิตของผู้คนภายในค่ายมรณะ
ผ่านบันทึกและความทรงจำของหญิงชาวยิวผู้หนึ่ง
ซึ่งได้ผ่านนรกแห่งนั้นมาด้วยสายตาของตนเอง
ท่านจะได้เห็น:
- รถไฟมรณะที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน
- เด็กที่ร้องเรียกหาแม่ก่อนถูกพรากจากกัน
- นักโทษที่อดอยากจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
- ห้องรมแก๊สอันน่าสะพรึงกลัว
- เตาเผาศพที่ไม่เคยดับไฟ
- และความหวังอันริบหรี่ของผู้ที่พยายามมีชีวิตรอด
แต่ท่ามกลางความโหดร้ายอันมืดมนที่สุดนั้นเอง
ยังมีบางสิ่งที่ไม่อาจถูกทำลายลงได้ง่ายๆ
นั่นคือ “หัวใจของมนุษย์”
เพราะแม้ร่างกายจะถูกจองจำ
แม้โลกภายนอกจะเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
แต่ความรัก ความเมตตา และความหวังเล็กๆ
ยังคงมีอยู่ในหัวใจของผู้คนบางคนเสมอ
นี่จึงมิใช่เพียงหนังสือเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่
๒
แต่มันคือบันทึกแห่งน้ำตา
บันทึกแห่งความสูญเสีย
และบันทึกแห่งบทเรียนที่มนุษยชาติไม่ควรลืม
เพื่อให้เราตระหนักว่า
เมื่อใดที่ความเกลียดชังอยู่เหนือความเมตตา
เมื่อนั้น “นรกบนดิน” ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีกครั้งเสมอ
และประตูนรกแห่งยุโรปนั้น
อาจมิได้ปิดตายไปพร้อมกับสงครามโลกครั้งที่ ๒
อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจเลยก็เป็นได้…
เนื้อเรื่องใน Five
Chimneys ปรากฏอยู่ในบทต่างๆ ดังต่อไปนี้
บทที่ 1
เก้าสิบหกชนิดบนรถไฟด่วนสายมรณะ
เวรหรือกรรมใดก็ไม่ทราบที่มาดลบันดาลให้ดิฉันทำอะไรผิดพลาดอย่างมหันต์ถึงขนาดนั้น
ดิฉันปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองไม่ได้มีส่วนในการทำลายชีวิตของบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าพร้อมบุตรชายอีกสองคนของตัวเองไป
ชาวโลกคงเข้าใจว่าดิฉันไม่ทราบ
แต่ความรู้สึกอันปวดร้าวในส่วนลึกมันย้ำเตือนอยู่ตลอดเวลาว่า
ดิฉันรู้เห็นเหตุการณ์ดีและก็น่าจะช่วยชีวิตของคนเหล่านั้นเอาไว้ได้ แต่อนิจจา...
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1944
ภายหลังจากจอมเผด็จการฮิตเล่อร์สั่งบุกโปแลนด์ได้เกือบห้าปี ตอนนั้นตำรวจลับ เกสตาโป
ของเยอรมันได้เข้าไปมีอิทธิพลทั่วทุกหนทุกแห่ง
ประเทศเยอรมันได้กลายเป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เพราะผลจากการแย่งชิงริบเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไปจากชาวยุโรป
ขณะนั้นเยอรมันได้แผ่อิทธิพลเข้าไปครอบครองพื้นที่ยุโรปถึงสองในสาม
พวกเราอยู่ที่เมืองครูซ เมืองหลวงของแค้วนทรานซิลวาเนีย
ซึ่งในขณะนั้นมีประชากร 1 แสนคน เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศโรมาเนีย
แต่ตามข้อตกลงกรุงเวียนนาปี ค.ศ. 1940
ได้เปลี่ยนมือไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศฮังการี ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเทศ
บริวารกลุ่มใหม่(New Order) ของประเทศเยอรมันนั่นเอง
ความจริงแล้วคนเยอรมันได้กลายเป็นนายเหนือหัวของประเทศบริวารเหล่านี้เลียละมากกว่า
แม้ว่าสมัยนั้นไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้
แต่เรากลับมีความรู้สึกว่าความคาดหมายคงเป็นจริงในไม่ช้านี้
อย่างไรก็ตามเราก็พยายามเก็บความรู้สึกเกรงกลัวเอาไว้ ยังคงออกไปปฏิบัติงานประจำวันกันตามปดติ
โดยพยายามหลีกเลี่ยงการพบปะกับชาวเยอรมัน
เพราะเราทราบดีว่าไม่มีวันที่จะได้รับความเมตตาปรานีจากชาวเยอรมันผู้โหดเหี้ยม
ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ผู้ชายเยอรมันเท่านั้น แม้แต่ผู้หญิงก็มีลักษณะเหมือนๆกัน
ซึ่งเราเรียนรู้ในภายหลังว่ามีความโหดเหี้ยมไม่แพ้ผู้ชาย
เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่มีใครมาเล่าถึงความโหดเหี้ยมให้ได้ยินเท่านั้นเอง
สามีของดิฉันชื่อ ไมครอส เลงเยล
เป็นทั้งเจ้าของและผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนชื่อ สถานพยาบาลหมอเลงเยล
ซึ่งลักษณะของโรงพยาบาลเป็นอาคารสองชั้นทันสมัย จุเตียงคนไข้ได้ 70 เตียง
เราสองคนได้สร้างกันขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937
สามีของดิฉันเคยเรียนวิชาแพทย์ที่กรุงเบอร์ลินประเทศเยอมมัน
ขณะที่เรียนอยู่นั้นก็ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่เปิดคลินิกรักษาคนป่วยเพื่อการกุศลด้วย
เขาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทั่วไปและนรีเวชศาสตร์
ชอบอุทิศตนให้กับวิชาชีพ จนเป็นที่นับถือและรู้จักกันอย่างกว้างขวาง
แต่เขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องการเมือง
แม้ว่าจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเรากำลังตกอยู่ในห้วงชะตากรรมที่ต้องเผชิญกับมหาภัยรอบด้านที่จะต้องพยายามฟันฝ่าต่อสู่กับมันอยู่เสมอก็ตาม
แต่ความเป็นจริงแล้วเขาแทบไม่มีเวลาว่างพอที่จะสนใจเหตุการณ์ภายนอกมากนัก
ทั้งนี้เพราะวันหนึ่งๆมีคนไข้ที่จะต้องให้การดูแลรักษาถึง 120 ราย
ต้องขลุกอยู่ในห้องผ่าตัดตั้งแต่เช้าจนกระทั่งดึกดื่น
ขณะนั้นเมืองครูซเป็นเมืองที่กำลังเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งเราต่างรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสดำเนินกิจการโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองนี้
ส่วนตัวดิฉันเองนั้นก็ได้อุทิศตนเพื่อการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
ดิฉันเคยศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเมืองครูซมา
จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นศัลยแพทย์ผู้ช่วยมือหนึ่งของสามีได้
ซึ่งก็ได้ทำงานสารพัดในโรงพยาบาลมาตลอด นับตั้งแต่มีส่วนในการออกแบบตกแต่งภายใน ตลอดจนทำหน้าที่นัดหมายคนไข้ให้สามี
แม้ว่าจะมีอาชีพทำงานนอกบ้านอย่างไรแต่มันก็ไม่เป็นสิ่งน่าภาคภูมิใจมากเท่ากับการมีครอบครัวเล็กๆที่แสนดี
เรามีบุตรชายด้วยกันสองคน คนหนึ่งชิ่อ โธมัส อีกคนหนึ่งชื่อ
อาร์วัด ดิฉันเคยคิดว่าคงไม่มีใครมีความสุขเท่ากับเราอีกแล้ว
ในบ้านพักของเรามีบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้ากับปู่ของดิฉันมาอยู่ด้วย
สำหรับคุณปู่นั้นท่านชื่อ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เอลเฟ อลาดาร์ ซึ่งเป๋นแพทย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งมาก่อน
ในช่วงปีแรกๆที่เกิดสงครามนั้น เราอยู่กันอย่างสงบสุข
แต่เมื่อได้ทราบข่าวชัยชนะไม่มีสิ้นสุดของกองทหารนาซีก็ต่างรู้สึกตื่นตระหนก
เพราะเมื่อกองทหารอาสาสมัครไรค์ซีเวร์ของเยอรมันบุกยึดสถานที่ต่างๆได้มากขึ้นๆประดานายแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัลยแพทย์เก่งๆที่จะทำหน้าที่ให้บริการรักษาแก่พลเรือนก็มีจำนวนลดน้อยลงไปทุกทีๆ
ส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ตามแนวรบ
สามีของดิฉันแม้ว่าตามปกติจะเป็นคนสุขุมเงียบขรึม
แต่ก็อดที่จะวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอย่างไร้มนุษยธรรมของทหารเยอรมมันในสมัยนั้นไม่ได้
แม้ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กับคนใกล้ชิดเท่านั้นก็ตาม
แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนั้น เราไม่มีทางทราบได้เลยว่าใครเป็นใคร
ซึ่งบางทีคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวอาจไปเข้าหูทหารเยอรมันบ้างก็ได้
แต่ถึงอย่างรตามเจ้าหน้าที่ในเมืองครูซก็ยังไม่ได้จัดการอะไรกับสามีของดิฉัน
ยังคงปล่อยให้อยู่เป็นปกติสุขต่อไป
ในช่วงฤดูหนาวปี ค.ศ. 1939 เราได้ทราบระแคะระคายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในดินแดนที่พวกนาซีเข้ายึดครอง
เพราะในขณะนั้นเราได้จัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์
ที่หลบหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนมาภายหลังจากกองทัพโปแลนด์ถูกกองทัพนาซีปิดล้อม
ก็ได้ฟังคนเหล่านี้เล่าเรื่องต่างๆเลยเกิดความเห็นอกเห็นใจอยากช่วยเหลือเขาในยามตกทุกข์ได้ยาก
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ถึงกับปักใจเชื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ฟังมา
เพราะคิดว่าพวกเขาอาจจะตีโพยตีพายพูดเกินความจริงไปก็ได้
ในปลายปี ค.ศ. 1943 ก็ได้ทราบข่าวอันน่าสะพรึงกลัวว่า
มีการสังหารหมู่ในค่ายกักกันเชลยในประเทศเยอรมัน
แต่อีกนั้นแหละก็ยังไม่เชื่อทันทีว่า
เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้นจะมีอยู่จริง
ซึ่งก็คงเหมือนกับท่านผู้อ่านที่กำลังติดตามเรื่องราวที่ดิฉันกำลังเล่าอยู่นี้
หลายท่านคงจะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงใช่ไหมคะ?
ในช่วงนั้นเราคงเห็นว่าประเทศเยอรมันเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่ง
กำลังเผยแพร่วัฒนธรรมอันสูงส่งนี้ออกไปสู่ประเทศต่างๆในโลก
หากเรื่องโหดเหี้ยมทารุณที่เล่าลือกันนั้นเป็นจริงแล้ว
ก็คงเป็นการกระทำอันป่าเถื่อนของคนบ้าๆกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงหยิบมือเดียว
มันคงไม่ใช่นโยบายระดับชาติของเยอรมันที่จะสั่งการให้ทำเช่นนั้น
เราชื่อว่าประเทศเยอรันคงไม่มีแผนครอบครองโลก
เห็นไหมคะว่าในช่วงเวลานั้นเรามีความเข้าใจประเทศเยอรมันน้อยมากทีเดียว
นายทหารเยอรมันยศพันตรีคนหนึ่งจากกองทัพส่วนหน้าซึ่งเคยมาพักอยู่ที่บ้านเราได้เล่าถึงความโหดร้ายทารุณที่ประเทศของเขากระทำต่อประเทศต่างๆในยุโรป
แต่กระนั้นก็ตาเราก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง
ดิฉันกลับเข้าใจไปว่านายทหารมีการศึกษาดีผู้นี้คงจะพยายามหลอกเราให้ตื่นตระหนกไปเล่นๆไปอย่างนั้นเอง
เราเลยพยายามแยกตัวไม่สุงสิงด้วย
จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งเขาได้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะปรึกษาหารืออะไรบางอย่างด้วย
ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ต้องการจะพูดคุยกับเราเท่านั้นเอง
ซึ่งยิ่งพูดเขายิ่งแสดงความขมขื่นและอิดหนาระอาใจ
โดยเล่าว่าเมื่อได้รับคำสั่งให้ไปประจำการในประเทศใด ก็สังเกตได้ว่าทั่วทุกหนทุกแห่งประชาชนของประเทศนั้นๆจะมองเขาด้วยดวงตาที่แสดงออกถึงความจงเกลียดจงชัง
แม้แต่สมาชิกในครอบครัวของเขาเองก็มักต่อว่าต่อขานว่า
สิ่งของที่เขาคดโกงปล้นชิงได้แล้วส่งกลับไปให้ครอบครัวที่บ้านเยอรมันนั้นมันน้อยไป
ซึ่งแตกต่างจากทหารเยอรมันคนอื่นๆไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหารต่างก็ส่งของมีค่ากลับไปบ้านของตนมากมาย
ซึ่งมีทั้งทองคำ เพชรพลอย เสื้อผ้า ศิลปวัตถุ และอาหารแห้งต่างๆ
ดิฉันได้ฟังนายทหารผู้นี้เล่าให้ฟังถึงความอัดอั้นตันใจในตอนที่เขาสั่งทหารในบังคับบัญชาให้เดินไปตามถนน
ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยซากศพที่ถูกแขวนห้อยโตงเตงแลดูน่าเกลียดน่ากลัว
เขาได้เล่าต่อไปว่า
ทหารเยอรมันได้สร้างรถบรรทุกชนิดหนึ่งไว้สำหรับสังหารคนด้วยก๊าซพิษ
ทั้งยังได้สร้างค่ายขนาดมหึมาไว้สังหารชนกลุ่มน้อยซึ่งมีจำนวนนับล้านๆคน
ต่อมาสิ่งที่เราพากันวิตกและหวาดผวาก็มาถึง
มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าเป็นสิ่งเตือนภัยอย่างหนึ่ง
เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นในตอนต้นปี ค.ศ. 1944
คือวันหนึ่งสามีของดิฉันถูกเชิญไปที่สถานีตำรวจโดยเจ้าหน้าที่หน่วย เอเอส
เป็นผู้ทำการสอบสวน สามีถูกตั้งข้อหาว่าบอยคอตผลิตภัณฑ์ยาของเยอรมันในโรงพยาบาล
สมัยนั้นมีผู้แทนของบริษัทไบเอร์เยอรมัน
ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกลับของหน่วยสืบราชการเอสเอส
ได้เข้ามาอยู่ในทรานซิลวาเนีย ซึ่งพวกนี้เข้ามาในรูปของผู้แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว
หรือไม่ก็มาเพื่อขยายกิจการค้าของบริษัทไบเอร์ คนพวกนี้ได้สร้างข่ายงานจารกรรมในด้านต่างๆตอนนั้นข่าวลือแพร่สะพัดทั่วไปว่า
มีเอสเอสกลุ่มหนึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของชายคนหนึ่ง
เป็นเจ้าของโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองครูซ
โดยสงสัยว่าชายคนนี้เป็นศัตรูของประเทศเยอรมัน
ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือสามีของดิฉันนี่เอง
นับว่าโชคยังเข้าข้างเราอยู่ที่คุณหมอเลงเยลสามีของดิฉันสามารถให้ปากคำได้ดีพอสมควร
จึงได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกหน่วยเอสเอสเล่นงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่า
ที่สามีถูกสอบปากคำคราวนี้ก็เพราะมีคนคอยส่อเสียดและปรักปรำ
ซึ่งมั่นใจว่าคงจะเป็นคนงานกลุ่มหนึ่งที่เคยทำงานในโรงพยาบาลของเรานั่นเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เราต้องระมัดระวังตัวเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ครั้งต่อไปที่จะติดตามมา
แต่เราก็คาดการณ์ไม่ออกว่า นายเหนือหัวชาวเยอรมันเหล่านั้นได้วางแผนอะไรไว้บ้าง
เขาได้วางกับดักเราไว้หลายอย่างแต่ก็เหนื่อยเปล่า
เพราะเราไม่ได้หลงกลเข้าไปติดกับดักเหล่านั้นเลย
ในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944
คุณหมอเลงเยลได้รับหมายเรียกตัวไปที่สถานีตำรวจอีกครั้ง
ซึ่งดิฉันรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่ตอนที่เขาเดินออกจากคลินิกแล้ว
เมื่อไม่เห็นเขากลับบ้านก็ได้ไปถามข่าวคราวจากที่ต่างๆ
มันเหมือนกับความฝันจริงๆเพราะไปได้ข่าวมาว่าสามีกำลังจะถูกเนรเทศไปอยู่ประเทศเยอรมันอย่างกะทันหัน
ดิฉันรู้สึกตกใจและวิตกกับข่าวนี้มากและในที่สุดก็ได้ข่าวเพิ่มเติมมาว่า
สามีจะถูกส่งไปเยอรมันพร้อมกับขบวนรถไฟเที่ยวที่จะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า
ดิฉันคิดอย่างไรหรือคะ? สามีของดิฉันเป็นศัลยแพทย์ที่มีชื่อเสียง
ในขณะนั้นในประเทศเยอรมันกำลังขาดแคลนแพทย์ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เขากำลังจะถูกส่งไปทำงานในโรงพยาบาลหรือคลินิกแห่งใดแห่งหนึ่งที่นั่น
เมื่อดิฉันถามเจ้าหน้าที่ว่าผู้รับผิดชอบว่าจะไปอยู่ที่ไหน
คำตอบที่ได้รับคือการยักไหล่ส่ายหน้า แสดงว่าไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้
เมื่อถามต่อไปว่าทางการจะอนุญาตให้ดิฉันร่วมเดินทางไปกับสามีได้หรือไม่?
เจ้าหน้าที่เอสเอสบอกว่าไม่ขัดข้อง หากจะไปด้วยก็ไม่มีใครว่าอะไร
ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่เอสเอสบอกด้วยซ้ำไปว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องน่ากลัว
พร้อมกันนั้นก็ได้กล่าวปลอบโยนและส่งเสริมให้ดิฉันเดินทางไปเยอรมันกับสามีด้วยซ้ำไป
ดิฉันได้ตัดสินใจอย่างฉับพลันที่จะร่วมเดินทางไปกับสามี
ถึงแม้ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการและแม้ว่าชีวิตที่เคยสะดวกสบายอาจจะต้องสิ้นสุดลงก็ตามที
การที่จะต้องพลัดพรากจากกันนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความลำบากที่รอคอยอยู่ข้างหน้า
สงครามจะดำเนินต่อไปอีกนานสักกี่เดือนหรือกี่ปีก็ไม่มีใครทราบได้
และแนวรบก็คงจะเคลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆซึ่งหากแยกกันอยู่เราคงต้องตัดขาดจากกันชั่วนิจนิรันดร์
การเดินทางไปด้วยกันนั้นอย่างน้อยก็จะทำให้ได้รับทราบชะตากรรมร่วมกัน
เพราะอดีตที่ผ่านมาของเราเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น
ซึ่งดิฉันได้อยู่เคียงข้างสามีตลอด
ดังนั้นในอนาคตดิฉันจึงน่าจะต้องปฏิบัติเช่นเดียวกัน
ดิฉันตัดสินใจเช่นนี้ทั้งๆที่ยังไม่รู้ชะตากรรมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
แต่ก่อนที่ชั่วโมงอันระลึกใจนั้นจะผ่านพ้นไป ดิฉันได้กลับไปบ้านเพื่อบอกข่าวร้ายที่จะต้องจากไปนี้แก่บิดามารดาบังเกิดเกล้ากับลูกๆสองคนของดิฉัน
บิดามารดาของดิฉันได้พยายามคัดค้านไม่ให้ดิฉันเดินทางไปกับสามี”คิดให้ดีนะลูก”
บิดาซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้อำนวยการเหมืองถ่านหินทรานซิลวาเนียให้เหตุผล”หากสามีของลูกถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารอยู่ในกองทัพ
ลูกคงจะติดตามไปอยู่กับเขาไม่ได้หรอกนะ”
ดิฉันยังยืนยันเป็นกระต่ายขาเดียวว่าจะต้องไปให้ได้
เพราะอย่างน้อยที่สุดก็ได้รับคำมั่นสัญญาจากนายทหารเยอรมันแล้วไม่ใช่หรือว่า
จะไม่มีอันตรายใดๆในการติดตามสามีไปในครั้งนี้ เราไม่มีเวลาถกเถียงกันต่อไปอีกแล้ว
เวลาหนึ่งชั่วโมงกำลังใกล้จะหมดอยู่รอมร่อ
บิดามารดาเมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำให้ดิฉันเปลี่ยนใจได้
ท่านก็เลยตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเราด้วย
แน่นอนเหลือเกินเราไม่สามารถทิ้งลูกสองคนไว้ได้
เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพร้อมกับเราด้วย
เรารีบเก็บสิ่งของมีค่าบางชิ้นรวมทั้งสิ่งของจำเป็นสำหรับการเดินทางลงกระเป๋า
รีบจับแท็กซี่เพื่อไปสมทบกับสามีซึ่งขณะนั้นถูกคุมตัวอยู่ในคุกชั่วคราว
เราไม่รู้ตัวเลยว่าถูกหลอก
จนกระทั่งเมื่อไปยืนรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั่นและ
จึงได้เห็นเพื่อนบ้านและญาติมิตรของเราก็ไปรวมกันอยู่ที่นั่นด้วย
ผู้ชายคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากถูกจับเหมือนกับที่เขาจับสามีของดิฉัน
และครอบครัวก็ถูกชักชวนให้ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ในขณะนั้นยังไม่มีใครนึกอะไรมากนัก
ขณะที่เกิดความสงสัยแปลกใจสมองหนักอึ้งมืดแปดด้านไม่ทราบว่าจะหันหน้าไปถามใครอยู่นั้น
ทันใดนั้นเองเราเห็นทั่วบริเวณสถานีรถไฟมีทหารหลายร้อยคนถือปืนรายล้อมอยู่อย่างหนาแน่น
สายเสียแล้วสำหรับใครที่คิดเปลี่ยนใจเดินทางกลับบ้าน
เราต่างจับมือกันแน่นพยายามสงบสติอารมณ์เพื่อไม่ให้เด็กๆเกิดความหวาดกลัว
เราได้พบภาพที่เกิดขึ้นราวกับภาพในฝันร้าย
ที่ชานชาลามีรถไฟขบวนยาวเหยียดจอดรออยู่
มันไม่ใช่รถไฟโดยสารแบบที่เคยเห็นกันทั่วไป แต่มันเป็นรถไฟที่ใช้บรรทุกสัตว์
ซึ่งแต่ละตู้แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนที่ถูกเนรเทศมา
เสียงตะโกนโหวกเหวกและเสียงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวของพวกเขา
ทำให้เรารู้สึกใจหายและตื่นเต้นตกใจยิ่ง
แต่ละตู้มีป้ายติดบ่งบอกว่ามาจากที่ต่างๆทั้งจากประเทศฮังการี ยูโกสลาเวีย
และโรมาเนีย แต่ไม่มีใครทราบว่ารถไฟขบวนนี้เริ่มเดินทางจากประเทศใด
และจะไปสิ้นสุดที่จุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด
ครั้นวาระของเรามาถึง เราก็สุดที่จะดื้อดึงและขัดขืนได้
พวกทหารได้เข้ามาผลักให้ขึ้นรถไฟ
ในช่วงนี้เราดูไม่ผิดอะไรกับแพะหรือแกะที่ถูกบังคับให้ปีนขึ้นไปมนตู้บรรทุกสัตว์ที่ยังว่างอยู่
เมื่อเข้าไปอยู่ในตู้รถไฟแล้วเราก็ได้แต่เพียงพยายามที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ทันทีที่ประตูรถไฟถูกกระแทกปิดเสียงดังโครมคราม
ดิฉันจำไม่ได้ว่าเราร้องไห้หรือตะโกนกันแน่ แล้วรถไฟก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีทันที
เก้าสิบหกชีวิตที่ถูกอัดเข้าไปในตู้รถไฟตู้นี้
ซึ่งจำนวนหนึ่งเป็นเด็กต่างก็ห่อตัวเบียดเสียดกันจนไม่มีที่ว่าง
เก้าสิบหกชีวิตรวมทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงและเด็กๆแออัดกันอยู่ในตู้รถไฟซึ่งเดิมใช้สำหรับบรรทุกม้าเพียงแปดตัวเท่านั้น
ก็ดูไม่เลวเกินไปใช่ไหมคะ?
ในตู้รถไฟแออัดมากถึงขนาดพวกเราจำนวนครึ่งหนึ่งไม่มีที่พอจะนั่ง
มันแสนจะทรมานอะไรอย่างนั้น ดิฉันสามีและลูกชายคนโตต้องยืนพิงกัน
เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับให้บิดาดิฉันนั่ง
บิดาของดิฉันจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆเพราะท่านเพิ่งได้รับการผ่าตัดก่อนหน้านี้ไม่นานนัก
ชั่วโมงแรกผ่าไปโดยไม่มีปัญหา
แต่พอชั่วโมงที่สองกำลังจะผ่านไปเราเริ่มรู้สึกว่าความเป็นอยู่ง่ายๆนี้มีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาเสียแล้ว
เนื่องจากตู้รถไฟขบวนนี้ไม่มีห้องน้ำ
แต่ยังโชคดีอยู่หน่อยที่แม่ลูกอ่อนหลายคนเห็นการณ์ไกลต่างได้นำกระโถนเด็กติดตัวมาด้วย
ปัญหาเรื่องเข้าห้องน้ำจึงพอแก้ไขไปได้
โดยใช้ผ้าห่มมาถึงเป็นม่านบังตากั้นไว้ที่มุมตู้รถไฟ
ปัสสาวะลงในกระโถนถ่ายของพวกเด็กๆแล้วก็นำไปเททิ้งทางหน้าต่างบานเล็กๆซึ่งมีอยู่ในตู้รถไฟเพียงบานเดียว
แต่ไม่มีน้ำที่จะนำมาล้าง
เราได้ร้องเรียกให้คนหาน้ำมาให้แต่ไม่มีใครนำมา
รถไฟยังคงแล่นต่อไปโดยมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เราต่างก็ไม่ทราบจุดหมายปลายทางที่แท้จริง
ในขณะที่การเดินทางยังดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น
ขบวนรถไฟมรณะโคลงเคลงไปตามแรงสั่นสะเทือนอยู่แทบไม่ขาดระยะ
ส่วนทางด้านธรรมชาติก็ช่างโหดร้ายไม่เป็นใจช่วยเหลือเอาเสียเลย
แสงอาทิตย์ในฤดูร้อนแผดเผาจนฝาเหล็กตู้รถไฟร้อนระอุกระทั่งอากาศข้างในอุดอู้แทบจะหายใจไม่ออก
ภายในตู้ก็แทบจะมืดสนิทเพราะแสงสว่างข้างนอกที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็กๆนั้นไม่พอที่จะทำให้ภายในตู้สว่างได้เท่าที่ควรต้องทนอึดอัดอยู่นานกว่าจะเกิดความรู้สึกชิน
ผู้ร่วมชะตากรรมที่เดินทางไปกับเราครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางและชนชั้นสูง
ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีๆด้วยกันทั้งสิ้น หลายคนเป็นนายแพทย์ เป็นวิศวกร
เป็นสถาปนิก เป็นนักวิทยาศาสตร์
ส่วนคนอื่นๆก็ล้วนแต่มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานทั้งนั้น ซึ่งต่างก็พาสมาชิกครอบครัวร่วมเดินทางมาด้วย
ในตอนแรกๆแม้ว่าเราจะประสบชะตากรรมอันเลวร้ายแต่ทุกคนก็พยายามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
แต่ครั้นเวลาล่วงไปอีกหลายชั่วโมง
บรรดาผู้ดีแปดสาแหรกหลายกลุ่มก็วาดลวดลายออกมา
โดยครั้งแรกก็กระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆแต่ต่อมาได้กลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรง
ด้วยเหตุนี้บรรยากาศในตู้รถไฟจึงได้เริ่มเลวร้ายมากขึ้นตามลำดับ
พวกเด็กๆร้องไห้กันกระจองอแง คนป่วยก็ครวญครางกันเอ็ดอึง
ส่วนคนชราก็พากันบ่นจู้จี้
แม้แต่คนที่มีสุขภาพดีอย่างดิฉันก็รู้สึกอึดอัดพาลหงุดหงิดอยู่บ่อยๆ
การเดินทางครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางที่แสนหฤโหด น่าสลดใจอย่างแทบไม่น่าเชื่อ
สภาพการณ์เช่นเดียวกันนี้คงจะมีอยู่ทั่วทุกตู้ของรถไฟขบวนนี้
และก็น่าจะมีในขบวนรถไฟอื่นๆอีกหลายขบวนที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมของยุโรปด้วย
ไม่ว่าจะเป็นรถไฟจากฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม ฮอลแลนด์ โปแลนด์ ยูเครน
ประเทศต่างๆในแถบทะเลบอลติค(ลัตเวีย,ลิธัวเนีย,เอสโตเนีย, ฟินแลนด์)
และจากคาบสมุทรบอลข่าน(ยูโกสลาเวีย, โรมาเนีย, อัลเบเนีย, กรีซ,ตุรกี)
ซึ่งแต่ละขบวนต่างก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง
ซึ่งเป็นดินแดนที่ไร้มนุษยธรรมแห่งเดียวกัน
เราไม่มีโอกาสรู้เห็นปัญหาของคนเหล่านั้น ได้รู้แค่เพียงปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้เท่านั้น
ในไม่ช้าสถานการณ์ก็เลวร้ายลงจนสุดที่จะทนทานได้ ทั้งผู้หญิงผู้ชายและเด็กต่างก็ดิ้นรนเพื่อหาที่นั่งที่นอนกันอย่างชุลมุน
จนแลดุสับสนอลหม่านราวกับเป็นห้องขังของคนวิกลจริต
แต่ในที่สุดทุกคนก็ค่อยๆมีอารมณ์เยือกเย็นลงเนื่องมาจากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและอ่อนเพลีย
ความสงบเรียบร้อยจึงได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ดิฉันกับนายแพทย์อีกคนได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม
ซึ่งต้องรับหน้าที่หนักมากคือมีหน้าที่ในการควบคุมและรักษาระเบียบวินัยรวมทั้งสุขศาสตร์ขั้นพื้นฐาน
ดูแลรักษาคนป่วย ช่วยระงับสติอารมณ์ของคนที่คลุ้มคลั่ง
คอยควบคุมผู้ที่บ้าคลั่งอย่างรุนแรง
ที่สำคัญที่สุดต้องมีหน้าที่รักษาขวัญและกำลังใจในหมู่พวกเรา
ซึ่งเป็นภาระมอบหมายที่แทบจะทำไม่ได้
เพราะแม้แต่เราทั้งสองเองก็แทบจะถึงจุดสิ้นหวังอยู่เหมือนกัน
เราสามารถแก้ปัญหาได้ร้อยแปด
แต่ปัญหาหนักที่สุดคือเรื่องอาหาร
เพราะทหารเยอรมันที่ควบคุมมาได้ให้อาหารอะไรแก่เราเลย
ส่วนอาหารที่เรานำติดตัวมาก็เริ่มร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ
เพราะมันเป็นวันที่สามของการเดินทางเข้าไปแล้ว ดิฉันรู้สึกอึดอัดใจมาก
ได้แต่รำพึงว่าผ่านพ้นไปสามวันแล้วหรือนี่?ต้องเดินทางรอนแรมต่อไปอีกสักกี่วัน?เรากำลังจะไปไหนกัน?
ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ เราหลายคนพากันกักตุนอาหาร
ไม่ยอมแบ่งปันให้คนอื่น เพราะต่างมีความเชื่อว่า
ตนจะถูกใช้ให้ไปทำงานเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
จึงจำเป็นที่จะต้องมีอาหารเผื่อไว้ หากอาหารที่ได้รับแจกประจำวันไม่เพียงพอ
ดิฉันสังเกตเห็นว่าสุขภาพพลานามัยของคนปกติได้เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆยิ่งผู้ที่อ่อนแออยู่ก่อนเมื่อตอนเริ่มออกเดินทางก็ยิ่งอ่อนแอและป่วยหนักยิ่งขึ้น
ส่วนผู้ที่แข็งแรงมาแต่เดิมก็เริ่มอ่อนแอและเจ็บไข้ได้ป่วยไปตามๆกัน
หัวหน้าหน่วยเอสเอสที่คุมขบวนรถไฟนี้มา
ได้มาปรากฏตัวที่หน้าต่างของตู้รถไฟ
แสดงกิริยากักขฬะออกคำสั่ง”ถอดนาฬิกาข้อมือของพวกแกมาให้ข้าสามสิบเรือนเดี๋ยวนี้
ถ้าไม่ยอมถอดพวกแกตาย”
เขามาเก็บ ภาษี ตามแบบฉบับของเยอรมันเป็นครั้งแรก
ซึ่งเราจำเป็นต้องมอบสิ่งของมีค่าให้จนเป็นที่พอใจ โธมัส
ลูกชายของดิฉันเองก็ยอมถอดนาฬิกาข้อมือให้กับเขาด้วย
นาฬิกาเรือนนี้เรามอบให้เป็นของขวัญเมื่อครั้งที่แกสอบไล่ได้ประถมปีที่สาม
“ปากกาหมึกซึมและเป๋าเดินทางของพวกแกด้วย” นั้นคือการเก็บ
ภาษี ในครั้งต่อมา
“ถอดเครื่องประดับทองหยองของพวกแกมาด้วย
แล้วข้าจะหาน้ำดื่มให้พวกแกหนึ่งถัง”
ลองคิดดูซิคะ น้ำหนึ่งถังต่อจำนวนคน 96
คนและในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กๆเสีย 30 คน
ซึ่งก็หมายความว่าแต่ละคนจะได้ดื่มน้ำกันเพียงคนละไม่กี่หยด
และเป็นการดื่มครั้งแรกในช่วง 24 ชั่วโมงของวันนี้ด้วย
“ขอน้ำๆ”คนป่วยร้องระงมเมื่อถังน้ำถูกหย่อนลงมาจากหน้าต่าง
ดิฉันมองไปทางโธมัสลูกชายคนเล็ก เห็นกำลังจ้องมองไปที่ถังน้ำ
ริมฝีปากแห้งผาก แกหันกลับมามองตาดิฉัน
ซึ่งคงจะทราบว่าทุกคนต่างก็ต้องการน้ำด้วยกันทั้งนั้น
ดิฉันเห็นลูกกลืนน้ำลายแต่ไม่ยอมขอ และก็ไม่มีใครแบ่งให้
เพราะมีคนกระหายต้องการดื่มยิ่งไปกว่าแก ดิฉันรู้สึกสงสารลูกอย่างจับใจจนน้ำตาซึม
แต่ก็มีความภูมิใจที่ลูกมีความอดทนเป็นเลิศ
ถึงตอนนี้ เรามีคนป่วยในตู้รถไฟเพิ่มขึ้น
สองคนป่วยเป็นโรคกระเพาะ อีกสองคนเป็นโรคผิวหนัง และอีกหลายคนเป็นโรคบิด
เด็กเล็กๆ 3 คนที่นอนอยู่ใกล้ประตูตัวร้อนนอนซมเพราะพิษไข้
นายแพทย์คนหนึ่งเข้าไปตรวจอาการ แล้วถอยกรูดออกมาด้วยอาการตื่นตระหนก
เพราะเด็กทั้งสองนั้นนั้นเป็นไข้อีดำอีแดง ซึ่งเป็นโคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง
ดิฉันได้ยินแล้วรู้สึกขนลุก
เพราะในสถานที่คับแคบอับๆปิดตายอย่างในตู้รถไฟเช่นนี้
มีทางที่ทุกคนจะติดเชื้อไข้อีดำอีแดงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะแยกเด็กทั้งสามคนออกไปอยู่ที่อื่น
วิธีที่พอจะยับยั้งการแพร่กระจายของโรคที่สามารถทำได้วิธีเดียวเท่านั้น
คือให้ผู้ที่อยู่ใกล้ๆนอนหันหลังให้เด็กทั้งสามคนนั้น
ตอนแรกทุกคนก็พยายามที่จะอยู่ห่างจากคนป่วย
เพื่อหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อ แต่เมื่อผ่านไปหลายวันก็ไม่สนใจอันตรายที่จะเกิดจากโรคนั้นอีกต่อไป
วันต่อมาคหบดีชั้นนำจากเมืองครูซคนหนึ่งได้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวาย
บุตรชายซึ่งเป็นแพทย์เข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆบิดาตลอดเวลา
แต่เมื่อขาดยารักษาโรคและเครื่องมือแพทย์ที่ดีพอ นายแพทย์ผู้นั้นก็ทำอะไรไม่ได้
ได้แต่นั่งมองดูบอดาตายไปต่อหน้าต่อตา ขณะที่รถไฟกำลังแล่นไปอย่างไม่หยุดยั้ง
เขาได้แสดงถึงการมีกตัญญุตาธรรม
โดยการพึมพำกล่าวนำบทสวดส่งวิญญาณศพให้แก่บิดา
ด้วยความโศกเศร้าใจจนน้ำตาคลอเบ้า
อีกหลายคนก็พากันประสานเสียงสวดมนต์ด้วยความเต็มใจ มันเป็นภาพที่ชวนสังเวชใจที่สุด
จนดิฉันก็ต้องร้องไห้ตามไปด้วย
เมื่อรถไฟจอดที่สถานีถัดไป
ประตูถูกเปิดพร้อมกับมีทหารเยอรมันคนหนึ่งก้าวขึ้นมาบนตู้รถไฟ
บุตรของผู้วายชนม์ร้องบอกทหารคนนั้นว่า “มีศพคนตายอยู่ในตู้นี้
เป็นศพคุณพ่อของผมเอง” “เก็บศพของพวกแกไว้เถอะ”
ทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งหันกลับมาตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม“อีกหน่อยพวกแกจะมีศพให้เก็บเพิ่มขึ้น”
เรารู้สึกสะเทือนใจกับการกระทำของทหารเยอรมันผู้ใจไม้ไส้ระกำคนนี้
ก็ได้แต่คิดว่าเมื่อถึงตอนที่มีศพคนตายเพิ่มมากขึ้นๆเราคงจะเกิดรู้สึกชาชินกับความใจร้ายของคนเยอรมันไปเอง
“สิ้นสุดกันที”ชายผู้หนึ่งแสดงออกทางสีหน้าว่าหมดอาลัยตายอยาก
ในขณะที่ปิดเปลือกตาของภรรยาสุดที่รักซึ่งเพิ่งจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
“ตายละสิ
เราต้องเดินทางต่อไปอีกนานเท่าใดนะ”คุณแม่คนหนึ่งร้องไห้ฟูมฟาย
ขณะที่ก้มตัวลงไปโอบกอดบุตรสาววัย 18 ปีซึ่งกำลังป่วยหลักอาการร่อแร่น่าวิตก
วันนั้นเป็นวันที่ 5 หรือวันที่ 6 ของการเดินทาง ดิฉันก็จำไม่ได้เสียแล้ว
ตู้รถไฟบรรทุกสัตว์ได้กลายสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์ไปโดยปริยาย
มีการสวดส่งวิญญาณศพบ่อยครั้งท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลดวังเวง
พวกทหารหน่วยเอสเอสของเยอรมันไม่ยอมให้ฝังหรือเคลื่อนย้ายศพโดยเด็ดขาด
เราจำเป็นจะต้องทนอยู่กับซากศพเหล่านั้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ผู้ที่ร่วมเดินทางอยู่ในตู้รถไฟตู้นี้จึงมีทั้งคนตาย
คนป่วยโรคติดต่อ คนที่ระทมทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บคุกคาม คนกระหายน้ำ คนอดอาหาร
และคนบ้า
ในวันที่ 7 เพื่อนของดิฉันคนหนึ่งชื่อออลลี
ได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ ออลลีดินทางมาพร้อมกับบุตรสองคนและบิดามารดา
แต่เดิมเธออยู่ที่กรุงเวียนนาแต่ได้ลี้ภัยมาอยู่กับสามีที่เมืองครูซ
สามีก็มีอาชีพเป็นแพทย์เช่นกัน คนครอบครัวนี้ต่างอ้อนวอนขอให้นายแพทย์เลงเยลสามีของดิฉันช่วยชีวิตของเธอ
ในขั้นต้นสามีของดิฉันจำเป็นต้องล้างท้องให้ออลลี
ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีสายยาง
แต่โชคดีอยู่หน่อยที่บิดาของดิฉันมีเครื่องสวนปัสสาวะติดตัวใช้เป็นประจำตั้งแต่เข้ารับการผ่าตัด
ซึ่งเครื่องสวนปัสสาวะนี้ใช้อุปกรณ์สายยางด้วย
สามีของดิฉันจึงได้เตรียมการที่จะใช้มันล้างท้องให้
ทั้งๆที่ไม่มีเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอื่นๆ และไม่มีแสงสว่างเพียงพอ
ปัญหาเรื่องสายยางหมดไป แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ จะหาน้ำมาจากที่ไหน?
ที่จริงที่ก้นกระติกและขวดน้ำของบางคนยังมีน้ำที่กักตุนเอาไว้
แต่ก็ไม่มีใครยอมให้ง่ายๆต้องใช้วิธีการทั้งปลอบและข่มขู่
กว่าคนเหล่านั้นจะยอมช่วยกันเจียดน้ำให้
แม้จะเป็นไปด้วยความขลุกขลักทุลักทุเลสิ้นดี
แต่การล้างท้องก็ประสบผลสำเร็จ สามารถช่วยชีวิตออลลีไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง
แต่วันต่อมาเฮอได้เสียชีวิตไปอย่างน่าเวทนายิ่ง
ตลอดระยะเวลาระหว่างการเดินทาง ดิฉันได้พยายามทำใจว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ว่าจะเป็นคนตาย
คนป่วยหนัก กลิ่นเหม็นชวนสะอิดสะเอียน
และภาพอันน่าสยดสยองต่างๆและเพื่อที่จะให้ลืมภาพเหล่านี้
จึงได้ขึ้นไปยืนบนกองกระเป๋าเดินทาง โผล่หน้าออกไปทางหน้าต่าง
ทอดสายตามองทัศนียภาพอันสวยสดงดงามในย่านชนบทของเมืองทาทรัส
สองข้างทางรถไฟเต็มไปด้วยป่าสน บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี
บางแห่งเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์
บางแห่งก็มีบ้านหลังเล็กๆสวยงามปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทางที่ผ่านไป
ภาพความงดงามตามธรรมชาติก็ช่วยให้ลืมความเป็นจริงที่เกิดขึ้นภายในตู้รถไฟไปได้บ้าง
บางครั้งเมื่อรถไฟขบวนของเราผ่านสถานีที่มีขบวนรถไฟบรรทุกทหารและพยาบาลเป็นจำนวนมากจอดอยู่
พวกทหารเยอรมันได้แสดงกิริยาอาการหยิ่งยโสโอหังวางอำนาจ
พวกเขาดื่มเหล้ากันไม่ว่าจะรบแพ้หรือชนะ ไม่ว่าจะเป็นทหารดีๆหรือทหารบาดเจ็บ
ต่างก็แสดงกิริยาอาการดูถูกเหยียดหยามพวกเรา
ซึ่งถูกเนรเทศขังอยู่ในตู้รถไฟบรรทุกสัตว์มา
เราหลายคนเคยได้ยินวาจาก้าวร้าวดูหมิ่นเช่นนั้นมาด้วยหูตนเองจริงๆ
ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่เสมอว่า ทำไมนะคนในเครื่องแบบสีเขียวเหล่านั้นจึงพกไว้แต่ความโหดเหี้ยมแลละความจงเกลียดจงชังผิดมนุษย์ธรรมดาสามัญ
ตลอดเวลาดิฉันไม่เคยเห็นพวกเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาปรานีต่อผู้อื่นเลย
ในที่สุดหลังจากเดินทางรอนแรมมาครบเจ็ดวันเจ็ดคืน
รถไฟทมฤตยูขบวนนี้ก็นำเรามาถึงจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่ที่นี่คือที่ไหน?เป็นเมืองหรือเป็นป่า?
เขาจะจัดการกับเราอย่างไร? เหล่านี้คือคำถามที่ทุกคนกำลังหาคำตอบอยู่ด้วยความตื่นเต้นและหวาดวิตก
ทุกวันนี้เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ตอนเดินทางไปถึงค่ายกักกันคราใด
ดิฉันจะมองเห็นภาพของตู้รถไฟที่โดยสารนั้นไม่ผิดอะไรกับโลงศพที่วางเรียงรายต่อกันเป็นแนวยาวเหยียด
ส่วนรถไฟขบวนนั้นก็มีลักษณะไม่ผิดกับรถไฟขนศพ
พวกทหารหน่วนเอสเอสกับพวกตำรวจลับเกสตาโปก็ไม่ผิดอะไรกับพวกสัปเหร่อ
ส่วนพวกที่ปอกลอกรับเอาทรัพย์สินของเราไปในระหว่างการเดินทางก็เปรียบได้กับพวกทายาทที่ละโมบในกองมรดกจนไม่สามารถรอคอยให้เจ้าของมรดกตายไปเสียก่อน
เมื่อไปถึงค่ายกักกันเราไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นเลยนอกจากความโล่งอกเพราะต่างก็คาดคิดว่าจะต้องมีสิ่งที่ดีกว่าสภาพแออัดในขบวนรถไฟมหาภัยนั้นเป็นแน่
ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูก็แล้วกันว่า คุกมีล้อวิ่งได้นั้นเป็นอย่างไร? คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่น่าขนพองสยองเกล้าเท่ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเรา
ไหนจะต้องทนอยู่ในที่มืดมิดแทบจะมองอะไรไม่เห็น
ไหนจะต้องทนสูดกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ
ไหนจะต้องทนฟังเสียงร้องคร่ำครวญของผู้เจ็บป่วย
ไหนจะต้องทนฟังเสียงร้องให้คร่ำครวญของผู้สูญเสียญาติมิตร
เราต่างหวังกันว่าจะได้รับการปล่อยตัวออกจากตู้รถไฟในทันทีที่ไปถึง
แต่ความหวังกลับพังทลายสิ้น เราต้องทนลำบากอยู่ในรถไฟต่อไปอีกเป็นคืนที่แปด ซึ่งเป็นคืนที่หฤโหดที่สุดเพราะต้องนอนซ้อนกันเพื่อไม่ให้ร่างกายสัมผัสกับซากศพที่กำลังเน่าเฟะ
ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งแสนสะอิดสะเอียน
คืนนั้นไม่มีใครหลับกันเลย
ความรู้สึกโล่งอกแต่แรกหายไปจนหมดสิ้น สิ่งเข้ามาแทนที่คือความวิตกกังวลเหมือนกับว่าเป็นลางสังหรณ์เตือนภัยล่วงหน้า
ดิฉันได้พยายามแหวกกลุ่มมนุษย์ซึ่งมีสภาพไม่ผิดอะไรกับฝูงสัตว์ที่อัดแน่นอยู่ในตู้รถไฟเพื่อจะไปโผล่หน้าออกทางหน้าต่างๆซึ่งกว่าจะทำสำเร็จก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก
จากตรงนั้นดิฉันมองเห็นภาพที่ชวนให้ตื่นเต้นตกใจมาขึ้น รอบๆบริเวณด้านนอกมีลวดหนามขึงเต็มไปหมด
บางครั้งก็ดูราวกับมันทอแสงเป็นประกายแวววับเมื่อกระทบกับลำแสงของไฟฉายตรวจการณ์ซึ่งสาดส่องมาเป็นพักๆ
ทั่วอาณาบริเวณนั้นมีแสงไฟพอที่จะมองเห็นทุกสิ่งทุอย่างได้ชัดเจน
แม้ว่าภาพที่เห็นนั้นจะเป็นสิ่งที่น่าสะพึงกลัว
แต่ก็ทำให้เรามีความอบอุ่นใจอยู่บ้าง
อย่างน้อยที่สุดเมื่อมีไฟฟ้าใช้อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า
ที่บริเวณใกล้ๆนี้ต้องมีอารยชนอยู่บ้างอย่างแน่นอน
สภาพข้างนอกจึงน่าจะดีกว่าสภาพเหลือทนซึ่งเรากำลังประสบอยู่ในตู้รถไฟนี้เป็นแน่
แต่ยังหรอก
ดิฉันยังไม่เข้าใจแจ้มแจ้งถึงสิ่งที่ปราฏในตายสาว่ามันคืออะไรกันแน่?เราอยู่ที่ไหน?
ชะตากรรมของเราจะเป็นอย่างไร?เหล่านี้คือข้อสงสัยที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจกันเลย
ในที่สุดดิฉันก็เดินจากบริวณใกล้หน้าต่างกลับมาหาบิดามารดา
เพราะเกิดความรู้สึกอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับท่าน
“ยกโทษให้ลูกได้ไหมคะ”ดิฉันพึมพำขณะที่ก้มลงจุมพิตมือของท่าน
“ยกโทษเรื่องอะไร?” มารดาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ลูกไม่ได้ทำอะไรผิดที่พ่อกับแม่จะต้องยกโทษให้นี่นา”
แต่ในสายตาทั้งสองข้างของท่านซีคะ มันเอ่อท้นไปด้วยหยาดน้ำตา
ตอนนี้ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ในใจนะ
“ลูกยังเป็นคนดีของพ่อแม่อยู่เสมอ” บิดากล่าวเสริมขึ้น
“บางทีเราอาจจะตายกันหมดก็ได้นะลูก”
มารดากล่าวด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม”แต่ลูกยังอยู่ในวัยสาวและมีเรี่ยวแรงพอที่จะต่อสู้เพื่อการอยู่รอดได้
ลูกยังสามารถทำประโยชน์ให้แก่ตัวเองและผู้อื่นได้อีกมากมาย”
นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้มีโอกาสสวมกอดท่านทั้งสองด้วยความอบอุ่นใจ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งในภายหลังทราบว่าเป็นผู้บัญชาการค่ายกักกันนักโทษแห่งนี้
ได้มารับเราเพื่อนำไปควบคุมตัวเอาไว้
เขามากับล่ามอีกคนหนึ่งซึ่งทราบในภายหลังเช่นกันว่าสามารถพูดได้ถึง 9 ภาษา
ล่ามคนนี้มีหน้าที่แปลคำสั่งต่างๆเป็นภาษาท้องถิ่นของผู้ที่ถูกเนรเทศมาอยู่ในค่าย
เขาได้เตือนเราให้รักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด
และให้ทำตามคำสั่งทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ใดๆทั้งสิ้น
เรายอมทำตามทุกอย่างตามที่เขาบอก เหตุผลหรือคะ? ก็เพราะไม่ต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเราเลวร้ายยิ่งไปกว่าสิ่งที่เคยประสบกันมาแล้วนั่นแหละ
ที่ชานชาลาสถานีรถไฟก็แลเห็นคนกลุ่มหนึ่งอยู่ในชุดนักโทษ
เป็นภาพที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลั น
เราจะมีสารรูปอดโซผอมมากเช่นพวกเขาไหมนะ
นักโทษเหล่านี้ถุกคุมตัวมาที่สถานีรถไฟเพื่อให้มายึดเอากระเป๋าเดินทางของเรา
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือให้มายึดสิ่งที่ยังเหลืออยู่ภายหลังจากถูกผู้คุมตามรายทางเก็บภาษีตามแบบของเยอรมันไปแล้วทั้งๆที่ขณะนี้เราแทบไม่มีสมบัติอะไรติดตัวอยู่กันเลย
เราได้รับคำสั่งที่ห้วนและเด็ดขาดว่า”เขาแถวเรียงห้า
เร็วๆเข้าสิ”
ทุกคนปฏิบัติตามคำสั่งโดยไปยืนเข้าแถวเรียงห้าซึ่งแยกผู้ชายไว้ข้างหนึ่งและผู้หญิงไว้อีกข้างหนึ่ง
ส่วนพวกที่มีอาชีพเป็นแพทย์ถูกแยกให้ไปอยู่ตามแถวต่างๆพร้อมกับกระเป๋าใส่เครื่องมือแพทย์
การทำเช่นนี้ช่วยให้เราเกิดความอบอุ่นใจขึ้นว่า
คนป่วยจะได้มีแพทย์คอยให้การดูแลรักษา นอกจากนั้นก็ยังเห็นมีรถพยาบาลอีก 4-5
คันมาจอดอยู่ซึ่งเขาบอกว่ารถพยาบาลเหล่านี้จะช่วยลำเลียงคนป่วยไปรับการรักษา
ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีขึ้นมากทีเดียว
ไม่มีใครทราบเลยแม้แต่น้อยว่า
สิ่งต่างๆเหล่านั้นเป็นการสร้างฉากตบตาหลอกเราและคนที่ถูกเนรเทศทั้งหลายเพื่อไม่ให้ก่อความวุ่นวาย
นับว่าเป็นการแสดงละครตบตาที่แนบเนียนมาก จนแทบไม่ต้องอาศัยกองทหารเข้าควบคุม
ในช่วงนี้เราไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ารถพยาบาลเหล่านั้นเป็นรถลำเลียงคนป่วยไปยังห้องก๊าซพิษ
เพื่อทำการสังหารก่อนที่จะนำไปเผาที่เตาเผาศพขนาดใหญ่ภายในค่าย
เพราะกลอุบายอันแยบยลดังกล่าว
เราจึงเงียบสงบปล่อยให้ทหารเยอรมันริบทรัพย์สินไปจนหมดตัวและพากันเดินตามกันไปยังโรงฆ่าสัตว์
ขณะที่เราลงมาชุมนุมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟนั้น
กระเป๋าเดินทางของเราก็ถูกมนุษย์ในชุดนักโทษขนลงจากตู้รถไฟ
ส่วนศพของผู้ที่เสียชีวิตในระหว่างการเดินทางก็ถูกลำเลียงลงมาใส่รถบรรทุก
ซากศพที่อยู่กับเรามานานหลายวันได้ขึ้นอืดเนาเฟะเป็นที่น่าขยะแขยง มีบางศพเน่าเปื่อยขาดหลุดออกเป็นชิ้นๆส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว
แมลงวันนับเป็นพันๆตัวมารุมตอมแล้วก็บินมาจับตามเนื้อตัวของพวกเราอยู่เกือบตลอดเวลา
มันเป็นภาพที่แสนสกปรกและน่าสมเพชเป็นที่สุด
ในช่วงที่ลงจากตู้รถไฟบรรทุกสัตว์นั้น ดิฉัน
คุณแม่และลูกชายถูกแยกออกจากคุณพ่อและสามี เรายืนแยกกัน อยู่ห่างกันหลายร้อยหลา
ขณะนี้มีผู้โดยสารลงจากรถไฟประมาณ 4,000-5,000 คน แลดูสับสนวุ่นวายกันไปหมด
เราได้รับคำสั่งให้เดินผ่านหน้ากลุ่มนายทหารเอสเอสประมาณ 30
คน รวมทั้งหัวหน้าค่ายกักกันและเจ้าหน้าที่อื่นๆ
จากนั้นเขาก็ได้ทำการคัดเลือกโดยแยกส่วนหนึ่งไปทางซ้ายมือ อีกส่วนหนึ่งไปยังขวามือ
นั่นเป็น”การคัดเลือก”ครั้งแรก เป็นกระบวนการเลือกคนไปเข้าเตาเผาศพ โดยไม่มีใครคาดฝันมาก่อนว่า
ตัวเองจะต้องมาประสบกับชะตากรรมที่เหี้ยมโหดที่สุดเช่นนี้
พวกเด็กๆกับคนชราได้รับคำสั่งให้”ไปอยู่ทางซ้าย”
ในช่วงที่เราจะพรากจากกันนั้นเอง
ก็มีเสียงตะกนร้องเซ็งแซ่อย่างน่าเวทนาของพวกเด็กๆ
“แม่...แม่จ๋า...แม่อยู่ไหน?”
“พ่อ ช่วยด้วยๆๆๆ”
“แม่ อย่าไปๆๆๆ”
เสียงนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาทของดิฉันแม้กระทั่งทุกวันนี้
แต่ผู้คุมหน่วยเอสเอสไม่ได้แสดงความสนใจในเสียงวิงวอนของเด็กเหล่านั้นแม้แต่น้อย
ผู้ที่พยายามขัดขืนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนชรา
ได้ถูกพวกหน่วยเอสเอสใช้กระบองทุบตีอย่างไร้ความปรานี เมื่อทนความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีไม่ไหว
ผู้ที่ขัดขืนเหล่านั้นก็ได้กลับมาเข้าแถวอีกครั้ง โดยแยกเป็นสองกลุ่ม คือ
กลุ่มซ้ายและกลุ่มขวา
นายทหารหน่วยเอสเอสคนหนึ่งอธิบายให้เราฟังว่า
ที่แยกคนชราไปไว้กับพวกเด็กๆนั้นก็เพื่อจะให้คนชราไปคอยดูแลพวกเด็กๆ
ในตอนแรกดิฉันเชื่อทหารคนนี้ โดยสรุปเอาเองว่า
ผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรงจะต้องไปทำงาน
ส่วนคนชราและเด็กๆจะได้รับการเลี้ยงดูโดยไม่ต้องไปทำงาน
เมื่อถึงคราวที่กลุ่มเราถูกเรียกตัว ดิฉัน
คุณแม่และลูกชายทั้งสองคนได้ก้าวไปยืนอยู่เบื้องหน้าของ”ผู้คัดเลือก”
ในช่วงนี้เองที่ดิฉันได้ทำผิดอย่างมหันต์เป็นคำรบสอง
ผู้คัดเลือกได้โบกมือบอกให้ดิฉันกับคุณแม่ไปอยู่ในกลุ่มของผู้ใหญ่
และเขาได้จัดแยกเอาโธมัสลูกชายคนเล็กของดิฉันไปอยู่ในกลุ่มเด็กและคนชรา
ผู้คัดเลือกเกิดความลังเลใจในการตัดเลือกอาร์วัดลูกชายคนโตของดิฉันไปเข้ากลุ่ม
ดิฉันใจเต้นระทึกเพราะกลัวพวกทหารเอสเอสจะไม่จัดให้ลูกเข้าอยู่ในกลุ่มของเด็กและคนชรา
เจ้าหน้าที่ผู้คัดเลือกคนนี้เป็นคนร่างใหญ่ผิวคล้ำสวมแว่นตาดำ
ทำทีท่าว่าพยายามจะทำอะไรให้มันถูกต้องและยุติธรรมเป็นการบังหน้า
ต่อมาดิฉันทราบภายหลังว่าเขาชื่อ นายแพทย์ ฟริตซ์ คลีน
ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้คัดเลือกนักโทษรุ่นนี้
“เด็กคนนี้เห็นจะมีอายุเกินสิบสองปีแล้วซีนะ?” เขาหันมาปรารภกับดิฉันถึงอาร์วัด
ดิฉันรีบตอบไปว่า อาร์วัดอายุยังไม่ถึงสิบสองปี
ที่ดิฉันพูดกับเขาเช่นนั้นเป็นความสัตย์
เพราะอาร์วัดอายุยังไม่ถึงสิบสองปีจริงๆแต่แกเป็นเด็กที่โตเกินอายุ
ที่พูดเช่นนี้ไปก็เพราะต้องการไม่ให้แกต้องลำบากลำบนทำงานเช่นเดียวกับผู้ใหญ่
“เอาๆตกลง” นายคลีนตอบตกลง ชี้มือไปทางอาร์วัด
ออกคำสั่ง”ไปทางซ้ายไอ้หนู”
ต่อมาดิฉันได้แนะนำคุณแม่ให้ติดตามไปคอยดูแลพวกเด็กๆเพราะคิดว่าอายุปูนนี้แล้วควรจะมีสิทธิ์ได้รับการปฏิบัติเยี่ยงคนชรา
ยิ่งไปกว่านั้นคุณแม่ก็จะได้มีโอกาสคอยดูแลอาร์วัดกับโธมัสได้อีกด้วย
“ได้โปรดเถอะค่ะ
คุณแม่ของดิฉันต้องการไปอยู่กับพวกเด็กๆค่ะ”ดิฉันกล่วกับนายคลีน
“ได้ๆ”นายคลีนตอบ”พวกคุณทุกคนจะได้ไปอยู่ในค่ายกักกันแห่งเดียวกัน”
“และอีกไม่กี่สัปดาห์พวกคุณจะได้ไปอยู่ร่วมกัน”เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งกล่าวเสริมขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
แล้วตะโกนเรียกคนอื่นๆให้เข้าไปหาเป็นรายต่อไป
ดิฉันหารู้ไม่ว่า
การที่ช่วยให้อาร์วัดกับคุณแม่ไม่ต้องไปทำงานหนักนั้น
ก็เท่ากับว่าได้ส่งคนทั้งสองไปตายร่วมกับโธมัสในห้องก๊าซพิษ
กล่าวเช่นนี้ท่านผู้อ่านคงเข้าใจนะคะ
แล้วเราก็ถูกคุมตัวออกจากสถานีรถไฟไปขึ้นรถยนต์แล่นไปตามถนนที่รับการซ่อมแซมเป็นอย่างดี
ขณะนั้นเป็นช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ประเทศในยุโรปอากาศกำลังหนาว
ลมหนาวได้พัดกลิ่นทะแม่งๆอย่างหนึ่งมาปะทะจมูก เป็นกลิ่นคล้ายๆกับกลิ่นเผาศพ
แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดกันเลยว่าจะมีการเผาศพกันในบริเวณนั้นจริงๆ
กลิ่นที่ว่านี้โชยมาต้อนรับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางไปถึงและ
เราก็มักจะได้กลิ่นนี้อยู่เป็นประจำ
สถานที่กักกันแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกินเนื้อที่ประมาณ
6-9 ตารางไมล์ ปักเสาปูนซีเมนต์ ขึงลวดหนามไว้ล้อมรอบสองชั้น เสาแต่ละต้นสูงประมาณ
10-20 ฟุต ลำต้นใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว ปักเอาไว้เป็นช่วงๆ
ระยะห่งกันประมาณ 4 หลา แต่ละช่วงขึงลวดหนามไว้ 20 แถว
ที่ยอดเสาแต่ละต้นติดหลอดไฟฟ้าสว่างไสวเอาไว้ตลอดคืนตลอดวัน
ภายในสถานกักกันอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้
ก็ยังแบ่งออกเป็นค่ายกักกันนักโทษย่อยๆอีกมากมาย
ซึ่งแต่ละค่ายติดป้ายชื่อกำกับไว้ด้วย
ค่ายย่อยๆเหล่านี้แยกออกจากันเป็นสัดส่วนโดยการนำดินมาถมทำเป็นเขื่อนกั้นเป็นแนวสูงประมาณ
3-4 ฟุต ที่ยอดเขื่อนเหล่านี้ขึงลวดหนามสามชั้นและปล่อยกระแสไฟฟ้าเอาไว้ด้วย
เมื่อเข้าไปในบริเวณสถานกักกัน
ก็ได้เห็นอาคารเรือนไม้เรียงรายอยู่มากมาย แต่ละอาคารมีลวดหนามล้อมรอบเอาไว้
มองดูแล้วไม่ผิดอะรกับกรงขังนักโทษดีๆนี่เอง
ที่อาคารหลังหนึ่งผู้ถูกคุมขังไว้ในกรงเป็นนักโทษหญิงสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นเหมือนกับผ้าขี้ริ้ว
ผมสั้นเกรียน ไม่สวมรองเท้า ผู้หญิงเหล่านี้เป็นชาวยุโรปจากหลายชาติหลายภาษา
ซึ่งต่างก็ใช้ภาษาของตนๆตะโกนวิงวอนขอเศษขนมปังหรือไม่ก็เศษผ้ามาปกปิดร่างกายที่แทบจะเปลือยเปล่า
เสียงร้องคร่ำครวญของพวกเขาเล่นเอาพวกเราใจหายไปตามๆกัน
“พวกคุณจะถูกย่ำยี
เหมือนกับที่พวกเราหลายคนกำลังประสบกันอยู่”
“พวกคุณจะหนาวและหิวโหยเหมือนกับพวกเรา”
“พวกคุณจะถูกเฆี่ยนตีและทรมานอย่างหนัก....คอยดูๆๆ”
ทันใดนั้นก็มีผู้หญิงร่างใหญ่แต่งกายดีคนหนึ่ง
มาปรากฏตัวอยู่ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้
เธอได้ใช้ไม้กระบองขนาดใหญ่กระหน่ำตีทุกคนที่ยืนขวางหน้า
เราแทบจะไม่เชื่อสายตาของตนเอง ผู้หญิงเหล่านี้เป็นใคร?เป็นนักโทษประกอบอาชญากรรมอะไรไว้รึ?
ขณะนี้เราอยู่ที่ไหน?
มันเหมือนกับฝันร้ายจริงๆ
หรือว่าสถานที่นี้เป็นที่คุมขังคนบ้า? บางทีผู้หญิงคนนี้อาจจะเป็นผู้คุม
กำลังใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับพวกคนบ้าเหล่านี้ก็ได้
“แน่นอนทีเดียว”ดิฉันบอกตัวเอง”
พวกผู้หญิงเหล่านี้ต้องเป็นคนผิดปกติ
ไม่เช่นนั้นพวกเธอคงไม่ถูกแยกออกมาอยู่ต่างหากอย่างนี้”
จะไม่ให้ดิฉันคิดเช่นนี้ได้แอย่างไร
เพราะถ้าหากเป็นผู้หญิงสติดีไม่เคยประกอบาชญากรรมอะไรไว้
ก็คงจะไม่ถูกเหยียดหยามดูหมิ่นถึงกับนำตัวมาขังไว้ที่นี่แน่ๆ
ที่สำคัญที่สุดดิฉันไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับหญิงเหล่านี้เลย
หลังจากคอยอยู่ที่บริเวณหน้าอาคารใหญ่หลังหนึ่งนานราว 2
ชั่วโมงด้วยความกระสับกระส่ายหนาวๆร้อนๆพวกทหารก็มาต้อนเราเข้าไปในตัวอาคาร
ซึ่งลักษณะภายในเหมือนกับโรงรถ มีขนาดกว้าง 25-30 ฟุต ยาวประมาณ 100 ฟุต
พวกผู้คุมได้ต้อนเราไปรวมกลุ่มแออัดยัดเยียดอยู่ในอาคาร แน่นแทบจะกระดิกตัวไม่ได้
แล้วเขาก็มาปิดประตูใหญ่ทุกๆด้าน
แต่ภายในอาคารยังมีทหารเหลืออยู่ประมาณยี่สิบนาย
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพวกเมาสุรา เขาจ้องมองพวกเรา
แล้วกล่าววาจาเย้ยหยันถากถางต่างๆนานา
นายทหารคนหนึ่งเริ่มออกคำสั่งเฉียบขาดว่า
“ทุกคนแก้ผ้า วางเสื้อผ้าทุกชิ้นไว้ที่นี่ รวมทั้งเอกสาร
ของมีค่า ตลอดจนสิ่งต่างๆที่นำติดตัวมาด้วย แล้วไปยืนเข้าแถวติดกำแพงด้านโน้น”
สีเสียงบ่นพึมพำแสดงความไม่พอใจดังขึ้น
“ทำไมพวกเราต้องแก้ผ้าด้วยล่ะ สัปดนเป็นบ้าเลย”
“เงียบเดี๋ยวนี้นะ ถ้าพวกแกไม่ต้องการถูกตีจนยับคามือ
ก็จงหุบปากอยู่เงียบๆ”นายทหารผู้นั้นตะโกนก้อง
ล่ามได้แปลคำสั่งเหล่านี้เป็นภาษาต่างๆทุกภาษา
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะต้องไม่ลืมว่าพวกแกเป็นนักโทษ”
มีเสียงฮือฮาดังขึ้นอีก ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งประณามการกระทำดังกล่าว
“เงียบ หากใครไม่อยากตาย” นี้คือคำประกาศิต
ผู้คุมยี่สิบสี่คนซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเปลื้องผ้าก็ได้เริ่มปฏิบัติงานทันที
เมื่อถึงตอนนี้เราหมดความสงสัยใดๆทั้งสิ้น
เข้าใจแน่ชัดว่าถูกหลอกมาตลอด
กระเป๋าเดินทางที่เราทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟก็หายสาบสูญไปแล้ว
ทหารเยอรมันยึดทุกสิ่งทุกอย่างไป
แม้แต่ของที่ระลึกชิ้นเล็กๆที่เราเก็บไว้เพื่อเตือนความทรงจำในอดีต
สำหรับดิฉันเองสิ่งที่ทำให้เสียใจมากที่สุดก็คือ
ต้องสูญเสียสิ่งของของคนที่ดิฉันรักและนับถือไปหมดสิ้น
แล้วชั่วโมงอันแสนน่าละอายแทบแทรกแผ่นดินหนีก็เริ่มขึ้น
ในตอนเริ่มเปลื้องผ้า พวกเราเกิดความละอายใจไปตามๆกัน
ก่อนที่จะเดินทางมาค่ายกักกันแห่งนี้ เราหลายคนที่เป็นนายแพทย์และภรรยานายแพทย์
ได้แจกยาพิษชนิดแคปซูลให้กันไว้ใช้ในกรณีจำเป็น ทำไมหรือคะ? ก็เพราะเราคิดว่าหากต้องตกอยู่ในสภาพที่ทารุณโหดร้ายสุดจะทนได้
ก็จะใช้ยาพิษที่เตรียมมานี้ทำลายชีวิตตนเองทันที แม้ว่าดิฉันจะเป็นคนมองโลกในแง่ดี
แต่ในช่วงที่เราจะจากกันนั้น ดิฉันได้นำยาพิษฆ่าตัวตายนั้นติดตัวมาด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงยังพอมีความอุ่นใจอยู่บ้างงว่า
ตัวเองยังมีสิ่งที่จะช่วยทำลายชีวิตเพื่อหนีไปจากความทุกข์ทรมานใจ
อย่างไรก็ตามเมื่อทหารเยอรมันสั่งให้ถอดเสื้อผ้าและมอบสิ่งของทุกชิ้นให้แก่พวกเขา
นั่นย่อมหมายถึงแคปซูลยาพิษที่เราเตรียมมาก็จะต้องถูกยึดไปด้วยเช่นกัน
ทันใดนั้นเอง แพทย์หญิงจี ชาวฮังการเรียน
ได้ดึงเข็มฉีดมอร์ฟีนออกมาเพื่อฉีดฆ่าตัวตาย แต่ฉีดได้ไม่ถนัดมือ
เธอจึงตัดสินใจดื่มมอร์ฟีนจากกระบอกฉีดยา
แต่พิษของมอร์ฟีนที่ดื่มเข้าไปไม่รุนแรงพอที่จะทำให้เสียชีวิตสมความปรารถนา
เธอล้มลงดิ้นทุรนทุราย สักครู่หนึ่งต่อมาก็ถูกทหารนำตัวออกไป
ดิฉันใช้ความคิดอย่างหนักว่า
ทำอย่างไรตัวเองถึงจะซ่อนยาพิษนั้นเอาไว้ได้
ตอนนั้นเป็นช่วงได้รับคำสั่งให้ไปอาบน้ำ ซึ่งก็ต้องเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง โดยเปลือยกายล่อนจ้อน
แต่ก็ยังสวมรองเท้ากันอยู่ แต่ให้กางแขนในขณะที่ทหารเยอรมันทำการตรวจค้นตามตัว
โชคยังเข้าข้างดิฉัน เมื่อได้รับคำลั่งให้ถอดรองเท้า
ผู้ที่สวมรองเท้าเก่าๆจะได้รับอนุญาตให้สวมอยู่ได้ต่อไปโดยไม่ต้องถอด
เพราะทหารเยอรมันกลุ่มนั้นไม่ต้องการรองเท้าเก่าๆที่ไม่มีราคาค่างวดเท่าใดนัก
ดิฉันสวมรองเท้าบู๊ทที่เปรอะไปด้วยโคลนจนดูไม่ได้จึงไม่ต้องถอด
ดิฉันได้รีบซ่อนสิ่งที่มีค่าคือยาพิษไว้ที่รอยตะเข็บผ้าบุของรองเท้าบู๊ทนี่เอง
“ไปยืนพิงกำแพง” นายทหารผู้คุมตะโกนสั่งเสียงดัง
แล้วใช้ไม้กระบองกระหน่ำตีตามร่างกายอันเปลือยเปล่าของพวกเรา
เช่นเดียวกับสภาพที่เคยเห็นผู้คคุมหญิงทำกับนักโทษหญิงเคราะห์ร้ายก่อนหน้านี้ไม่นานนัก
เพื่อนๆบางคนได้พยายามที่จะเก็บเอกสาร
เช่นหนังสือสวดมนต์หรือภาพถ่าย แต่พวกผู้คุมเห็นเสียก่อน
จึงจัดการใช้ไม้กระบองปลายหุ้มเหล็กกระหน่ำตี
บ้างก็จิกผมของหญิงเหล่านั้นดึงจนหน้าหงายล้มลงกับพื้น
“พวกแกไม่จำเป็นต้องมีบัตรประจำตัวหรือภาพถ่ายอีกต่อไป”
ผู้คุมตวาดด้วยน้ำเสียงแสดงถึงอำนาจบาตรใหญ่
ดิฉันไปยืนเข้าแถวด้วยร่างกายเปลือยล่อนจ้อน
มีความรู้สึกละอายและสมเพชตัวเองยิ่งนัก
ที่ใกล้ๆเท้าของดิฉันมีเสื้อผ้าของดิฉันวางกองอยู่
มีภาพถ่ายของครอบครัวหล่นทับอยู่ข้างบน ดิฉันมองไปที่ภาพของคนที่ดิฉันรักอีกครั้ง
ก็ดูเหมือนว่าบิดามารดาและบุตรชายสองคนของดิฉันกำลังยิ้มให้
เลยก้มลงหยิบภาพของคนที่ดิฉันรักสอดใส่ไว้ในเสื้อแจ็กเก็ตที่ถอดวางไว้กับพื้นนั้น
เพราะไม่ต้องการให้ครอบครัวแลเห็นภาพที่น่าอดสูใจในครั้งนี้
รอบข้างของดิฉัน เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก
เสียงร้องไห้และเสียงคร่ำครวญดังระงมอยู่ทั่วไป ในท่ามกลางความรู้สึกขมขื่นใจนั้น
ดิฉันก็ฉีกกระโปรงและเครื่องแต่งกายของตนเองเสียยับเยิน
มันอาจเป็นการกระทำที่โง่ๆแต่มันก็ช่วยให้ดิฉันสบายใจยิ่งขึ้น ที่อย่างน้อยที่สุดเสื้อผ้านี้จะได้ไม่ตกไปเป็นสมบัติของบรรดาเศษมนุษย์ถ่อยสารเลวเหล่านี้
ต่อมาเราถูกบังคับให้ไปรับการตรวจสอบร่างกายอย่างละเอียดตามแบบฉบับของนาซี
คือตรวจที่ปาก ที่ทวารหนักและที่อวัยวะเพศ
ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่มหาโหดและขยะแขยงอีกอย่างหนึ่ง
ต้องไปนอนแผ่หลาอยู่บนโต๊ะในสภาพเปลือยกายเพื่อให้พวกเขาตรวจ
และการตรวจนี้ก็กระทำต่อหน้าบรรดาทหารขี้เมา ซึ่งหัวเราะครื้นเครงอยู่รอบๆ
เมื่อได้รับการตรวจเสร็จเรีบร้อยแล้ว
ก็ถูกต้อนเข้าไปอยู่ในห้องเดียวกัน
นั่งรอในห้องนั้นจนกระทั่งได้รับคำสั่งให้ไปอาบน้ำ
เรารู้สึกสั่นสะท้านเพราะความหนาวเย็นบวกกับความอดสูใจ
แม้ว่าจะประสบกับความเหนื่อยอ่อนและความยากลำบากนานัปการ
แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหคะว่า ผู้หญิงเป็นจำนวนมากยังมีใบหน้าและร่างกายสดสวยงดงามอยู่เหมือนเดิม
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว
เราก็เดินไปที่โต๊ะอีกตัวหนึ่งซึ่งมีบรรดาทหารเยอรมันนั่งอยู่
จากนั้นก็ถูกผลักเข้าไปยังอีกห้องหนึ่ง
ที่มีชายหญิงถือกรรไกรและปัตตาเลียนรอคอยอยู่
เราถูกกร้อนผมจนสั้นเกรียนติดหนังศีรษะ
ผมที่ถูกตัดกองไว้พะเนินเทินทึกนี้ก็เพื่อจะนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
คือผมมนุษย์นี้เป็นวัตถุดิบที่มีค่าอย่างหนึ่งที่อุตสาหกรรมในประเทศเยอรมันต้องการ
โดยพวกเยอรมันจะใช้ผมส่วนหนึ่งไปยัดหมอนและฟูก
ดังนั้นพวกเขาจึงนอนอยู่บนผมของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย
มีผู้หญิงไม่กี่คนที่โชคดีถูกตัดผมด้วยปัตตาเลียน
แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกกร้อนด้วยกรรไกร โดยนักตัดผมจำเป็นที่ไม่ใช่มืออาชีพ
และตัดกันอย่างเร่งรีบ
ทำให้มีผมเหลืออยู่เป็นหย่อมๆเหมือนกับจะจงใจทำให้กลายเป็นตัวตลก
ก่อนที่จะถึงคิวดิฉัน
นายทหารเยอรมันผู้หนึ่งได้คัดตัวดิฉันออกจากแถว”ไม่ต้องตัดผมผู้หญิงคนนี้”
เขากล่าวกับผู้คุมคนหนึ่ง แล้วให้ทหารนำตัวดิฉันออกมา
ดิฉันพยายามที่จะวิเคราะห์สถานการณ์ว่า
นายทหารคนนนั้นต้องการอะไรจากดิฉัน?และแล้วก็เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ทำไมดิฉันจึงเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ถูกตัดผม? บางทีดิฉันอาจได้รับการปฏิบัติดีกว่าคนอื่นก็ได้
แต่เอ...ไม่น่า...เราไม่อาจคาดหวังว่าจะได้รับความเมตตาปรานีจากศัตรูผู้นี้โดยไม่ต้องเสียอะไร
ดิฉันไม่ต้องการเป็นที่โปรดปรานของใครและต้องการจะอยู่กับเพื่อนๆมากกว่า
เมื่อคิดเช่นนี้จึงได้ละเมิดคำสั่งของนายทหารผู้นั้น
โดยได้เดินกลับไปเข้าคิวตัดผมตามเดิม
แต่ในขณะที่ช่างจำเป็นตัดผมให้ดิฉันจวนจะเสร็จอยู่นั้น
นายทหารคนนนั้นก็ได้มาปรากฏตัวยืนมองที่ศีรษะโล้นของดิฉัน เขาโกรธมาก
ได้เดินรี่เข้ามาตบหน้าของดิฉันอย่างแรง เสร็จแล้วได้คาดโทษผู้คุมและออกคำสั่งให้ใช้แส้เฆี่ยนดิฉันสองสามครั้ง
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันถูกเฆี่ยนตีในค่ายกักกัน
การเฆี่ยนตีแต่ละครั้งสร้างความเจ็บปวดใจไม่แพ้ความเจ็บปวดกายเลย เราได้สูญสิ้นวิญญาณไปเสียแล้ว ข้าแต่พระเจ้า
พระองค์ไปประทับอยู่ ณ หนไหนเล่า?
ดิฉันตกอยู่ในสภาวะมึนงงจนไม่ยี่หระต่อกระบองหรือแส้อีกต่อไป
อยู่ในห้องตัดผมจนกระทั่งทุกคนตัดเสร็จ
แต่ใจสิกลับคิดถึงแต่รองเท้าบู๊ทและยาพิษที่ซ่อนไว้ในรอยตะเข็บ
ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะช่วยให้มีกำลังใจขึ้นมาได้บ้าง
นอกจากความคิดและความหวังว่าตนเองยังมียาพิษอยู่นี้เท่านั้น
เมื่อกรรมวิธีตรวจค้นสิ้นสุดลงแล้ว
เราก็ถูกต้อนเข้าไปในห้องน้ำ
แล้วผลัดกันเข้าอาบน้ำร้อนจากก๊อกซึ่งมีน้ำไหลออกมาเพียงไม่กี่หยด
ทุกคนอาบคนละไม่เกินหนึ่งนาที
จากนั้นเราก็ถูกโรยด้วยผงยาฆ่าเชื้อโรคตามศีรษะและส่วนต่างๆของร่างกายจนเปรอะเปื้อนไปหมด
ขณะที่ตัวยังเปียกๆอยู่นั้นเอง ก็ถูกนำตัวเข้าไปยังห้องที่สาม
ซึ่งมีหน้าต่างและประตูเปิดไว้กว้างๆ แน่นอนที่สุด
ขณะนี้เราเหมือนกับลูกไก่อยู่ในกำมือของเขาแล้ว
ชีวิตของเราจึงไม่มีความหมายอะไรแก่ใครๆเลยแม้แต่น้อย
ที่ห้องนี้เอง เราได้รับแจกเสื้อผ้าชุดนักโทษ
ส่วนชุดชั้นในที่เราได้รับแจกดูพิกลๆอยู่ คิดไม่ออกว่าจะเรียกมัรอย่างไรดี
เราต่างดูกันไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ จะสีขาวก็ไม่ใช่ หรือจะเป็นสีอื่นก็ไม่เชิง
มันขาดกะรุ่งกะริ่ง ไม่ผิดอะไรกับผ้าขี้ริ้ว แต่เราไม่มีทางเลือก เขาให้อย่างไรก็ต้องใส่อย่างนั้น
มีนักโทษไม่กี่คนที่ได้รับแจกชุดขั้นใน ส่วนใหญ่ได้แต่สวมเสื้อผ้าไม่มีชั้นในกัน
ซึ่งโปร่งบางจนเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด น่าเวทนาสิ้นดี
เสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่นี้ไม่ผิดอะไรกับที่คนเขาแต่งกันในงานแฟนซีคนบ้า
มีกระโปรงไม่กี่ตัวที่มีลักษณะสมบูรณ์เหมือนกับชุดนักโทษแท้ๆนอกนั้นเป็นชุดเศษผ้า
เดิมทีอาจจะเป็นเครื่องแต่งกายสีสดใสที่ยึดมาจากนักโทษรุ่นก่อนๆ
แต่ขณะนี้มันขาดกะรุ่งกะริ่งไปเสียหมดแล้ว
ไม่มีใครสนใจเลยว่า
ชุดผ้าขี้ริ้วเหล่านี้มันจะใส่ได้พอดีกับรูปร่างของตนหรือไม่
ผู้หญิงอ้วนร่างใหญ่จำเป็นส้วมเสื้อผ้าชุดเล็กๆซึ่งสั้นและคับมาก
ส่วนผู้หญิงที่มีรูปร่างอรชนอ้อนแอ้นกลับได้สวมเสื้อผ้าตัวใหญ่ๆหลวมๆและดูรุ่มร่ามพิลึก
แม้จะเห็นว่าเสื้อผ้าที่ได้รับแจกมาไม่เข้ากับสัดส่วนของตนเอง
นักโทษก็ไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนเสื้อผ้ากัน
หรือถึงจะแลกเปลี่ยนกันก็ไม่มีทางที่จะดัดแปลงแก้ไขอะไรได้ เพราะอะไรหรือคะ? ก็เพราะเราไม่มีจักรเย็บผ้า
กระดุม กรรไกร ด้าย เข็ม และเข็มหมุดที่จะใช้เป็นอุปกรณ์ในการตัดเย็บเสื้อผ้า
เพื่อให้สะดวกในการแบ่งกลุ่ม
พวกเยอรมันได้ใช้สัญลักษณ์เป็นรูปลูกศรสีแดงขนาดกว้าง 2 นิ้ว ยาว 2 ฟุต
คิดไว้ที่ด้านหลังของเสื้อผ้าแต่ละตัว เราจึงได้ติดเครื่องหมายนี้ไว้
ดูราวกับนักโทษชั้นต่ำที่ด้อยศักดิ์ศรีเสียเหลือเกิน
ส่วนเสื้อผ้าที่ดิฉันได้รับแจกเป็นกระโปรงแพร
ซึ่งเมื่อก่อนมันคงจะหรูหราพอดู แต่เดี๋ยวนี้มันขาดวิ่นคจนไม่มีชิ้นดี
ซ้ำไม่มีซับในเสียอีกด้วย แต่ก็ยังโชคดีที่ได้รับแจกกางเกงในผู้ชายมาตัวหนึ่ง
เพื่อใช้แทนซับใน กระโปรงชุดนี้ข้างหน้าขาดจนถึงระดับสะดือ ส่วนหลังก็ขาดเป็นทางยาวจนถึงสะโพก
แม้จะเป็นยามทุกข์โศก
แต่เราก็อดที่จะหัวเราะด้วยความขบขันไม่ได้
เมื่อเห็นคนอื่นๆอยู่ในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งราวกับตัวตลกเช่นนั้น
เราต้องใช้เวลานานกว่าจะชินกับความน่าเกลียดที่เรารู้สึกต่อตนเองและคนอื่น
เมื่อแต่งตัวเสร็จ
เราก็ถูกต้อนให้ไปเข้าแถวอยู่ตรงหน้าอาคารที่ใช้เป็นที่อาบน้ำ
ต้องยืนรอคอยอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง อากาศหนาวเหน็บ ฟ้ามืดครึ้ม ลงพัดแรง
เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็แถมเปียกชื้น ทุกคนต่างได้รับความทุกข์ทรมานไปตามๆกัน ในไม่ช้าหลายคนก็มีอาการของโรคปอดอักเสบบ้าง
โรคเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลังอักเสบบ้าง บางรายมีอาการหนักมาก
ดิฉันทราบจากนักโทษหญิงสูงอายุว่า
บริเวณค่ายกักกันแห่งนี้อยู่ห่างจากเมือง กราโกว์ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 ไมล์
สถานที่นี้เรียกว่า เบอร์เคเนา
อยู่ใกล้ๆกับป่า เบอร์เคนวัลด์
เบอร์เคเนาอยู่ห่างจากหมู่บ้านและค่ายเอาส์สวิตช์
หรือที่เรียกว่าออสวีซิม ไปประมาณ 5 ไมล์ และอยู่ห่างจากนิวเบรัน 8 ไมล์
ในที่สุดพวกเราก็เดินเท้าเปล่าผ่านป่าที่หนาทึบ
นอกเขตป่านี้ออกไปมีอาคารทำด้วยอิฐสีแดงอยู่หลังหนึ่ง
มองเห็นเปลวไฟพ่นออกมาจากปล่องไฟของอาคารหลังนั้นได้อย่างชัดเจน
ที่ประหลาดยิ่งกว่านั้น
กลิ่นเหม็นแทบจะอาเจียนที่โชยมาต้อนรับเราตั้งแต่แรกเดินทางมาถึงนั้น บัดนี้กลิ่นนั้นมาปะทะจมูกของเรารุนแรงยิ่งขึ้น
มีกองฟืนกองสูงใหญ่กองพิงกำแพงห่างจากอาคารหลังนั้นประมาณร้อยหลา
เราหันไปถามนักโทษหญิงสูงอายุผู้หนึ่งว่า อาคารที่เห็นนั้นคืออะไร?
“ค่ายโรงงานทำขนมปัง” หญิงคนนั้นตอบหน้าตาเฉย
ในตอนแรกเราต่างเข้าใจว่าเป็นความจริง โดยไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยเลยแม้แต่น้อย ถ้าหญิงคนนั้นบอกความจริง เราก็คงไม่เชื่อเป็นแน่ว่า โรงงานทำขนมปังซึ่งปล่อยกลิ่นเหม็นแทบจะอาเจียนออกมานั้น ที่แท้จริงแล้วก็คือที่เผาศพเด็ก คนชราและคนป่วย และในที่สุดมันก็ได้เป็นที่เผาศพของพวกเราด้วยเช่นกัน.
บทที่ 3 คุกแดนที่ยี่สิบหก
เราได้เดินทางมาถึงคุกที่พวกเยอรมันกำหนดไว้ให้เป็นที่คุมขัง
บริเวณรอบๆคุกแห่งนี้มีลวดหนามกั้นไว้อย่างแน่นหนา
บนเสาคอนกรีตแต่ละต้นขึงลวดหนามและติดหลอดไฟฟ้าสว่างจ้าอยู่ตลอดเวลา
เป็นสัญญาณเตือนให้นักโทษทุกคนตระหนักว่า
ลวดหนามแต่ละเส้นล้วนแล้วแต่มีกระแสไฟฟ้าแรงสูงปล่อยเอาไว้
ครั้นเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสไขกุญแจลูกมหึมาซึ่งล็อคประตูเอาไว้ออกแล้ว
เราก็ถูกกวาดต้อนเข้าไปข้างใน
เมื่อผู้ถูกเนรเทศกลุ่มสุดท้ายเดินผ่านธรณีประตูเข้าไปหมดแล้ว
เจ้าหน้าที่ก็มาปิดประตูล็อคกุญแจทันที
เราทิ้งชีวิตในอดีตไว้ข้างนอกประตูนั่นเอง
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทุกคนมีสภาพกลายเป็นทาส
ต้องทนทุกข์ทรมานกับความหิวโหยและความหนาวเย็นของอากาศ
ตกอยู่ในความควบคุมของพวกผู้คุม โดยไม่มีความหวังใดๆทั้งสิ้น
เราหลายคนร้องไห้น้ำตานองหน้า ขณะเดินตามผู้นำทางของเราไปยังบ้านหลังใหม่
ซึ่งมีชื่อว่า”คุกแดนที่ 26”
ก่อนจะเล่าเรื่องต่อไป
ใคร่ขออนุญาตท่านผู้อ่านได้อธิบายให้เห็นความสำคัญของค่ายกักกันเชลย 2
แห่งของเยอรมัน คือ ค่ายเบอร์เคเนา(Birkenau) หรือที่เรียกว่าเอาส์ชวิตซ์สอง
และค่ายเอาส์ชวิตซ์(Auschwitz) ทั้งสองค่ายนี้ต่างมีชื่อในด้านความโหดร้ายทารุณพอๆกัน
ซึ่งประวัติศาสตร์จะต้องจารึกความเลวร้ายของมันเอาไว้ชั่วกาลนาน
ค่ายทั้งสองแห่งนี้แยกออกจากกันโดยมีทางรถไฟแล่นผ่าน
เมื่อตอนที่ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกสั่งให้ผู้ถูกเนรเทศซึ่งรวมกันอยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟ
ให้แยกไป ทางซ้าย บ้าง ทางขวา บ้างนั้น
เป็นการแยกผู้ถูกเนรเทศเพื่อส่งมายังค่ายทั้งสองนี้
ค่ายเอาส์ชวิตซ์หนึ่งเป็นค่ายประหารชีวิตนักโทษและเป็นค่ายทาส
แม้ว่าขีวิตนักโทษในค่ายแห่งนี้จะมีความลำบากยากเข็ญเพียงใด
แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าค่ายเอาส์ชวิตซ์สองอยู่บ้าง
ทั้งนี้เพราะค่ายเอาส์ชวิตซ์สอง(เบอร์เคเนา)
เป็นค่ายสำหรับใช้ประหารชีวิตนักโทษเป็นส่วนใหญ่
ด้วยเหตุนี้เองจึงแทบไม่มีใครมีโอกาสบันทึกเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวและเบื้องหลังความเป็นมาของมันไว้ได้
มันเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความผิดอย่างมหันต์ของบรรดาผู้นำเยอรมัน
ซึ่งแทบจะไม่มีใครกล่าวถึง ทั้งไม่มีใครยอมรับว่ามีอยู่
จนกระทั่งกองกำลังของฝ่ายพันธมิตรได้เข้าไปยึดและเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้ความลับทั้งหมด
ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์หนึ่ง
ยังเป็นค่ายที่น่าสะพรึงกลัวมากที่สุด
เพราะในนั้นมีโรงงานผลิตยุทธปัจจัยอยู่หลายโรง อาทิ โรงงาน ดี.เอ.(D.A.W.)โรงงานซีเมนส์(Siemens) และโรงงานกรุปป์(Krupp)
ล้วนแล้วแต่เป็นโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้ในสงคราม
นักโทษที่ถูกเกณฑ์ให้มาทำงานในโรงงานเหล่านี้ต่างมีอภิสิทธิ์และมีเกียรติสูง
เมื่อเทียบกับนักโทษพวกอื่นๆ แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ทำงานฝ่ายผลิต
ก็ยังโชคดีกว่าพวกนักโทษที่ถูส่งตัวไปค่านเบอร์เคเนา ทั้งนี้เพราะเหตุว่า
นักโทษที่ถูกส่งไปยังค่ายเบอร์เคเนาส่วนใหญ่ เป็นเพียงผู้กำลังรอคอยวาระที่จะถูกนำตัวไปเข้าห้องก๊าซพิษและถูกนำไปเผาทั้งเป็นเท่านั้นเอง
ภารกิจการนำนักโทษผู้โชคร้ายเข้าห้องก๊าซพิษและเผาในที่สุดนี้
เป็นหน้าที่ของกลุ่มบุคคลที่มีชื่อในภาษาเยอรมันว่าหน่วย”คอมมานโด”
เจ้าหน้าที่ในค่ายเบอร์เคเนาจะพยายามถุกวิถีทางที่จะปกปิดไม่ให้ผู้ใดทราบว่า
ค่ายแห่งนี้เป็นค่ายสำหรับประหารชีวิตนักโทษโยเฉพาะ
เมื่อนักโทษในค่ายเอาช์วิตซ์หนึ่งหรือค่ายอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงถูกตัดสินว่าเป็นผู้ไร้ประโยชน์
หากมีจำนวนมากเกินกว่าเตาเผาศพในค่ายจะเผาได้ทัน
ก็จะถูกส่งตัวไปเข้าเตาเผาศพที่ค่ายเบอร์เคเนาแทน
ดิฉันได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ทีละน้อยๆเพียงชั่วระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์
ในช่วงวันแรกๆที่เข้ามาอยู่ในค่าย เรายังมีความเชื่อว่าจะไม่ถูกใช้ให้ทำงาน
ทั้งนี้เพราะไม่มีป้ายว่า”การทำงานคือเสรีภาพ(Arbeit macht frei) เหมือนกับที่เราเคยเห็นในค่ายอื่นๆ
แต่นั้นเป็นเพียงกลวิธีของพวกเยอรมันที่จะหลอกให้เยื่อผู้เคราะห์ร้ายตายใจ
ปกติแล้วทหารเยอรมันมักจะเห็นพวกเราเป็นเครื่องเล่น
เหมือนกับแมวซึ่งทำท่หยอกล้อหนูก่อนที่จะตะครุบเป็นอาหารในที่สุด
คุกแดนที่ 26
เป็นโรงรถเก่าซึ่งนำกระดานหยาบๆมาตีปิดไว้อย่างแข็งแรง
ตรงประตูคุกมีแผ่นป้ายโลหะบอกว่า สถานที่แห่งนี้เคยเป็นคอกม้าขนาดใหญ่มาก่อน
เห็นได้จากข้อความบนแผ่นป้ายว่า”สัตว์ขี้เรื้อนจะต้องแยกไว้ต่างหากทันที”
ทำไมม้าถึงโชคดีอะไรอย่างนั้นนะ?แต่ไม่เห็นมีใครสนใจที่จะใช้มาตรการเช่นนี้กับกับมนุษย์อย่างเราที่ถูกขังไว้ในที่นี้เลยนะ
ดิฉันก็ได้แต่คิด
ภายในคุกแยกออกเป็น 2 ส่วน
โยมีเตาอิฐขนาดมหึมาสูงประมาณ 14 ฟุต ยาวเกือบ 20 เมตร กั้นกลางเอาไว้ แต่ละด้านแบ่งออกเป็นบล็อก
และแต่ละบล็อกมีเตียงแบบสามชั้นวางเรียงรายอยู่เป็นจำนวนมาก
ท่านผู้อ่านคะ มันไม่ใช่เตียงอย่างที่เราท่านเคยเห็นหรอกค่ะ
แต่มันคือกรงขังที่ทำด้วยไม้ ซึ่งเรียกกันเป็นภาษาเยอรมันว่า”คอยอัส(Koias) แต่ละกรงหรือแต่ละบล็อกยาว 12 ฟุต กว้าง 5 ฟุต ใช้เป็นที่นอนสำหรับคน 17-20 คน
เราต้องอยู่กันอย่างแออัดยัดเยียด ไม่มีความสะดวกสบายแม้แต่น้อย
ตอนแรกๆที่เรามาถึง กรงขังเหล่านี้ไม่มีอไรอยู่เลย
นอกจากแผ่นกระดานไม้เก่าๆต้องนอนกันบนแผ่นกระดานเหล่านี้ตามมีตามเกิด
อีกเดือนหนึ่งต่อมานายทหารเยอรมันจึงได้นำผ้าห่มมาแจก โดยแจกให้เพียงกรงละ 2
ผืน แต่ละผืนก็แสนจะสกปรกและเหม็นสาบ ลองคิดดูซิคะ
ผ้าห่มผืนหนึ่งต่อคนสิบคนจะใช้ร่วมกันไปได้อย่างไร
ในเวลาเดียวกัน
ผู้ที่อยู่ในกรงขังทุกคนไม่สามารถนอนพร้อมกันได้ เพราะไม่มีที่ว่างจะนอน
หลายคนจึงต้องนั่งจับกลุ่มคุยกันโดยไม่ได้นอนตลอดคืน บ้างก็ผุดลุกผุดนั่ง
จะเอี้ยวตัวไปมาก็แสนจะลำบากยากเย็น
กว่าจะเปลี่ยนอิริยาบถแต่ละทีก็ต้องขอความร่วมมือหรือได้รับความยินยอมจากคนอื่นๆเสียก่อน
ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ หลังคาคุกกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม
เมื่อถึงตอนฝนตกน้ำก็ไหลลงมาตามรูรั่ว นักโทษที่อยู่ชั้นบนถูกฝนเปียกปอนไปตามๆกัน
ส่วนผืที่อยู่ชั้นติดพื้นก็ใช่ว่าจะอยู่ในสภาพที่ดีว่า
เพราะเพราะพื้นลาดซีเมนต์ไว้เฉพาะบริเวณเตาหุงต้มอาหารเท่านั้น
นอกนั้นเป็นดินลูกรังที่สกปรกและชื้นและ ฝนตกคราใดมันก็แปรสภาพกลายเป็นทะเลโคลนไปโดยปริยาย
ยิ่งไปกว่านั้น พวกที่อยู่ชั้นล่างก็แสนจะอึดอัดแทบไม่มีอากาศหายใจ
เนื่องจากหน้าต่างช่องระบายอากาศอยู่สูง
ภายในคุกสกปรกโสโครกเกินที่จะพรรณนา
หน้าที่หลักของเราก็คือคอยรักษาความสะอาดอยู่เสมอ
การละเมิดสุขบัญญัติใดๆจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
ก็ในเมื่อคุกมีขนาดเล็กและมีผู้หญิงอยู่ถึง 14,000-1,500 คนเช่นนี้
จะให้รักษาความสะอาดได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่มีอุปกรณ์ทำความสะอาด
เช่น ไม้กวาด เครื่องถูพื้น ถังใส่น้ำ หรือแม้แต่ผ้าขี้ริ้ว
ซึ่งก็ได้พยายามแก้ปัญหานี้กันจนได้
โยได้ตกลงกันให้แต่ละคนซึ่งมีกระโปรงยาวๆช่วยกันตัดชายกระโปรงมาทำเป็นผ้าถูพื้นแก้ขัดไปพลางๆ
นอกจากนั้นชายกระโปรงนี้ก็ยังใช้ห่อเศษขยะมูลฝอย ตลอดจนสิ่งปฏิกูลบนพื้น
ซึ่งเป็นต้นเหตุให้อากาศเสียที่เราต้องหายใจเข้าไป
ปัญหาที่แก้ได้ยากลำบากยิ่งกว่านั้นก็คือ
ภาชนะสำหรับใส่อาหาร ในวันที่สองที่มาถึงได้รับแจกชามประมาณ 20
ใบ ชายี่สิบใดต่อคน 1,500 คน นับว่าเป็นเรื่องตลกมาก
แต่ละใบก็มีขนาดเล็กบรรจุอาหารไม่พอรับประทานเลย นอกจากนั้นพวกเยอรมันให้ถังมา 1 ใบ กับหม้อต้มน้ำเล็กๆอีก 1 ใบ
ในระยะหลังจึงได้รับแจกชามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก้ยังไม่เพียงพอกับจำนวนคนอยู่ดี
นักโทษที่ได้รับคัดเคือกให้เป็นหัวหน้าคุกหรือที่เรียกเป็นภาษาเยอรมันว่า”โบลโควา”
ก็ทำแสบเสียอีก
โยจะแอบนำหม้อต้มน้ำใบนั้นไปทำเป็นกระโถนรองรับปัสสาวะโยไม่ละอายแก่ใจ
แล้วพวกที่เหลือจะทำอย่างไรกัน?
หากสังเกตดูให้ลึกซึ้งแล้วก็จะเห็นว่า
พวกเยอรมันพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะทำให้เราเกิดความขัดแย้งกัน ชิงดีชิงเด่นกัน
โกรธเคืองกัน จงเกลียดจงชังกันมากขึ้นๆ
ในตอนเช้าเราต้องรีบกุรีกุจอพากันล้างชามให้สะอาดก่อนที่จะนำไปรับแจกอาหาร
ซึ่งอาหารที่ว่านี้ก็มีแต่หัวผักกาดหวานและเนยเทียมเท่านั้น
วันแรกๆเรารับประทานอาหารอย่างผะอืดผะอมแทบจะอาเจียนออกมา
เพราะอดคิดไม่ได้ว่าชามที่ใส่อาหารเหล่านี้ล้วนเคยถูกใช้เป็นกระโถนรองรับปัสสาวะของใครต่อใครมาก่อนในตอนกลางคืน
แต่เมื่อเกิดความหิวโหยมากขึ้นและยังไม่อยากจะอดตาย ก็ต้องทนฝืนใจรับประทานเข้าไป
โดยไม่คำนึงถึงว่าชามที่ใส่อาหารนั้นเคยถูกใช้เป็นกระโถนใส่ปัสสาวะมาก่อนหรือไม่
ในตอนกลางคืนหลายคนต่างแย่งหาชามมาเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดเพื่อเอาไว้ใช้เป็นกระโถนใส่ปัสสาวะประจำตัว ก็มันจำเป็นนี่คะ เนื่องจากเราได้รับอนุญาตให้ไปห้องน้ำได้เพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น ใครปวดแสนปวดอย่างไรก็ต้องทนอดกลั้นเอาไว้ หากใครออกไปนอกคุกในเวลาวิกาลก็ต้องเสี่ยงกับการถูกทหารเอสเอสจับ ซึ่งพวกนี้ได้รับคั่งให้ยิงก่อนค่อยถามเรื่องราวกันทีหลัง แล้วใครล่ะจะกล้าเสี่ยงเอาชีวิตไปแลก.
บทที่ 4 ความประทับใจครั้งแรกในคุก
หลังจากเข้ามาอยู่ในคุกแห่งนี้เป็นวันที่สองแล้ว
เราจึงได้รับแจกอาหารเช้าเป็นครั้งแรก ซึ่งอาหารเช้านี้ก็ไม่มีอะไรเลย
นอกจากกาแฟสีน้ำตาล รสจืดชืดคนละหนึ่งถ้วย ในระยะหลังบางครั้งก็ได้รับแจกชาแทนกาแฟ
ซึ่งที่จริงแล้วเครื่องดื่มทั้งสองประเภทนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลยแม้แต่น้อย
มันจืดชืดไม่มีรสราวกับน้ำล้างชามยังไงยังงั้น ต้องจำใจดื่มมันแทนอาหารเช้า
ไม่มีแม้แต่เศษขนมปังพอที่จะทำให้ท้องอิ่มขึ้นมาได้บ้าง
ในตอนกลางวันเรารับประทานซุปกัน
ซุปที่เขานำมาแจกนี้ก็เหมือนกัน ยากที่จะบอกว่าปรุงมาจากอะไรกันแน่
หากเป็นสถานการณ์ปกติคงไม่มีใครนับประทานกันเป็นแน่
เพราะเพียงแต่ได้กลิ่นก็แทบจะอาเจียนเสียแล้ว
ขณะที่รับประทานก็ต้องกลั้นใจเสียก่อนจึงพอกลืนมันเข้าไปได้บ้าง
แต่มันก็จำเป็นต้องรับประทานแม้ว่าจะรู้สึกขยะแขยงสักปานใดก็ตาม
แต่ละคนจะผลัดกันยกชามซุปขึ้นดื่ม เพราะไม่มีช้อนจะให้ตัก
เมื่อถึงเวลารับประทานซุป แต่ละคนก็แสดงสีหน้าไม่ผิดอะไรกับเด็กที่พยายามกลืนยาขม
เครื่องปรุงซุปจะแตกต่างกันไปบ้างในแต่ละครั้ง
แต่รสชาติของมันก็คงเดิมอยู่ตลอดเวลา กล่าวคือ
ยังเป็นซุปชนิดที่แม้แต่สุนัขก็ยังเมิน ในน้ำซุปบางครั้งก็พบกระดุม เส้นผม เศษผ้า
กระป๋อง แม้กระทั่งหนูตาย
วันดีคืนดีก็เจอหลอดด้ายเย็บผ้าที่มีทั้งด้ายและเข็มติดอยู่ด้วยกัน
ในตอนเย็นเราได้รับแจกขนมปังคนละประมาณ 6ใ5 ออนซ์
เป็นขนมปังสีดำเขรอะไปด้วยสนิมจากเลื่อยผ่าขนมปังจนแทบจะดูไม่ได้
เวลาหยิบขึ้นมารับประทานแต่ละครั้งมันแข็งจนแทบจะทำให้เหงือกร้าว
ไม่มีคุณค่าทางอาหารเท่าใดนัก จึงทำให้เราเป็นโรคขาดอาหารไปตามๆกัน
ในคุกไม่มียาสีฟันและแปรงสีฟันแจก
เราจึงไม่มีโอกาสได้แปรงฟันกัน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปากของแต่ละคนมีกลิ่นเหม็นและเป็นโรคฟันผุกันเกินกว่าที่จะรักษาได้
เมื่อยิ้มทักทายกันทีไรก็อดที่จะสมเพชกันไม่ได้
นอกจากขนมปังแล้ว
ก็ยังได้รับแจกแยมที่ทำมาจากหัวบีทหวานกับเนยเทียมอีกคนละช้อน
บางครั้งก็ได้รับแจกไส้กรอกกลมๆชิ้นบางๆ ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่ามันทำมาจากอะไร
บ้างก็ว่าทำมาจากเนื้อศพมนุษย์
เจ้าหน้าที่จะนำซุปและกาแฟไปใส่กาขนาดใหญ่แล้วต้ม
กาเหล่านี้เมื่อบรรจุทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปแล้ว มีน้ำหนักเกินกว่า 150 ปอนด์
ใช้นักโทษ 2 คนหาม ลองภาพวาดภาพดูซีคะ การที่ผู้หญิงเพียง 2
คนต้องหามของหนักถึงขนาดนั้นเดินฝ่าฝน ฝ่าหิมะ ฝ่าน้ำแข็งไปนั้น มันจะทุลักทุเลขนาดไหน
บางครั้งผู้หามเกิดพลาดพลั้งทำน้ำร้อนหกถูกตัวเองถึงกับร่างกายพุพองไปก็มี
งานเช่นนี้แม้แต่ผู้ชายอกสามศอกก็ยังถือว่าเป็นงานหนัก
แล้วผู้หญิงล่ะคะมันจะหนักหนสำหรับเธอขนาดไหน
เธอเหล่านี้ไม่เคยได้รับการฝึกให้ใช้แรงงานแบบนี้มาก่อน
ทั้งสภาพร่างกายอ่อนแอเสียอีก ก็เลยยิ่งไปกันใหญ่
พวกผู้นำเยอรมันมักจะทำอะไรพิเรนทร์ๆเช่นนี้อยู่เสมอ
พวกเขามักใช้คนที่ไม่มีความรู้ทำงานในสำนักงาน แต่กลับใช้ปัญญาชนทำงานกุลีแบกหาม
มันขัดกันอย่างไรพิกล
ทันทีที่กาบรรจุน้ำถูกหามมาถึง ก็จะมีการแจกซุปหรือกาแฟกัน โยมีเจ้าหน้าที่ทำหน้าที่แบ่งปันอาหารให้แก่นักโทษ
เจ้าหน้าที่เหล่านี้เรียกกันในภาษาเยอรมันว่า สตูเบ็นเดียนสต์
หัวหน้าคุกจะเป็นผู้เลือกเฟ้นคนที่จะมารับตำแหน่งเป็นสตูเบ็นเดียนสต์
ซึ่งโดยปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่ตัวโต จิตใจโหดเหี้ยม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นคนที่รู้จักใช้กระบองตีผู้อื่น
พวกสตูเบียนสต์เป็นผู้มีอภิสิทธิ์อย่างเหลือล้น
จะใช้กระบองทุบตีหลังของเพื่อนนักโทษที่มีความประพฤติเลวทรามจนสุดที่จะว่ากล่าวได้
ทั้งนี้ก็เพราะนักโทษหญิงเมื่อเห็นซุปหรือกากาแฟแล้ว
ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เพราะหิวโหย
ก็จะวิ่งกันเข้าไปแย่งอาหารกันชุลมุนวุ่นวายราวกับสุนัขรุมกันแย่งกระดูก
ซึ่งพวกสตูเบ็นเดียนสต์ก็จะใช้กระบองไล่ทุบตีเอา
เวลาเสิร์ฟอาหารก็จะตักอาหารจากหม้อมาใส่ชาม 20 ใบที่มีใช้อยู่ประจำทุกคุก
อาหารในแต่ละชามจะถูกแบ่งกันระหว่างนักโทษในแต่ละกรงขัง
ปัญหาที่ถึงกับมีการทุบตีกันก็เพราะตกลงกันไม่ได้ว่าใครคือบุคคลแรกที่จะรับประทานอาหารในชามนั้นก่อน
อย่างไรก็ดีต่อมาได้มีการวางระเบียบปฏิบัติแน่นอนเอาไว้ว่า
ผู้ที่ได้รับแจกอาหารก่อนจะเป็นผู้ยกชามขึ้นรับประทานก่อน
โดยมีเพื่อนนักโทษในกรงเดียวกันอีก 19 คนคอยจ้องดูแทบตาไม่กะพริบ ทั้ง 19
คนนั้นจะคอยนับอาหารทุกอึก
กับคอยดูการเคลื่อนไหวของลูกกระเดือกของผู้รับประทานอาหารเป็นคนแรกนั้น
เมื่อคนแรกรับประท่านครบตามจำนวนส่วนแบ่งแล้ว คนที่
2ก็จะแย่งชามจากมือของคนแรกมารับประทานตามจำนวนอึกที่ได้รับส่วนแบ่ง
ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนครบ 20 คน
มันเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเวทนาจริงๆ
อาหารเพียงเท่านี้ไม่พอที่ใครจะอิ่มได้แน่
มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดิฉันรู้สึกสะเทือนใจมาก
คือเมื่อตอนที่เห็นหญิงคนหนึ่งก้มลงดื่มน้ำผสมโคลนบนพื้นดินเพื่อดับความกระหาย
เธอดื่มได้อย่างหน้าตาเฉยเหมือนกับไม่รู้ว่าน้ำที่ดื่มนั้นเป็นน้ำไม่สะอาด
ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงกับทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้
แต่อนิจจา!ผู้ถูกเนรเทศช่างมีฐานะตกต่ำยิ่งไปกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก
เสียงขอร้องวิงวอนของพวกเขาจึงไม่ได้เข้าไปกระทบโสตประสาทของใครๆแม้แต่มัจจุราชเองก็พร้อมที่จะมาคร่าวิญญาณของพวกเขาไปอย่างไร้ความปรานี
เมื่อใดก็ตามที่ดิฉันย้อนรำลึกถึงวันแรกที่มาอยู่ในค่ายกักกัน
จะเกิดความรู้สึกสลดใจและมีอาการตื่นเต้นหวาดกลัว
เป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่มันจะเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ
เคยลองค้นหาต้นตอของความหวาดกลัวนี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังหาไม่พบ
ในตอนที่อยู่ในค่ายกักกันในตอนกลางคืนดิฉันเคยมองผ่านรอยแตกของกำแพงเห็นเปลวไฟพวยพุ่งออกจากปล่องโรงงานทำขนมปังลึกลับนั้น
และได้ยินเสียงร้องของคนป่วยและคนบาดเจ็บที่ถูกนำไปขึ้นรถบรรทุกเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางที่ไม่มีใครรู้
เสียงร้องแสดงถึงความเจ็บปวดเหล่านั้นทำให้เราขวัญเสียและรู้สึกสงสารพวกเขายิ่งนัก
บางครั้งก็ได้ยินเสียงปืนพกที่เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสยิงกันเป็นว่าเล่น
เมื่อสิ้นเสียงปืนก็จะมีเสียงออกคำสั่งขู่ตะคอกติดตามมา
ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เราลืมเหตุการณ์ที่เคยตกเป็นเชลยและเป็นทาสชาวเยอรมันได้
มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นในยุโรปในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 เลย จริงไหมคะ
จิตใจของเราต่างพะวงถึงบุคคลต่างๆทีเราจากมา
พวกบริหารของค่ายกักกันอาจจะเข้าใจสภาพจิตใจของเราเป็นอย่างดีก็ได้
เพราะหลังจากที่มาถึงค่ายได้ 2 วัน เราก็ได้รับแจกไปรษณียบัตร
พร้อมกับคำสั่งให้เขียนแจ้งกลับไปยังญาติมิตรว่า “เราอยู่กันสุขสยายดี”
ซึ่งที่จริงแล้วมันไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด
และแทนที่จะให้ระบุว่าไปรษณียบัตรนั้นถูกส่งมาจากค่ายเบอร์เคเนา
ก็ถูกบังคับให้เขียนที่อยู่เป็น ค่ายเมืองวัลด์ซี
นี้เองทำให้ดิฉันเริ่มระแวงสงสัยขึ้นมาในทันที เลยไม่ยอมเขียนซะดื้อๆ
แต่เพื่อนๆของดิฉันเกือบทุกคนต่างถือโอกาสเขียนติดต่อกับโลกภายนอก
ซึ่งบางคนก็ได้รับจดหมายตอบมาใน 4-5 สัปดาห์ต่อมา จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.
1944 ดิฉันจึงพอจะเข้าใจว่า
ทำไมเจ้าหน้าที่เยอรมันจึงอยากให้เราติดต่อกับโลกภายนอก
ก็เพราะการเขียนไปรษณียบัตรนี่เองทำให้มีรถไฟขบวนใหม่ๆเดินทางมายังค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาอีก
ผู้ถูกเนรเทศที่มาใหม่เป็นจำนวนมากเปิดเผยว่า
จากข่าวดีที่ได้รับจากค่ายในตอนที่ยังอยู่ที่บ้าน
ทำให้พวกเขาเกิดความมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆและยินยอมที่จะถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ด้วยความเต็มใจ
ส่วนผู้ที่ถูกเนรเทศอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า จากจ่าหน้าซองในไปรษณียบัตรที่เขียนไปจากค่ายกักกันทั้งสองแห่งนี้
ทำให้เจ้าหน้าที่เยอรมันรู้จักสถานที่อยู่ของพวกเราได้อย่างสบาย
ด้วยเหตุนี้การหลอกให้นักโทษเขียนไปรษณียบัตรไปสู่โลกภายนอก
อำนวยประโยชน์แก่ฝ่ายเยอรมันถึง 3 ประการ คือ ประการที่หนึ่ง
เป็นการหลอกลวงครอบครัวของนักโทษกักกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอกผู้ที่จะถูกเนรเทศรายต่อไป ประการที่สอง
ทำให้ตำรวจเกสตาโปได้รู้จักชื่อและที่อยู่ของเหยื่อรายใหม่
และสามารถจับมาเป็นผู้ถูกเนรเทศรายต่อไป ประการที่สาม
การใช้ที่อยู่ปลอมของนักโทษทำให้ประชามติในประเทศของนักโทษทั้งหลาย
รวมทั้งในต่างประเทศเกิดความไขว้เขวเข้าใจผิด
แต่ความจริงผู้ที่เขียนไปว่า อยู่กันสบายดี
นั้นต่างถูกขังอยู่ในกรงที่มีแต่กระดานนำมาปูเรียงกันอย่างหลวมๆซึ่งเมื่อเตียงชั้นที่สามพังลงมามันก็จะทับเตียงชั้นที่สองและชั้นที่หนึ่งพังตามๆกัน
ทำให้นักโทษหญิงทั้ง 60 คน ถูกทับได้รับบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวอยู่เสมอ และก็ไม่สามารถรักษาพยาบาลผู้ได้รับบาดเจ็บเหล่านั้นได้เพราะไม่มีผ้าพันแผล
อุบัติเหตุดังกล่าวนี้ก็มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางทีในคืนเดียวกันอาจเกิดขึ้น 8-10
ครั้งเลยทีเดียว
ต่อมาสภาพต่างๆภายในกรงขังก็ถึงขั้นวิกฤตแตกหัก
มีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างนักโทษอยู่เสมอในตอนกลางวัน
ภายในคุกก็ไม่ผิดอะไรกับโรงขังคนบ้า มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน
แต่ละคนเกิดความชิงชังซึ่งกันและกัน ความบีบคั้นและความกดดันที่มีอยู่มากมายๆรอบๆข้าง
ทำให้คนที่มีสุขภาพจิตปกติเกิดอาการคลุ้มคลั่งควบคุมสติไว้ไม่อยู่
เที่ยววิ่งไล่อาละวาดเพื่อนนักโทษด้วยกัน จนดูสับสนอลหม่านไปหมด
ส่วนในตอนกลางคืนนั้น เมื่อนอนอยู่ใกล้ๆกันด้วยแล้ว
ก็ยิ่งมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดโทสจริตมากยิ่งขึ้น
ในช่วงตอนกลางคืนจะได้ยินเสียงร้องไห้
เสียงร้องโอดครวญแสดงถึงความเจ็บปวด สลับไปกับเสียงตะโกนด่ากันของบรรดานักโทษหญิง
เช่น
“เอาเท้าของแกไปให้ห่างจากปากของฉันเดี๋ยวนี้นะ”
“เอ๊ะยายบ้า นี่แกจะครวักตาของฉันหรือไง”
“ฉันจะฆ่าแก ยายปากมอม บัดซบจริงๆ”
“ปัดโธ่ อีเวรเอ๊ย เสือกแย่งที่ของกูอีกแล้ว หลีกไปนะ
เดี๋ยวแม่ตบชักหรอก”
“ปล่อยนะ อย่าบีบคอฉัน”
“โว้ยๆๆฉันจะบ้าตายแล้ว”
ในช่วงแรกๆคืนหนึ่ง
หัวหน้านักโทษได้เรียกพวกเราให้มาดูกิริยาอาการของนักโทษหญิงคนหนึ่งซึ่งเกิดท้องร่วงขึ้นมาอย่างฉับพลัน
มันช่างเป็นภาพที่น่าอดสูเหลือเกิน หญิงผู้นี้ในอดีตเคยอยู่ในวงสังคมชั้นสูงมาก่อน
แต่พอถึงบัดนี้ท่าทางความเป็นผู้ดีของเธอหายไปจนหมดสิ้น เธอถ่ายอุจจาระไว้เลอะเทอะ
เมื่อถูกจับได้ก็ตัวสั่นงันงก เหมือนเด็กซุกซนที่แอบทำผิดแล้วถูกผู้ใหญ่จับได้
เธอกล่าวละล่ำละลักว่า
“ได้โปรดให้อภัยฉันเถอะนะคะ ฉันอายแทบแย่แล้ว
มันกลั้นไม่ไหวจริงๆ”
ปกติแล้วพวกยามหน่วยเอสเอสจะเข้ามาตรวจตามคุกต่างๆในตอนกลางคืน
จะลงทาผู้ที่ก่อความไม่สงบ รวมทั้งผู้ที่ทำให้กรงขังพังลงมา สำหรับผู้ที่ตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บนั้น
แทนที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ เปล่าเลย พวกหน่วยเอสเอสจะบังคับให้ใช้มือเปล่าๆเช็ดเลือดของตนที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆออกให้หมดเกลี้ยง
ต่อมาดิฉันทราบว่าหัวหน้าคุกของเราเป็นชาวโปแลนด์ชื่อ อีก้า
ซึ่งเข้ามาอยู่ที่ค่ายนี้ได้ 4 ปีแล้ว ดิฉันจึงเกิดความสนใจเป็นพิเศษ
เพราะคิดว่าเธอจะช่วยให้คำตอบอะไรหลายอ่างที่ดิฉันอยากรู้ได้
อีก้าเป็นหญิงร่างใหญ่พูดจาหยาบคาย
มีหน้าที่หลักคือคอยเรียกชื่อนักโทษ
ซึ่งถ้าใครขาดหายไปเธอจะแสดงอาการเดือดตาลขึ้นมาทันที
ส่วนอำนาจหน้าที่อย่างอื่นๆที่มีอยู่เธอจะมอบหมายให้แก่ผู้ช่วยซึ่งเธอคัดเลือกมาจากพวกนักโทษหญิงที่มีจิตใจเหี้ยมเกรียมที่สุดเป็นผู้ปฏิบัติแทน
การที่อีก้าอยู่นานมาถึง 4 ปีนี้ก็แสดงว่า
คนที่อยู่ในค่ายเบอร์เคเนามีโอกาสที่จะรอดชีวิตได้โยไม่ต้องถูกฆ่าตาย
ดิฉันจึงมีความหวังว่าอย่างไรเสียเราคงไม่อยู่ในคุกนานถึง 4 ปี
ก็จะได้รับการปล่อยตัวออกจากค่ายนรกแห่งนี้
แต่เมื่อดิฉันถามอีก้าถึงเรื่องนี้
ปรากฏว่าความคิดดังกล่าวของดิฉันเป็นความคิดที่เลื่อนลอย
ห่างไกลจากความจริงราวฟ้ากับดิน
“ยายบ้า แกคิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้แกมีชีวิตอยู่เรอะ”
อีก้ากล่าวเชิงเยาะเย้ย
“แกนะตายไปครึ่งตัวแล้วรู้ไว้ด้วย พวกแกทั้งหมดจะต้องถูกฆ่าในที่สุด
จะมีหลงเหลือรอดชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่คน
และพวกที่รอดตายเหล่านี้ก็จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกชั่วระยะเวลาไม่กี่เดือน
แกมีครอบครัวแล้วหรือยัง?”
ดิฉันได้เล่าชีวิตบางตอนในอดีตให้อีก้าฟัง
รวมทั้งเหตุการณ์ในตอนที่พาบิดามารดาและบุตรมาด้วย
จนกระทั่งถึงตอนที่ถูกแยกออกจากกันเมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ
อีก้ายักใหญ่แสดงท่าทีเฉยเมย
กล่าวกับดิฉันด้วยอาการเย็นชาว่า
“นี่แก ฉันบอกแกได้เลยว่า
พ่อแม่และลูกของแกอีกสองคนที่มาด้วยกันนั้นไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้แล้ว
ทั้งสี่คนถูกนำตัวไปฆ่าและเผาทิ้งในวันเดียวที่เดินทางมาถึงนั่นแหละ
ฉันเองก็สูญเสียพ่อไปในทำนองเดียวกับแกไม่มีผิด
และนักโทษแก่ๆทั้งหลายในค่ายนี้ก็ได้ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันนั้น”
เมื่อได้ฟังอีก้าพูดเช่นนี้
ดิฉันถึงกับตัวแข็งทื่อเกิดความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
“ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้”
ดิฉันแทบตะโกนออกมาด้วยความไม่เชื่อว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่อีก้าว่า
ถ้อยคำแสดงการคัดค้านของดิฉันทำให้หัวหน้านักโทษหญิงผู้นี้ทนฟังอยู่ไม่ได้
“เมื่อไม่เชื่อก็ลองไปดูด้วยตาของแกเองสิ”
อีก้าตะคอกใส่ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
แล้วดึงแขนดิฉันไปที่ประตูด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด
พลางชี้มือไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
“แกเห็นเปลวไฟนั้นมั้ย นั่นแหละคือเตาเผาศพล่ะ
แต่ขอบอกก่อนว่า แกจะต้องเดือดร้อนหากปากโป้งไปบอกให้ใครรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
แกจะต้องเรียกเตาเผาศพนั้นว่าโรงงานทำขนมปังตามที่พวกเราเรียกกัน
ทุกครั้งที่รถไฟขบวนใหม่นำผู้ถูกเนรเทศมาถึง เตาเผาศพจะถูกใช้งานหนักเนื่องจากมีศพต้องเผามาก
ศพคนตายต้องรอคิวอยู่1-2 วันกว่าจะถูกเผาก็มี
บางทีศพที่กำลังเผาอยู่ขณะนี้อาจเป็นศพของคนในครอบครัวของแกก็ได้นะ”
เมื่ออีก้าเห็นท่าทางงงงันนิ่งอึ้งไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวของดิฉัน
น้ำเสียงของเธอก็เริ่มอ่อนลง และแสดงออกถึงความเศร้าเห็นอกเห็นใจดิฉันมากขึ้น
เธอได้กล่าวต่อไปว่า
“อันดับแรกเขาจะเผาผู้ที่ไม่มีประโยชน์ก่อน คือเด็กและคนชรา
ทุกๆคนที่ถูกสั่งให้ไปรวมตัวกันทางด้านซ้ายมือของชานชาลาสถานีรถไฟในวันแรกที่เดินทางมาถึง
จะถูกส่งตัวมายังเตาเผาศพนี้ทั้งสิ้น”
ดิฉันยืนนิ่งอยู่ที่นั่นเหมือนกับร่างไร้วิญญาณ
ไม่ได้ร้องไห้
แต่มันเหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกันเป็นร่างกายและจิตใจได้สลายไปพร้อมกันในทันทีทันใด
“ประหารชีวิตทันทีที่มาถึงเชียวรึ”ดิฉันพึมพำกับตัวเอง
พร้อมกับหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เดินทางมาถึงและได้รับคำสั่งให้เข้าแถวเพื่อรับการคัดเลือกนักโทษ
อนิจจา!ดิฉันให้บิดามารดาและบุครชายทั้งสองคนไปรวมกลุ่มทางซ้ายมือ
โอ พระเจ้า
ดิฉันได้กลายเป็นผู้ทำลายชีวิตบิดามารดาและบุตรชายทั้งสองคนไปแล้วหรือนี่
หลังจากที่ได้สนทนากับอีก้าแล้ว
ตลอดวันนั้นดิฉันเหมือนกับคนหมดความรู้สึก ใจเหม่อลอยจำอะไรแทบไม่ได้
สมองมึนงงไปหมด ได้แต่นอนซมเหมือนคนไข้หนักอยู่ในกรง
ต่อมาในตอนเที่ยงคืนก็มีใครคนหนึ่งมาเขย่าปลุกดิฉันอยู่นาน
เมื่อลืมตาขึ้นมาดูก็เห็นเป็นภรรยาของนายแพทย์คนหนึ่งที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันกับดิฉันนั่นเอง
“สามีของพวกเราคงอยู่ไม่ไกลไปจากที่นี่หรอก”
เธอกระซิบบอกดิฉัน
“เมื่อตอนเย็นวันนี้เอง ฉันยังเห็นหมอเอ็กซ์อยู่เลย”
ดิฉันรอคอยด้วยความกระวนกระวายว่าเมื่อไรจะสว่างเสียที
ได้ตัดสินใจว่าไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ดิฉันก็จะต้องไปพบสามีให้จงได้
เพื่อบอกเขาถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รู้มาจากอีก้า
ซึ่งบางทีเขาอาจทำให้ดิฉันสบายใจได้ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่อีก้าบอกนั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาหลอกกันเล่นเท่านั้นเอง
ในตอนรุ่งอรุรวันใหม่ดิฉันยอมละเมิดคำสั่งและยอมเสี่ยงกับการถูกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสจับโยได้ยอมหลบหนีออกไปจากกรงขังไป
ขณธนั้นที่ประตูคุกมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ตอนแรกคิดว่าเป็นนักโทษด้วยกัน
แต่พอเดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าไม่ใช่นักโทษหากเป็นสารวัตรประจำคุก
เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้ดิฉันกลับเดินทื่อเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพวกเขาอย่างหน้าตาเฉย
แต่แล้วสิ่งที่ได้รับคือความผิดหวัง
เพราะพวกเขาไม่ยอมให้ข่าวสารและโอกาสใดๆอันจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาสามีของดิฉันเลย
แต่ดิฉันก็เข้าใจดีที่เขาไม่ยอมช่วยเหลือก็เนื่องมาจากเกรงถูกจับได้นั่นเอง
ซึ่งหากถูกจับได้ว่าให้คำแนะนำใดๆแก่ใครๆก็ตามเขาก็จะถูกลงโทษโยการถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้เหล็กยี่สิบห้าทีหรือบางครั้งก็อาจจะถึงกับถูกยิงเป้าไปเลยก็ได้
แล้วใครจะกล้าเสี่ยง
ถึงกระนั้นดิฉันก็ไมยอมละความพยายาม
ได้เพียรขอร้องวิงวอนพวกเขาอยู่นาน ในที่สุดดิฉันก็ประสบกับความสำเร็จ
เขารับอาสาว่าจะช่วยไปบอกหมอเอ๊กซ์ให้มาพบ
ต่อมาหมอเอ๊กซ์ก็ได้มาพบดิฉันและได้บอกว่าสามีของดิฉันอยู่ไม่ห่างไกลจากที่นี่
คำบอกเล่าของหมอเอ๊กซ์นี้ทำให้ดิฉันมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่า
ตนเองจะได้พบกับสามีและมีโอกาสบอกเขารู้ถึงสิ่งที่ได้ฟังมาจากอีก้า
ต่อมาดิฉันก็ไม่ได้ลดละความพยายามที่จะค้นหาสามี
ได้แอบหนีออกจากคุกคุมขังเพื่อเที่ยวสอบถามไปยังค่ายต่างๆ
ดิฉันถูกยามชาวเยอรมันไล่ทุบตีถึงสามครั้ง
เพราะเขาไปพบดิฉันอยู่ในค่ายอีกแห่งหนึ่ง
แต่ดิฉันก็ไม่ยี่หระอะไรกับความเจ็บปวดที่ได้รับจากการถูกทุบตีนั้น เพราะมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องพบสามีให้จงได้
ในที่สุดหลังจากที่ได้ใช้เวลาติดตามค้นหาอยู่นาน ก็ได้พบสามีสมกับที่ได้ตั้งใจไว้
แม้ว่าดิฉันแทบจะสูญเสียประสาทรับความรู้สึกนับตั้งแต่เริ่มเข้ามอยู่ในค่ายนรกแห่งนี้
แต่เมื่อถึงตอนที่พบกับสามีอีกครั้งหนึ่งนั้น ก็แทบตกใจแทบช็อกเลยทีเดียว
นี่หรือนายแพทย์ไมกรอส เลงเยล
อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลและศัลยแพทย์ผู้โด่งดังผู้กอปรไปด้วยคุณธรรม ในอดีตเป็นผู้เคยจุกจิกจู้จี้พิถีพิถันเรื่องการแต่งเนื้อแต่งตัว
แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีสารรูปเดิมเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดรุ่งริ่ง เนื้อตัวสกปรกมอมแมม รูปร่างผอมโซ
ถูกโกนศีรษะจนโล้นเลี่ยน ชุดที่กำลังสวมอยู่คือชุดแต่งกายของฆาตรกรโหด
เมื่อเขามองมาที่ดิฉันก็คงไม่เชื่อสายตาของตนเองเหมือนกัน
เพราะดิฉันเองก็เถอะอยู่ในแต่งกายขาดวิ่นไปหมด จนเกือบเปลือยกานครึ่งท่อน
เนื่องจากท่อนล่างดิฉันสวมเฉพาะชุดชั้นในเท่านั้น
ส่วนศีรษะของดิฉันก็แสนที่จะทุเรศเพราะถูกกล้อนผมเหลือไว้เป็นหย่อมๆ
สารรูปของดิฉันน่าจะทำให้เขาแทบช็อกมากกว่ากระมัง
ทรวดทรงอันสวยงามของผู้หญิงที่เคยเป็นภรรยาร่วมสุขร่วมทุกข์กันมากับเขาในอดีตอันหวานชื่นมิได้หลงเหลืออยู่ในตัวของดิฉันเลย
เราสองคนยืนยิ่งด้วยความรู้สึกตื้นตันใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วสามีได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความหมดอาลัยตายอยากว่า
“นี่นะหรือคือสถานที่ที่เขาให้เรามาอยู่กัน”
แม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ดิฉันก็พอจะเข้าใจความหมายที่เขาพูดได้เป็นอย่างดี
เราสองคนฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการเพื่อก่อร่างสร้างตัวเพื่ออนาคตอันสดใสมานานนับยี่สิบปี
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับลงเอยด้วยการตกเป็นทาสของจักรวรรดินิยมเยอรมันเสียฉิบ
เราสองคนยืนอยู่ใกล้กับลวดหนามแต่ไม่กล้าเคลื่อนไหวเพราะกลัวยามรักษาการณ์จะพบเห็นเข้า
ดิฉันได้บอกเขาอย่างรวบรัดเกี่ยวกับเรื่อที่หัวหน้าคุก(นางอีกา)บอกว่าบุตรชายสองคนของเรารวมทั้งบิดามารดาของดิฉันได้เสียชีวิตไปแล้ว
เสียงที่ดิฉันพูดออกมานั้นรู้สึกว่าสั่นเครือและแปร่งๆอย่างไรพิกล
ขณะที่ถ้อยคำต่างๆพรั่งพรูออกจากปากใบหน้าของโธมัสบุตรชายคนเล็กก็ล่องลอยมาปรากฏเด่นชัดอยู่ในความรู้สึก
เหมือนกับว่าเผยอปากพูดกับดิฉันว่า แกคงไม่ประสบชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนั้น
หากยังมีบิดามารดาคอยปกป้องคุ้มครองแกอยู่
ดิฉันหันไปพูดกับสามีอีกว่า
ฉันไม่เชื่อเลยค่ะว่าคนอย่างชาวเยอรมันจะใจไม้ไส้ระกำ
สามารถฆ่าได้แม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆเช่นลูกของเราเช่นนี้ คุณเชื่อหรือเปล่าคะ? ถ้าหากเขาฆ่าลูกเราจริงแล้วละก็
ฉันคงจะทนทุกข์ทรมานมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เป็นแน่
ฉันจะกินยาพิษให้ตายรู้แล้วรู้รอดไปเลย”
เมื่อดิฉันพูดจบ สามียังนิ่งอึ้งไม่ยอมพูดอะไรแม้แต่คำเดียว
แต่ก็พอจะรู้ว่าเขามีความรู้สึกอย่างไร
ดิฉันมองออกว่าจิตใจของเขากำลังปวดร้าวอย่างแสนสาหัส
“ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นจริง
ผมก็ไม่ขอร้องคุณให้มีชีวิตอยู่ต่อไปหรรอกนะ”ในที่สุดสามีได้พูดพึมพำขึ้น
“แต่...ตอนนี้คุณจะต้องรอดูไปก่อน
อย่าเพิ่งด่วนคิดสั้นเสียล่ะ”
เขาเข้าใจถึงความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากในชีวิตของดิฉันเป็นอย่างดี
หลังจากนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จึงกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมอีกว่า
“แบ่งยาพิษให้ผมสักครึ่งได้มั้ย
เพราะของผมถูกยึดเอาไปเสียแล้ว”
ดิฉันก้มตัวลงเพื่อจะนำเย็ดยาพิษออกจากที่ซ่อนตรงรอยตะเข็บของรองเท้าบู๊ท
แต่เขาเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมาทันที ได้กล่าวกับดิฉันว่า
“ผมไม่ต้องการมันหรอก คุณเก็บเอาไว้ใช้เองก็แล้วกัน
ผมเป็นผู้ชายพอที่จะหาวิธีฆ่าตัวตายแบบอื่นได้ง่ายกว่าคุณซึ่งเป็นผู้หญิง”
ในขณะนั้นเอง
ยามรักษาการณ์ชาวเยอรมันได้หันมาเห็นเราสองคนเข้า
เท่านั้นเองพวกเขาก็วิ่งเข้ามาตะครุบตัวเราสองคน แล้วใช้แส้เฆี่ยนตีแทบไม่ยั้งมือ
ในที่สุดเราสองคนก็ถูกจับแยกกลับเข้าคุก โยไม่มีเวลาแม้แต่จะกล่าวคำอาลากัน”
“เราตกอยู่ในเงื้อมมือของเขาแล้ว”
สามีตะโกนบอกขณะที่ถูกยามรักษาการณ์ลากตัวเอาไป
“แล้วค่อยพกกันอีกนะที่รัก ทำใจดีๆเอาไว้”
พอวันรุ่งขึ้นยามรักษาการณ์ทั้งสองคนก็ได้รับคำสั่งให้ย้ายออกไปจากค่าย
ซึ่งก็คงจะถูกลงโทษในฐานที่ละเลยต่อหน้าที่
ขณะที่ดิฉันเดินกลับไปที่คุกก็ได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเดินทางมาพร้อมกันในขบวนรถไฟมหาภัยขบวนนั้น
ชายคนนนี้กำลังยืนอยู่กับบุตรชายวัย 16 ปี
“คุณเห็นโธมัสบ้างมั้ย”
ดิฉันเอ่ยปากถามด้วยความหวังอย่างลมๆแล้งๆ
“เห็นครับ ผมเห็นแกอยู่ที่สถานีรถไฟ” ชายผู้นี้ตอบ
“หลังจากแกถูกคัดเลือกแยกจากยายไป
ก็ถูกส่งตัวไปทางด้านรางรถไฟด้านโน้นพร้อมกับเด็กอีกสองคน”
แล้วชายผู้นี้ก็ชี้มือไปยังทิศที่ตั้งของโรงงานขนมปัง
“ที่หน่วย 2 ครับ” บุตรชายของเขาพูดเสริม
“ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนและสักลายของนักโทษอยู่
รีบไปที่นั่นซีครับ คุณป้า
รีบไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าลูกชายคุณป้าอายุเกินสิบสองปีแล้ว บางทีเขาอาจจะยอมให้คุณป้ารับตัวโธมัสมาอยู่ในค่ายกักกันค้านี้ก็ได้นะครับ”
ดิฉันรีบไปที่หน่วย 2 ในทันที
“เธอจะวิ่งไปไหน” นักโทษชายชาวเยอรมันคนหนึ่งถามดิฉัน
นักโทษคนนี้สวมชุดนักโทษที่มีเครื่องหมายเป็นรูปสามเหลี่ยมสีเขียวติดอยู่ที่หน้าอก
ซึ่งการติดตราสามเหลี่ยมสีเขียวที่อกนี้แสดงว่าเป็นคนเยอรมัน
โยปกติแล้วคนพวกนี้เป็นฆาตกรที่ถูกจับมา เมื่อมาอยู่ในค่ายกักกันก็จะได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆ
“ดิฉันกำลังจะไปบอกให้เขาย้ายลูกชายมาอยู่ทางค่ายแรงงานค่ะ”
ดิฉันบอกนักโทษเยอรมันคนนั้น
“เวลานี้ลูกชายของเธออยู่ที่ไหน”
“ดิฉันไม่ทราบเหมือนกัน
แต่เมื่อวานนี้มีคนเห็นแกถูกนำตัวไปยังอีกฟากนึ่งของทางรถไฟ”
“ถ้าอย่างนั้นเธอเลิกคิดได้แล้ว”
เขาแนะนำดิฉันด้วยท่าทางเฉื่อยชา
“แต่ดิฉันต้องการพบลูกนะคะ”
ขณะที่กล่าวรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ร้องไห้
แต่น้ำตาเจ้ากรรมกลับไหลพรากออกมาอาบแก้มโยไม่รู้สึกตัว
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย”
เขากล่าว”ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่จะค้นหาใครที่นี่”
“แต่ดิฉันต้องการตามหาลูกนี่ค่ะ” ดิฉันย้ำ
“เธอน่าจะห่วงตัวเองมากกว่า”เขาเตือนสติ
“เธอยังสวยอยู่ ก็น่าจะรักษาเนื้อรักษาตัวไว้ให้ดี
อย่างเธอนี้หากทำตัวดีๆก็จะมีอาหารรับประทานและมีเสื้อผ้าสวยๆสวมใส่
เธอน่าจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้มากกว่านะ”
ขณะที่ดิฉันยืนต่อล้อต่อเถียงกับนักโทษชายชาวเยอรมันอยู่นั้น
ก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสหญิงคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาเรา
ในมือถือแส้ทำด้วยหนังและเส้นสวดมาด้วย ดิฉันจำได้ว่าเธอชื่อ ฮัสเซ
เป็นหนึ่งในผู้ควบคุมค่ายที่โหดเหี้ยมที่สุด
แต่ก่อนที่ฮัสเซจะทำอะไรดิฉัน
นักโทษชายชาวเยอรมันคนนี้ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยปกป้องดิฉันเอาไว้
“อย่าตีเธอเลยนะครับ” เขากล่าวกับฮัสเซ
“เธอเป็นคนหน้าใหม่เพิ่งมาอยู่ที่ค่ายนี้
ขณะนี้กำลังตามหาลูกชาย ซึ่งถูกนำตัวไปยังอีกฟากหนึ่งของทางรถไฟ”
นักโทษชายคนนี้ทำท่ายิ้มกริ่มเล่นหูเล่นตากับฮัสเซผู้คุมจอมโหด
ฮัสเซเองก็ได้แสดงท่าทียินยอมที่จะทำตามคำขอร้องของเขา
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นทราบไหมคะ ก็เพระนักโทษชายคนนี้เป็นคนรูปหล่อหุ่นดี
ตรงกันข้ากับฮัสเซซึ่งเป็นหญิงอ้วนเทอะทะหน้าตาขี้เหล่ความรูปหล่อของเขาทำให้ฮัสเซลืมนึกถึงดิฉันไปชั่วขณะ
เอาแต่เฝ้าจ้องมองเล่นหูเล่นตากับนักโทษชายคนนี้อยู่
ซึ่งทุกคนที่อยู่ในค่ายต่างก็ทราบกันทั่วไปว่าฮัสเซชองเรื่องผู้ชายมากๆเลยทีเดียว
ก็จะไม่ให้ฮัสเซติดใจผู้ชายผู้นี้เป็นพิเศษได้อย่างไรล่ะคะ
ในเมื่อเขาแต่งตัวสะอาดสะอ้านกว่าทุกคน
ที่สำคัญคือเขาไม่ได้โกนศีรษะเหมือนคนอื่นๆซึ่งก็ย่อมมีเสน่ห์เป็นที่ดึงดูดใจของผู้หญิงในค่ายเป็นธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้เป็นนักโทษการเมือง หากแต่เป็นนักโทษที่เคยเป็นฆาตกรฆ่าคนมาเท่านั้นเอง
ฮัสเซหัวเราะระรี้ระริกเดินเข้าไปจนชิดร่างหนุ่มรูปหล่อ
ดิฉันจึงถือโอกาสในช่วงนี่รีบวิ่งแน่บกลับคุก
รอดพ้นจากการถูกเฆี่ยนตีไปได้อย่างหวุดหวิด
ก็เพราะหนุ่มรูปงามคนนี้ทีเดียวที่ช่วยปกป้องไว้
มิฉะนั้นดิฉันก็คงไม่รอดพ้นจากความโหดร้ายของทหารหญิงหน่วยเอสเอสคนนี้เป็นแน่
เมื่อมามีชีวิตอยู่ในโลกของนาซี มันก็ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้แหละ.
บทที่ 5
คัดเลือกเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสู่ประตูมรณะ
ดิฉันเคยทราบมาก่อนแล้วว่า
ในช่วงเวลาหนึ่งๆจะมีการคัดเลือกนักโทษในค่ายซึ่งที่จริงก็คือคัดเลือกเหยื่อรายใหม่เพื่อส่งตัวไปเผาที่เตาเผาศพ
แต่ก็ไม่เคยทราบเลยว่าการเรียกชื่อนักโทษก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการคัดเลือกนักโทษไปสังหาร
ทุกวันจะมีการเรียกชื่อนักโทษสองครั้งคือครั้งหนึ่งในตอนเช่าตรู่
กับอีกครั้งหนึ่งในตอนราวบ่ายสามโมง ในชั่วโมงเรียกชื่อทั้งสองครั้งนี้
นักโทษทุกคนจะต้องไปรวมอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาและรอคอยการเรียกชื่อนานหลายชั่วโมง
เราจะต้องยืนคอยอยู่อย่างนั้นมิไยว่าอากาศในขณะนั้นจะหนาวหรือร้อนเพียงใด
ในคุกแต่ละแดนจะมีนักโทษหญิงจำนวน 1400 คน
ซึ่งเมื่อรวมแต่ละแดนเป็นค่ายแล้วก็จะมีนักโทษหญิงในแต่ละค่ายจำนวน 3500 คน
แต่เมื่อรวมจำนวนจากทุกๆค่ายในบริเวณเบอร์เคเนากับเอาชวิตซ์เข้าด้วยกันแล้ว
ก็จะมีนักโทษหญิงรวมกันถึง 20,000 คน
ใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎระเบียบในขณะเข้าแถวรอเรีกชื่อก็จะถูกทำโทษโยการให้ไปคุกเข่ารอในโคลน
ในฤดูหนาวการเข้าแถวรอเรียกชื่อก็ยังดำเนินไปอย่างปกติ
ไม่ว่าอากาศจะหนาวเหน็บสักเพียงใด เราก็ต้องไปเข้าแถว ยิ่งวันใดฝนตกลงมาด้วยแล้ว
ความทุกข์ทรมานก็ยิ่งทวีขึ้นเป็นหลายเท่า ทั้งหนาวเย็นทั้งเปียกชื้น
บางวันอากาศหนาวมากและมีหิมะตกลงมาอย่างหนักเสียอีกด้วย
เราเคยหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่นด้วยการเบียดชิดกัน
แต่แล้วก็ถูกพวกยามรักษาการณ์ที่ใส่ชุดกันหนาวอย่างดีตะคอกใส่ไม่ให้ทำ
เขาจะคอยกวดขันให้เราแยกอยู่ห่างๆกัน ตามจุดที่ถูกกำหนดไว้
ในช่วงบ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน
ก็ต้องทนยืนอยู่กลางแสงแดดแผดเผากล้าร้อนระอุจนร่างกายแทบไหม้เกรียม
แต่ละคนมีเหงื่อไหลโซมกายจนเปียกชุ่มเสื้อผ้าไปหมด
ซ้ำร้ายหนักเข้าไปอีกก็คือต้องทนทรมานกับความหิวโหยและกระหายน้ำ
แต่แม้จะกระหายน้ำจนคอแห้งผากเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะออกจากแถวไปหาน้ำดื่มได้
ความทุกข์ทรมานเช่นนี้ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของดิฉันอย่างเด่นชัดเสมอมา
ชีวิตในค่ายกักกันในวันหนึ่งๆเราจะได้รับแจกน้ำดื่มเพียงคนละเล็กละน้อยซึ่งดื่มได้ไม่ถึงสองอึกก็หมดแล้ว
การไปชุมนุมเรียกชื่อนี้ทุกคนจะขาดไม่ได้
ไม่ว่าจะป่วยไข้หนักสักเพียงใดก็ต้องไป
ใครป่วยหนักจนยืนไม่ไหวก็จะให้นอนในเปลผ้าใบยกไปวางไว้แถวแรกๆถัดจากแถวคนตาย
สรุปแล้วทุกคนจะต้องไปเข้าแถวรอเรียกชื่อไม่มีข้อยกเว้นใดๆทั้งสิ้น
ไม่เว้นแม้กระทั่งคนตาย
ในระยะแรกๆเคยมีนักโทษหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการไปเข้าแถวรอเรียกชื่อเพราะทนหนาวเหน็บและความเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว
ปรากฏว่าถูกลงโทษอย่างรุนแรง เคยมีนักโทษหญิงคนหนึ่งไม่ไปเข้าแถวเพราะนอนตื่นสาย
ซึ่งก็ถูกชำระโทษตามระเบียบเช่นกัน ในกรณีที่มีคนหายไปจะมีการค้นหาตัวจนพบแม้จะใช้เวลานานเพียงใดก็ตาม
และคนอื่นๆก็จะต้องยืนเข้าแถวรอคอยอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะค้นพบคนที่หายไป
ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
พวกยามรักษาการณ์ก็จะหัวหมุนไปตามๆกันเนื่องจากต้องคอยนับพวกเราซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้ง
ส่วนยามคนอื่นๆจะขี่จักรยานออกตระเวนไปหาตามคุกต่างๆ บ้างก็เข้าไปค้นหาตามกรงขัง
ทั่วทั้งค่ายเกิดความสับสนวุ่นวายกันไปหมด
นอกจากจะมีการเรียกชื่อตามปกติดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ก็ยังมีการเรียกชื่อในหกรณีพิเศษอีกด้วย
โดยจะป่าวประกาศไปตามคุกแดนต่างๆเพื่อเรียกนักโทษให้ไปรวมแถวเรียกชื่อ
ซึ่งเมื่อได้ยินป่าวประกาศเช่นนั้น ไม่ว่าเราจะอยู่ในครัว ในห้องซักผ้า ในห้องน้ำ
หรือที่อื่นใด ก็ต้องรีบไปยังจุดนัดหมายในทันที
การชุมนุมกันแบบนี้เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกชื่อนักโทษทั้งค่าย
โยให้ทุกคนไปนั่งคุกเข่าเรียงแถวอยู่รอบๆผู้บัญชาการเรือนจำจากแดนต่างๆซึ่งเราแต่ละคนต่างเกรงกลัวและเกลียดชังยิ่งนัก
นักโทษคนใดมาช้าหรือหลบหนีไปก็จะถูกตามหาตัวจนพบแล้วถูกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดรุมกระทืบจนร่างแหลกเหลว
พวกหัวหน้าหน่วยคอมมานโดเหล่านี้ไม่ใช่ใครอื่น
ก็คือพวกทักโทษเหมือนกับพวกเรานี่เอง
แต่ต้องทำการทุกอย่างเพื่อให้ตนเองเป็นที่โปรดปรานของเจ้านายเยอรมัน
ในการชุมนุมเรียกชื่อกรณีพิเศษนี้
จะมีนักโทษทุกสัญชาติและทุกชนชั้นถูกกวาดต้อนให้มารวมกัน
ดิฉันได้มีโอกาสพบเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาของอดีตนายทหารมาจากเมืองกราโกว์
อีกคนหนึ่งเป็นกรรมกรชาวปาริเซียน และก็ยังได้พบกับคนชาติอื่นๆอีก อาทิ
หญิงชาวนาจากเมืองยูเครน หญิงสาวจากเมืองซาโลนิกา
และสุภาพสตรีจากประเทศเชโกสโลวะเกีย เป็นต้น
“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่”เป็นคำถามซ้ำๆซากๆที่เราถามกัน
คำตอบมีหลายอย่างแตกต่างกันไป เช่น
“ฉันถูกจับเพราะมีคนเยอรมันถูกฆ่าตายในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่”
“ตำรวจลับเกสตาโปรวบตัวฉันตอนที่ฉันออกมาจากโบสถ์พร้อมกับลูกสองคน
ฉันมานี่โยไม่ได้บอกแม้แต่สามี”
“ตำรวจลับเกสตาโปไปดึงตัวฉันมาจากโรงภาพยนตร์”
“ฉันเป็นคนยิว”
“ฉันเป็นคนยิปซี”
“ฉันเป็นชาวฮังกาเรียน”
“ฉันเป๋นยิวฮังการเรียน”
“ฉันเป็นยิวโปแลนด์”
แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็คือ
“ฉันไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
นักโทษในค่ายกักกันเอาส์ชวิตซ์เกือบทั้งหมดอยู่กันอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
พากันยึดหลักปรัชญาง่ายๆที่ว่า
“ผู้ที่ถูกชาวเยอรมันตะครุบตัวไปสังหารถือว่าเป็นผู้โชคร้าย
ส่นผู้ที่ยังอยู่ในคุกตามปกติต่อไปถือว่าเป็นผู้โชคดี”
ในค่ายของเรามีนักโทษเด็กจากชาติต่างๆอยู่ไม่กี่คน
เด็กเหล่านี้ก็ต้องไปร่วมเข้าแถวในเวลาที่มีการเรียกชื่อด้วยเหมือนกัน
เด็กหญิงตัวเล็กๆวัย 13-14 ปี
เหล่านี้ได้รับอนุญาตจากทหารเยอรยันให้มีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่ก็ต้องทำงานหนักในค่ายด้วย แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้โชคดีเมื่อเทียบกับเด็กยิวในวัยเดียวกันเพราะเด็กยิวจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษในทันทีที่มาถึง
พวกเด็กๆเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติจากผู้คุมเยอรมันอย่างร้ายกาจแทบไม่น่าเชื่อ
ในเวลาถูกลงโทษจะถูกบังคับให้ไปนั่งคุกเข่าครั้งหนึ่งนานเป็นชั่วโมงๆบางทีก็ไปยืนเงยหน้าตากแดดที่ร้อนระอุเป็นเวลานานๆ
ให้ยืนเอาแผ่นหินเทินไว้บนศีรษะ หรือให้ยืนถืออิฐ เด็กเหล่านี้ล้วนแต่ผอมโซมีแต่หนังหุ้มกระดูก
ร่างกายสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ไม่ได้สวมรองเท้า
เป็นภาพที่แลดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก
บางครั้งดิฉันแอบได้ยินพวกเด็กสนทนากันถึงเรื่องที่ได้พบเห็นอยู่เป็นประจำในค่าย
ซึ่งก็ในทำนองเดียวกันกับเรื่องในวงสนทนาของผู้ใหญ่ เช่น เรื่องความตาย
คนถูกแขวนคอ แกจะพูดเรื่องเหล่านี้ด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นและใช้ความคิดอย่างหนัก
มีลักษณะเอาจริงเอาจังเหมือนกับกิริยาอาการของเด็กอื่นๆในวัยเดียวกัน
ที่พูดถึงเกมส์กีฬาและงานที่ได้รับมอบหมายจากโรงเรียน
ดิฉันพยายามคิดหาคำตอบว่าทำไมถึงต้องมีการเรียกชื่อด้วย? มีเหตุผลอย่างไรที่ต้องทำเช่นนี้?
ทำไมผู้บริหารค่ายกักกันจึงเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้นัก? ซึ่งก็พอจะหาคำตอบได้ว่า
พวกเยอรมันมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำลายขวัญของผู้ถูกเนรเทศมา
การที่ให้ผู้ถูกเนรเทศไปยืนอยู่ในโคลนบ้าง
ไปยืนอยู่กลางแจ้งที่มีอากาศหนาวเย็นบ้าง ไปยืนในขณะที่อากาศร้อนระอุบ้างนั้น
ล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แผนกำจัดนักโทษสำเร็จโดยเร็ว
ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริงของค่ายกักกัน
ปกติแล้วในตอนเรียกชื่อจะมีการคัดเลือกตัวนักโทษไปสังหาร
เจ้าหน้าที่ที่มาทำการคัดเลือกก็คือทหารหญิงจากหน่วยเอสเอส ที่รู้จักกันดีก็คือ
นางฮัสเซ,
นางเออร์มา ครีเซ, นายแพทย์โจเซฟ เมงเกเล,
นายแพทย์ครีน และพวกนาซีในระดับหัวหน้าอื่นๆ
คนเหล่านี้จะทำการคัดเลือกนักโทษจำนวนหนึ่งไปในแต่ละครั้ง
โยอ้างว่าจะให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น
ก่อนที่จะมีโอกาสพบนายแพทย์เมงเกเลและนางเออร์มา ครีเซนั้น
ดิฉันเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคนทั้งสองนี้จากนักโทษชราคนหนึ่งว่า
ทั้งสองคนเป็นหัวหน้าค่ายที่มีรูปร่างหน้าตาดีทั้งคู่ ซึ่งที่จริงก็เป็นเช่นนั้น
เมื่อได้เห็นตัวจริงแล้วก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมคนทั้งสองคนนี้จึงสง่างามและมีเสน่ห์ถึงขนาดนั้น
แต่นายแพทย์เมงเกเลมีแววตาดุดัน
ซึ่งทุกคนเห็นแล้วต่างรู้สึกกลัว ในระหว่างที่ทำการคัดเลือกนักโทษอยู่นั้น
เขาจะไม่พูดแม้แต่คำเดียว
ได้แต่นั่งคอยชี้นิ้วหัวแม่มือให้นักโทษไปรวมกลุ่มทางซ้ายหรือทางขวา
ซึ่งก็เป็นสัญญาณบอกว่ากลุ่มใดควรจะไปทางใด การคัดเลือกด้วยวิธีนี้หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารนั่นเอง
เมื่อดิฉันทอดสายตามองไปทางนางเออร์มา
ครีเซก็เกิดความรู้สึกว่าผู้หญิงที่สวยงามขนาดนี้ไม่น่าจะเป็นคนโหดร้ายเลย
เธอสวยมากจริงๆมีนัยน์ตาสีฟ้า ผมสลวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ดูงามไม่ผิดอะไรกับนางฟ้า
บางครั้งเขาก็จะคัดเลือกนักโทษเพื่อนำไปทำงานในโรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์
แต่โยทั่วไปเป็นการคัดเลือกเพื่อส่งนักโทษไปฆ่าในห้องรมก๊าซพิษ
แต่ละครั้งจะคัดเลือกนักโทษจากแดนต่างๆแดนละ 20-40 คน
เมื่อมีการกระทำทั่วทั้งค่ายแล้วก็จะได้นักโทษส่งไปประหารรวมกันถึงครั้งละ 5-6
ร้อยคน
นักโทษคนใดเมื่อถูกคัดเลือกแล้ว
ก็จะมีสารวัตรเข้าประกบตัวไว้ทันที
พวกสารวัตรหน่วยเอสเอสนี้มีหน้าที่ควบคุมไม่ให่นักโทษหลบหนี
หากปล่อยให้นักโทษหลบหนีไปได้ตัวเองจะต้องรับโทษแทน
นักโทษประหารชายหญิงทั้งหมดจะถูกนำตัวออกไปทางประตูใหญ่
ซึ่งมีรถบรรทุกมาจอดคอยรับตัวเพื่อนำไปยังห้องรมก๊าซพิษต่อไป
ในกรณีที่ห้องรมก๊าซพิษยังไม่ว่างก็จะถูกส่งไปยังคุกพิเศษ
หรือให้ไปอยู่ในห้องชำระล้างร่างกายก่อน
ซึ่งบางครั้งก็ต้องรอนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน จนกว่าจะถึงวาระนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
การคัดเลือกนอกจากจะกระทำกันในเวลาเรียกชื่อดังกล่าวแล้ว ก็ยังกระทำกันด้วยกรรมวิธีอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า
ซาห์ลัพเพล(Sahlappel)ซึ่งก็เป็นการคัดเลือกคนไปสังหารที่กระทำกันภายในคุกแดนต่างๆ
กรรมวิธีแบบนี้จะใช้หัวหน้าค่ายซึ่งเป็นแพทย์มาจากหน่วยเอสเอสกับผู้ช่วยอีกคนหนึ่งซึ่งปกติจะเป็นนักโทษหญิงที่เป็นแพทย์
ทั้งสองคนจะเดินเข้ามาในห้องที่จัดเตรียมไว้เพื่อคัดเลือกนักโทษประหารเพิ่มเติม
ซึ่งนักโทษหญิงจะถูกสั่งให้เปลื้องผ้าออกหมดแล้วเดินกางแขนผ่านหน้าคณะผู้ทำการคัดเลือก
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคณะผู้ทำการคัดเลือกจึงต้องดูร่างกายอันเปลือยเปล่าของนักโทษหญิงก่อนตัดสินใจคัดเลือกไปประหาร?
จากนั้นเหยื่อสังหารก็จะถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุกเพื่อส่งไปยังแดนประหาร
ทั้งๆที่ร่างกายยังเปลือยอยู่อย่างนั้น
เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วก็ต้องรู้สึกสลดใจทั้งนั้น เพราะผู้ที่ถูกขู่บังคับให้ขึ้นรถบรรทุกไปยังแดนประหารนั้น
ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานมาจากไหน แต่พวกเขาคือมนุษย์ตาดำๆเหมือนกับคุณและดิฉันนี่เอง
บทที่ 6 ภายในค่ายนรก
เมื่อการเรียกชื่อยุติลงแล้วเราจะได้รับอนุญาตให้กลับไปยังคุกของตนๆหรือใครจะไปห้องสุขาก็ได้
ส่วนดิฉันเองชอบถือโอกาสตอนนี้เที่ยวเดินสำรวจดูบริเวณต่างๆภายในค่าย
ค่ายแห่งนี้มีถนนใหญ่ กว้างประมาณ 1500 ฟุตตัดผ่ากลาง
สองข้างถนนมีอาคารเรียงรายอยู่ 17 หลัง แต่ละหลังสร้างไว้อ่างถาวร
ในจำนวนนี้มีสองหลังที่สร้างเป็นโรงสุขา อีกสองหลังเป็นโรงอาบน้ำ
อาคารหมายเลข 1 เป็นที่เก็บเสบียงอาหาร อาคารหมายเลข 2
เป็นสำนักงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งมีผู้ถูกเนรเทศทำงานอยู่ประมาณ 10 คน
อาคารนี้เองที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับเรียกประชุมและเรียกชื่อของนักโทษผู้ถูกเนรเทศดังที่กล่าวมาแล้ว
และบนชั้นสองชองอาคารแห่งนี้ก็ยังเป็นที่พักของราชินีประจำค่าย
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาแต่งตั้งให้แก่หญิงที่อยู่ในค่ายแห่งนี้มานานที่สุด
ราชินีประจำค่ายผู้นี้เคยเป็นครูในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเมืองหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศเชโกสะโลวะเกีย
ทหารเยอรมันคัดเลือกเธอให้รับตำแหน่งนี้
จึงทำให้เธอมีอำนาจสูงสุดในหมู่นักโทษผู้ถูกเนรเทศ
มีเสรีภาพมากกว่าคนอื่นๆโดยมีข้อจำกัดเพียงไม่ให้ออกจากบริเวณค่ายกักกันเท่านั้นเอง
เธอมีอำนาจสูงสุดในการปกครองนักโทษหญิงกว่า 3000 คนนี้
และให้ขึ้นตรงต่อทหารเยอรมัน
ซึ่งหากเธอยังอยู่ที่ประเทศเชโกสโลวะเกียบ้านเกิดเมืองนอนก็คงจะไม่มีอำนาจล้นเหลืออย่างนี้เป็นแน่
ในสำนักงานของราชินีประจำค่ายประกอบด้วยคณะหัวหน้าค่าย
หัวหน้าสำนักงานและหัวหน้าฝ่ายบริหาร บุคคลเหล่านี้มีห้องส่วนตัวเป็นของตนเอง
ซึ่งแม้จะไม่หรูหรานักแต่ก็ยังดีกว่าที่พักที่มีสภาพเหมือนรังหนูของนักโทษผู้ถูกเนรเทศทั่วๆไป
สำหรับหัวหน้าคุกนั้นก็มีห้องส่วนตัวเล็กๆเป็นสัดส่วนของตัวเอง
ภายในห้องมีม้านั่งและที่นอนให้ด้วย
คนเหล่านี้ได้รับสิ่งตอบแทนจากฝ่ายเยอรมันคือมีสิทธิ์เลือกคนใช้จากพวกนักโทษ
ซึ่งพวกเธอจึงใช้สิทธิ์นี้เพื่อแก้แค้นคนอื่นๆ อย่างเช่น
หญิงหัวหน้าคุกคนหนึ่งซึ่งในอดีตเคยเป็นคนใช้ในบ้านมาก่อน
ก็ได้เลือกเอาอดีตนายหญิงของเธอมาเป็นคนใช้ประจำตัว
หญิงคนนี้ต้องทำงานทุกอย่างตามที่นายต้องการ เช่น ทำหน้าที่ขัดรองเท้า
และปะชุนเสื้อผ้าให้ เป็นต้น
ในคุกของเรามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆคือ มีหัวหน้าคุกซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
มีผู้ช่วยหรือตัวแทนหนึ่งคน เลขานุการอีกหนึ่งคน
สำหรับเลขานุการนั้นมีหน้าที่หลักคือเรียกชื่อและทำรายงาน
และมีแพทย์หญิงประจำอยู่คนหนึ่ง
ซึ่งที่จริงเป็นตำแหน่งที่ไม่มีงานอะไรทำอย่างจริงจังเนื่องจากขาดแคลนเครื่องมือและยารักษาโรค
นอกจากนั้นก็มีพยาบาลและเจ้าหน้าที่แบ่งปันอาหารให้นักโทษซึ่งมีจำนวนรวมกันก็ประมาณ
6-8 คน
สำหรับตำรวจหญิงประจำค่าย ทำการคัดเลือกจากพวกนักโทษ
พวกนี้จะสวมชุดทำงานสีกรมท่า
มีหน้าที่หลักคือคอยขับไล่ไม่ให้นักโทษเข้าไปใกล้รั้วลวดหนาม
ไม่ว่าจะเข้าไปเพื่อติดต่อพูดคุยกับนักโทษเรือนจำอื่นหรือไปเพื่อจุดมุ่งหมายอื่นใดก็ไม่อนุญาตทั้งนั้น
ในเวลาฝนตกตำรวจหญิงเหล่านี้จะใช้ผ้าห่มคลุมตัวจนมิด
โดยเฉพาะในตอนกลางคืนมองดูแล้วคล้ายกับภูตผีปีศาจ
นอกจากนี้ก็ยังมีเจ้าหน้าที่หญิงซึ่งทำหน้าที่ดับเพลิง เก็บขยะ และเป็นสัปเหร่อ
เจ้าหน้าที่โรงครัวประกอบด้วยหญิงประมาณ 400 คน
ซึ่งโรงครัวนี้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารหมายเลข
2และเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้ได้รับอภิสิทธิ์เหนือนักโทษอื่นๆไม่ต้องรับประทานอาหารประเภทเดียวกันกับที่แจกจ่ายให้แก่นักโทษ
ยกเว้นในกรณีที่ถูกลงโทษ
พวกนี้จะเตรียมอาหารว่างชนิดพิเศษไว้สำหรับตนเอง
และมักจะกักตุนกินอาหารพิเศษที่เขาแจกให้นักโทษไว้เสมอ
โดยเฉพาะมันฝรั่งและเนยเทียม ซึ่งจะกักตุนกันไว้เพื่อบริโภคเองบ้าง เอาไว้ขายบ้าง
เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปซื้อเสื้อผ้าดีๆไว้สวมใส่ พวกนี้จึงมีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์
และในบางโอกาสก็แต่งกายด้วยเสื้อผ้าดีๆซึ่งผิดกับนักโทษคนอื่นๆที่ส่วนใหญ่มีลักษณะไม่ผิดอะไรกับโครงกระดูกเดินได้
อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่หญิงในโรงครัวนี้ก็ต้องทำงานหนักอื่นๆด้วย
เช่น ขนฟืน ขนถ่านหิน และขนมันสำปะหลังลงจากรถบรรทุก
บางคนทำความสะอาดโรงครัวและล้างถ้วยชามตลอดทั้งวัน
มือและเท้าต้องแช่อยู่ในน้ำตลอดเวลาทำให้มือหยาบกร้านหนาเทอะทะจนเสียรูป
ส่วนเท้าก็มักจะเป็นแผลเน่าเปื่อย
หากใครถูกจับได้ว่าขโมยของคนนั้นก็จะถูกลงโทษด้วยการให้วิ่งวนอยู่ในค่ายเป็นชั่วโมงๆในขณะวิ่งก็ต้องถือหินก้อนหนักๆไปด้วย
นอกจากนั้นยังถูกกล้อนผมตรงกลางศีรษะ ชาวเยอรมันเรียกหญิงที่ถูกลงโทษแบบนี้ว่าเป็น
นักกีฬา
เป็นการยากที่จะบอกว่านักโทษประเภทใดได้รับการปฏิบัติดีเลวกว่ากัน
เพราะนักโทษเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักโทษการเมือง นักโทษต่างเผ่าพันธุ์
หรือนักโทษประกอบอาชญากรรม
ต่างก็ถูกลดฐานะลงมาให้มีชีวิตความเป็นอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์เดรัจฉาน
อย่างไรก็ตามนักโทษชาวยิวและรัสเซียจะได้รับการปฏิบัติที่โหดเหี้ยมที่สุด
ส่วนนักโทษที่เป็นชาวเยอรมันไม่ว่าจะเป็นนักโทษที่ประกอบอาชญากรรมธรรมดา
นักโทษจิตวิปริต หรือนักโทษการเมือง ต่างก็ได้รับอภิสิทธิ์บางประการ
แม้ว่าพวกเขาจะได้รับมอบหมายให้ทำงานหนักหลายอย่างในค่าย
แต่ทุกคนจะได้รับการยกเว้นไม่ถูกคัดเลือกไปสังหารเช่นนักโทษชาติอื่นๆ
อาคาร 2 หลังที่ถูกดัดแปลงให้เป็นอาคารสำหรับใช้อาบน้ำนั้น
แต่ละอาคารมีท่อโลหะติดตั้งอยู่สองท่อห่างกันประมาณ 40 นิ้ว
เพื่อใช้สูบน้ำขึ้นไปบนตัวอาคาร
น้ำที่สูบขึ้นไปนั้นได้มาจากแอ่งน้ำที่อยู่ใกล้ๆนั่นเอง
แต่เกือบตลอดเวลาสังเกตเห็นว่าไม่มีน้ำในแอ่งเลย เจ้าหน้าที่จะเปิดน้ำให้ใช้วันละ
2 ครั้งเท่านั้น
เราจะมีเวลาชำระร่างกายวันหนึ่งๆประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ที่โรงอาบน้ำนี่เองถูกกำหนดให้เป็นสถานที่ที่เราใช้ทำความสะอาดร่างกาย
รวมทั้งล้างหน้า บ้วนปากและหวีผม แต่ในทางปฏิบัติจริงๆแล้วไม่มีใครทำเช่นนั้นได้
แม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีน้ำก็ตาม ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่าเกือบทุกวันจะมีคลื่นนักโทษหญิงมาแออัดอยู่จนล้นออกมานอกอาคาร
ซึ่งทุกๆคนมีร่างกายสกปรกมอมแมมส่งกลิ่นเหม็นอับไปทั่ว
ที่เราไปชุมนุมกันนั้นก็ไม่ใช่เพื่อชำระร่างกายแต่ไปเพื่อหาน้ำดื่มแก้ความกระหาย
จะไปชำระล้างร่างกายในนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีสบู่ แปรงสีฟันและหวี
ภายในค่ายน้ำดื่มเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
เพราะมันหาได้ยากมากราวกับทองคำ วันหนึ่งๆเราได้รับแจกน้ำกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
วันใดหากทนกระหายไม่ไหว ก็ใช้วิธีนำเศษขนมปังและเนยเทียมไปแลก
ซึ่งก็จะได้น้ำมาประมาณหนึ่งแก้วเท่านั้น เราสามารถทนหิวอาหารได้ แต่จะทนกับความกระหายน้ำนั้นเป็นเรื่องที่แสนลำบาก
สำหรับน้ำที่ผ่านสนิมเขรอะไปยังโรงอาบน้ำมักจะมีกลิ่นเหม็นมาก
และมีสีไม่เหมาะที่จะนำมาดื่มแม้แต่น้อย
แต่ก็จำต้องทนดื่มกันไปอย่างนั้นเพื่อกันตาย
แม้ว่าจะต้องเสียงกับการเป็นโรคบิดหรือโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆนานาประการก็ต้องยอม
เพราะถือว่าน้ำจากโรงอาบน้ำยังดีกว่าน้ำฝนที่ขังอยู่ตามหลุมโสโครก
ซึ่งก็มีนักโทษหลายคนทนความกระหายไม่ไหวถึงกับก้มลงเลียน้ำฝนสกปรกนั้น
ดูแล้วไม่ผิดอะไรกับสุนัขที่หิวกระหาย
ผลที่ตามมาก็คือต่างพากันเจ็บไข้ได้ป่วยและสิ้นชีวิตไปในที่สุด
เวลาเข้าไปในห้องน้ำบางครั้งโชคดีมีน้ำพอที่จะชำระล้างร่างกายได้
ก็ต้องคอยระมัดระวังตัวแจ
หากใครเผลอถอดเสื้อผ้าออกเพื่อชำระร่างกายก็จะได้เจอดีทันที
เพราะหลังจากอาบน้ำแล้วจะไม่มีโอกาสพบเสื้อผ้าที่ถอดวางไว้นั้น
เนื่องจากมีมือดีมาดอดขโมยเอาไป
และเมื่อเดินแก้ผ้าออกมานอกห้องก็จะถูกเฆี่ยนตีอย่างรุนแรงซ้ำเติมเข้าอีก
การขโมยเป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งที่นักโทษได้มาเรียนรู้ภายหลังจากเข้ามาอยู่ในค่าย
นักโทษหญิงบางคนมาจากตระกูลผู้ดีไม่เคยมีนิสัยลักขโมยมาก่อน แต่พอเข้ามาอยู่ในค่ายนานๆเข้าก็กลับกลายเป็นคนมีนิสัยขี้ขโมยไร้ยางอายไปได้อย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
เมื่อใช้ขนมปังแลกน้ำดื่มมาได้แล้วก็ใช่ว่าจะได้ดื่มให้สมกับความกระหายเสมอไป
บางครั้งขณะที่นักทาคนหนึ่งกำลังยกแก้วน้ำที่หามาได้อย่างยากเย็นนั้นจรดริมฝีปาก
ก็จะมีนักโทษอีกคนหนึ่งมาคว้าเอาแก้วน้ำนั้นไปดื่มเสียดื้อๆ
ไม่มีใครทำอะไรใครได้เพราะในค่ายกักกันไม่มีกฎหมายที่จะใช้ลงโทษผู้กระทำผิด
มีแต่กฎป่าใช้กัน
พวกเยอรมันได้พยายามที่จะทำให้เราเกิดความเคยชินกับระบบปฏิบัติของพวกนาซี
ซึ่งก็นับว่าได้ประสบความสำเร็จพอสมควร
มีอาคารอยู่ 2 หลังที่จัดไว้สำหรับเป็นโรงสุขาประจำค่าย
ภายในอาคารทั้งสองหลังนี้มีที่สุขาทั้งหมดจำนวน 300 ที่เรียงรายเป็นแถวยาว สามแถว
เพื่อบริการนักโทษที่มีอยู่มากมาย แต่ละที่ขุดเป็นหลุมลึกลงไปในดินประมาณ 1 หลา
บนปากหลุมมีฐานทำด้วยซีเมนต์รูปสี่เหลี่ยมสูงประมาณ 30 นิ้ว กว้างประมาณ 3 เมตร
ด้านบนเจาะรูไว้ให้นั่งถ่าย 2 รู สลับกันไปมาเป็นแนวยาวเหยียด
ที่สุขาเหล่านี้มีคนมาทำความสะอาดอยู่ทุกวัน
สำหรับผู้ที่มาทำความสะอาดนั้นพวกทหารเยอรมันนิยมใช้พวกปัญญาชน เช่น แพทย์
และครูอาจารย์ เป็นต้น
ในช่วงเวลาที่ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระหลังจากเข้าแถวเรียกชื่อเสร็จแล้วนั้น
นักโทษจำนวนมากก็จะมุ่งตรงไปที่โรงสุขา ทำให้โรงสุขาแออัดพอๆกับที่โรงอาบน้ำ
ต้องเข้าคิวยาวเหยียดล้นออกมาอยู่ข้างนอกอาคาร
เมื่อเข้ามาถึงตัวอาคารแล้วก็ต้องรออีกนานจนกว่าจะถึงคิวของตน
หากใครแซงคิวก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก
แต่การแซงคิวนั้นบางครั้งก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะมีนักโทษเป็นจำนวนมากป่วยเป็นโรคท้องเดิน
เช่น ปวดท้อง ท้องร่วงซึ่งพวกนี้จำเป็นต้องนั่งในที่สุขานานเป็นพิเศษ
สาเหตุที่นักโทษป่วยเป็นโรคทางเดินอาหารกันมาก ก็เพราะบริเวณรอบๆที่สุขาไม่สะอาด
เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค
บางรายป่วยเป็นโรคท้องร่วงรุนแรงมาโรงสุขาไม่ทัน
ก็ถ่ายอุจจาระเรี่ยราดบริเวณใกล้ๆที่คุมขังนั่นเอง
ซึ่งถ้าบังเอิญผู้คุมมาพบเข้าก็จะถูกไล่ทุบตีอย่างรุนแรง
เรื่องความสะอาดภายในโรงสุขาไม่ต้องพูดถึง
เพราะแม้แต่กระดาษชำระหรือสบู่ก็ไม่มีให้ใช้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่ร่างกายของนักโทษที่เข้าไปใช้บริการจะสะอาดดีพอ
บ่อยครั้งที่มีนักโทษชายมาซ่อมถนนหรือทำงานอย่างอื่นในค่ายกักกันของนักโทษหญิง
ซึ่งพวกนี้ก็จะมาใช้โรงอาบน้ำและโรงสุขาร่วมกับนักโทษหญิงด้วย
เมื่อโรงอาบน้ำมีคนเบาบางลงก็จะกลายเป็นโรงเสริมสวยของพวกนักโทษหญิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนบ่ายๆนักโทษบางคนนำอาการกลางวันไปรับประทานในนั้นก็มี
และที่นี่ก็ยังใช้เป็นสถานที่พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารและเป็นตลาดมืดค้าขายสินค้าลับๆอีกด้วย
อีกจุดหนึ่งที่พวกเราชอบไปชุมนุมกันก็คือบริเวณกองขยะ
เพราะมันมีสิ่งมีค่าสำหรับเราไม่น้อยทีเดียว
วันหนึ่งดิฉันอยากได้เข็มขัดมาคาดเอวเวลาสวมกางเกง
ก็ที่กองขยะนี่เองที่ดิฉันโชคดีได้เจอเชือกสามเส้นที่พอจะนำมาฟั่นทำเป็นเข็มขัดได้
นอกจากนั้นดิฉันก็ยังไปได้ไม้ชิ้นบางๆมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งก็ได้นำมันไปฝนจนคมใช้แทนมีด
ในวันเดียวกันดิฉันโชคดีเป็นครั้งที่สอง
คราวนี้เพื่อนนักโทษตนหนึ่งได้ให้ของขวัญล้ำค่าแก่ดิฉัน มันเป็นเศษผ้าสองชิ้น
ชิ้นหนึ่งดิฉันใช้ทำแปรงสีฟันและอีกชิ้นหนึ่งทำเป็นผ้าเช็ดหน้า
ที่ต้องการใช้ผ้าเช็ดหน้านั้นก็เพราะตอนนั้นดิฉันเป็นหวัดอย่างรุนแรง และดิฉันเองก็ไม่ค่อยถนัดใช้มือบีบจมูกสั่งน้ำมูกเหมือนอย่างที่เพื่อนคนอื่นๆเขาทำกัน
เนื่องจากดิฉันไม่มีกระเป๋าเก็บสิ่งของ
จึงเหน็บผ้าสองผืนไว้ที่เข็มขัดชิ้นใหม่ติดกับมีดไม้เล่มนั้น
ก็ให้รู้สึกภาคภูมิใจมากที่ไดเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้
มีความรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองได้กลายเป็นหญิงที่ร่ำรวยคนหนึ่งในค่ายไปเลยที
บทที่ 7 เล่ห์รักในค่าย
ดิฉันแทบไม่เชื่อว่าตัวเองมาอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์เป็นเวลานานผ่านไปถึงสามสัปดาห์แล้ว
เพราะมันดูราวกับว่าชีวิตตกอยู่ในความฝัน
ซึ่งกำลังรอคอยให้ใครสักคนมาช่วยปลุกให้ตื่นจากหลับ
ดิฉันมองจากห้องขังออกไปยังบริเวณภายในคุกก็พบกับภาพที่ไม่น่าชื่นชมอีกเช่นเคย
พวกนักโทษยังคงทะเลาะวิวาทร้องตะโกนด่ากันเซ็งแซ่
บ้างก็ใช้กำลังทำร้ายซึ่งกันและกัน
เสียงคู่คำรามด้วยความอาฆาตแค้นช่างไม่ผิดอะไรกับเสียงสัตว์เลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางเสียงแห่งความวุ่นวายของบรรดาเหล่ามนุษย์ป่าเถื่อนราวกับสัตว์นรกเหล่านี้
ดิฉันก็ได้ยินอีกเสียงหนึ่งสอดแทรกเข้ามาอย่างฉับพลัน
มันเป็นเสียงอ่อนโยนของมนุษย์ที่หาฟังได้ยากยิ่งในค่าย
ดิฉันตื่นจากภวังค์เหลือบตามมองไปทางข้างกรงขัง
ก็ได้เห็นชายรูปหล่อนัยน์ตาสีฟ้าคนหนึ่งในชุดเครื่องกายที่ขาดกะรุ่งกะริ่ง
กำลังชะโงกหน้าลงมาจากเตียงชั้นที่สาม
ก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้พบผู้ชายรูปร่างสง่าวาม ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้
เพราะคุกแดนนี้เป็นที่คุมขังทักโทษหญิง
อันที่จริงนั้นชายคนนี้เข้ามาซ่อมเตียงตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว
แต่ดิฉันนอนขี้เซาไปหน่อยจึงไม่ได้ยินเสียงค้อนตอกตะปูของเขา
เขามองมาที่ดิฉันแล้วกล่าวว่า
“ตื่นเถอะครับ คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า?”
ดิฉันได้แต่จ้องมองจนลืมตอบคำถามนั้น
เมื่อเขาปีนลงมาข้างล่าง จึงได้สำรวจรูปร่างของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์
ก็เห็นเป็นชายร่างสูงใหญ่ นัยน์ตาสีฟ้าเป็นประกายสดใส
แม้ว่าผมจะถูกโกนทิ้งเหมือนกับชายคนอื่นๆแต่ก็ยังพอสังเกตเห็นโคนผมเป็นสีน้ำตาล
รอยยิ้มของเขาทำให้ดิฉันเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
เหตุใดในค่ายนี้จึงมีผู้ชายยิ้มอย่างเบิกบานใจเช่นนี้อยู่นะ?
ดิฉันได้พบกับผู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาชีวิต
แม้ว่าจะถูกบีบคั้นทางจิตใจอย่างแสนสาหัสเพียงใดก็ตาม
จากการสนทนากันทำให้ได้ทราบว่า
เขาเป็นชาวโปแลนด์ถูกจับมาอยู่ในค่ายกักกันนักโทษแห่งนี้นานกว่า 4
ปีแล้วนับตั้งแต่กรุงวอร์ซอแตก
เขาบอกดิฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าเป็นช่างไม้แต่บางครั้งก็ต้องมาทำงานซ่อมถนน
หลังจากวันนั้นมาเขาก็ยังมาซ่อมเตียงนอนในคุกของดิฉันอยู่เรื่อยๆ
เราได้มีโอกาสสนทนากันบ่อยครั้งขึ้น และก็ได้กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน
แต่ละวันดิฉันจะตั้งตารอคอยเขา
ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ว่ารักเขาในฐานะชู้สาวเพียงแต่อยากจะฟังเสียงพูดของเขา
ซึ่งเป็นเสียงมนุษย์เพียงเสียงเดียวที่ดิฉันเคยได้ยินในค่าย ชื่อของเขาคือ ทาเด็ก
ปกติคนงานจะได้รับอนุญาตให้หยุดพักในช่วงบ่ายเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
มีอยู่วันหนึ่งเวลาประมาณ 11.00
น.ชายหนุ่มรูปหล่อคนนี้ก็ได้มาชวนดิฉันให้ติดตามเขาไปในช่วงพักตอนกลางวัน
ดิฉันรับคำเชิญด้วยความเต็มใจ
ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยออกจากคุกไปกับใครแม้แต่ครั้งเดียว
ดิฉันเดินตามเขาไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ไปถึงที่แห่งหนึ่งซึ่งมีคนงานกำลังปรุงอาหารกันอยู่
ดิฉันพบกับความประหลาดใจเป็นครั้งแรก
เมื่อเพื่อนซึ่งชื่อทาเด็กคนนี้หยิบมันฝรั่งซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากขึ้นมาอวดดิฉัน
2 หัวด้วยกัน ก่อนที่จะนำไปใส่หม้อต้ม ดิฉันจับตามองเขาแทบทุกอิริยาบถ
เขาตักมันฝรั่งที่ต้มสุกแล้วส่งให้ดิฉันรับประทานหัวหนึ่ง
ส่วนเขาเองก็มานั่งอยู่ตรงข้ามกับดิฉันเพื่อรับประทานมันฝรั่งอีกหัวหนึ่ง
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันมีอาหารตกถึงท้อง
ซึ่งก่อนหน้านี้ดิฉันจะคายอาหารทุกอย่างที่ได้รับแจกทิ้ง
ทาเด็กสร้างความประหลาดใจให้แก่ดิฉันอีกครั้ง
เมื่อเขายื่นผ้าคลุมไหล่ให้ดิฉันผืนหนึ่ง พร้อมกับกล่าวว่า
“คุณใช้ผ้าผืนนี้คลุมศีรษะนะครับ การที่ผู้หญิงศีรษะโล้นเดินไปเดินมาในที่ต่างๆมันน่าเกลียดออกจะตายไป”
ดิฉันมีความตื้นตันใจอยากจะกล่าวขอบคุณแต่ก็ไม่กล้าเปิดปากพูด
เพราะกลัวว่าตัวเองจะร้องไห้ไปเสียก่อน
“ทุกๆวันผมจะแบ่งมันฝรั่งให้คุณ”เขาพูดต่อ”และบางทีผมอาจจะจัดหาอาหารอย่างอื่นรวมทั้งเสื้อผ้าดีๆมาให้คุณอีกด้วยก็ได้”
เขาเข้ามายืนใกล้ๆดิฉันปากก็พึมพำเหมือนกับพูดกับตัวเองว่า
“เป็นเรื่องี่น่าแปลกมากครับ
ถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีผมบนศีรษะแม้แต่เส้นเดียว
และแต่งตัวในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งอย่างนี้
แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างในตัวคุณที่ผมต้องการมาก”
กล่าวเสร็จเขาก็แสดงบทเจ้าชู้ โยการใช้แขนข้างหนึ่งโอบเอว
ใช้มืออีกข้างหนึ่งมาสัมผัสลูบไล้ที่หน้าอกของดิฉัน
ดิฉันตกใจสุดขีดเพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำเช่นนี้กับดิฉัน
อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ดิฉันเคยบอกกับเขาว่ามีสามีและลูกแล้ว
กำลังเศร้าโศกเพราะพลัดพรากจากกัน ทำไมเขาไม่เข้าใจความรู้สึกของดิฉันเลยนะ? ที่ดิฉันคบกับเขาก็เพียงต้องการเขาไว้เป็นเพื่อนคุยแก้เซ็งเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะต้องการเขาไว้เพื่อบำบัดความใคร่แต่อย่างใด
ดิฉันทราบในภายหลังว่าทาเด็กเป็นเสือผู้หญิงประจำค่ายเอาส์ชวิตซ์
ชอบแสดงความรักกับใครต่อใครโยไม่เลือกหน้า
แต่สำหรับดิฉันแล้วการแสดงความรักแบบนี้ออกมาจะเป็นการรวดเร็วมากไปหน่อย
ดิฉันยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกโกรธและเสียใจมากถึงกับร้องไห้ออกมา
เขามีทีท่าตกใจเมื่อเห็นดิฉันร้องไห้
“อย่าร้องไห้ซีครับ”เขาปลอบโยน
“ถ้าหากว่าตอนนี้คุณยังไม่ต้องการมีความสุขกับผมก็ไม่เป็นไรผมรอได้
หากคุณเปลี่ยนใจอยากมีความสุขกับผมเมื่อใด
ก็บอกได้ในตอนที่ผมเข้าไปทำงานในคุกของคุณ”
ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อไป
เสียงกลองก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณเรียกคนคนงานให้กลับเข้าทำงาน เขาผละจากดิฉันไปทันที
แต่ก่อนจะจากกันเขาได้พูดทิ้งท้ายไว้ว่า
“ในระหว่างที่รอการตัดสินใจอยู่นี้
เรายังจะพูดคุยกันได้เหมือนเดิม เพียงแต่คุณจะไม่ได้อาหารจากผม
ผมมีอาหารไม่มากนักหรรอก
แต่ก็สามารถใช้อาหารที่มีน้อยนิดนี้เพื่อแลกกับเซ็กส์จากผู้หญิงได้นะครับ
ในสถานการณ์ที่โหดร้ายทารุณอย่างในค่ายนี้ เราต้องการมีความสุขทางเพศกับผู้หญิงมากกว่าปกติและผู้หญิงในนี้ก็หาได้ในราคาถูกๆจะมีความลำบากอยู่บ้างก็ตรงที่หาสถานที่ทำรักกันได้ยากเท่านั้นเอง
ทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันคอยจับตาดูเราอยู่ตลอดเวลา
และถ้าหากเราถูกจับได้ก็มีหวังได้รับโทษถึงชีวิต”
เขาคงพูดไปอย่างไม่ยั้งคิดแต่ต่อมาคงเกิดความละอายแก่ใจจึงพูดต่อไปอย่างน่าสงสารว่า
“คุณยังไม่เข้าใจอะไรที่นี่
ผมต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความหนาวเหน็บและความหิวโหยอยู่ตลอดเวลา
เขาทุบตีผมและไม่ทราบเหมือนกันว่าเมื่อใดเขาจะยิงทิ้ง
คุณมาใหม่จึงยังไม่มีความว้าเหว่อยากแสวงหาความสุขทางเพศ
เพื่อชดเชยกับความรู้สึกตึงเครียดทางสมอง หากอยู่ไปเรื่อยๆความรู้สึกและความคิดของคุณก็คงเปลี่ยนแปลงไป
อีกไม่กี่สัปดาห์คุณจะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมกล่าวมานี้”
ทุกวันทาเด็กจะเข้ามาในคุกของเรา
และก็นำห่ออาหารติดตัวมาด้วย
แต่เขาไม่ได้นำอาหารนั้นมาให้ดิฉันหากแต่นำมาให้ผู้หญิงอื่น
ทุกครั้งที่เดินผ่านเขาจะทำทียื่นอาหารให้
บางครั้งเราก็พูดกันบางครั้งเราก็ไม่พูดกัน
เมื่อเขายื่นห่ออาหารให้ดิฉันจะสะบัดหน้าหนีทุกครั้ง
วันเวลาผ่านไปโยที่ดิฉันไม่ได้รับประทานอาหารใดๆเลย
ร่างกายของดิฉันเริ่มผอมลงๆและเขาจะยิ้มเยาะทุกครั้งที่ดิฉันสะบัดหน้าหนีไม่ยอมรับอาหารที่เขายื่นให้
อีกสองสามสัปดาห์ต่อมาดิฉันผ่ายผอมลงไปมากจนแทบจะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้
และถึงกับเป็นลมล้มฟุบในขณะที่เขาแถวรอเรียกชื่ออยู่เสมอๆ
ถึงกระนั้นก็ตามดิฉันก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมแพ้พลีร่างบำเรอความใคร่เพื่อแลกกับเศษอาหารของทาเด็กโยเด็ดขาด
แต่แล้วดิฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า บางทีดิฉันอาจยอมแพ้ใจตนเองสักวันเพราะยิ่งวันเวลาผ่านไปร่างกายมันก็ยิ่งผ่ายผอมมากยิ่งขึ้น
มีอยู่วันหนึ่งทนหิวโหยไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินไปที่อาคารโรงอาบน้ำ
ซึ่งทราบว่าพวกนักโทษชายที่แอบเข้ามาพักผ่อนในตอนพักเที่ยง
มักจะแบ่งปันอาหารให้ผู้หญิงรับประทาน ในขณะเดินไปก็ได้แต่ภาวนาขอให้พบใครสักคนหนึ่งที่มีจิตเมตตาสงสาร
เมื่อซมซานไปถึงอาคารโรงอาบน้ำก็ได้พบกับพวกนักโทษชายที่ได้รับหมอบหมายให้คอยดูต้นทาง
ซึ่งเมื่อมียามรักษาการณ์มาตรวจพวกนี้จะทำหน้าที่ให้สัญญาณแจ้งให้พวกที่อยู่ในอาคารได้รู้ ในเวลาที่มีผู้หญิงเข้าไปในอาคารพวกคอยดูต้นทางเหล่านี้จะมาเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกทำทีว่ากำลังทำงาน
แต่ตามความเป็นจริงแล้วพวกนี้จะทำหน้าที่ส่งสัญญาณแจ้งให้ผู้หญิงที่อยู่ข้างในอาคารรู้เช่นเดียวกัน
เพราะตามปกติแล้วถือว่าเป็นการละเมิดกฎที่ห้ามผู้หญิงเข้ามาในอาคารในขณะที่มีพวกผู้ชายอยู่ในนั้น
เมื่อเข้าไปภายในตัวอาคารก็ได้พบกับภาพที่น่ารันทดใจ
ตรงบริเวณด้านหลังอาคารมีนักโทษหลายคนกำลังดื่มน้ำซุปจากกระป๋องสกปรกที่เก็บมาจากกองขยะ
ภายในอาคารสังเกตเห็นมีคนแออัดมั่วสุมกันอยู่ตามตามที่ต่างๆแทบทุกมุมห้อง
มีชายหญิงโอบกอดกันอยู่เป็นคู่ๆบางคู่ก็นอนตักพลอดรักกันอยู่อย่างมีความสุข
บางคู่ก็นั่งพิงกำแพงกอดจูบลูบไล้กันอย่างเมามันในอารมณ์พิศวาส
อีกกลุ่มหนึ่งก็กำลังเปิดตลาดมืดทำการค้าขายกันเป็นที่เอิกเกริก
อากาศในห้องต่างๆก็สุดแสนจะเหม็นอับ มันเป็นกลิ่นตัวของนักโทษที่ไม่ค่อยจะได้อาบน้ำนั่นเอง
คละคลุ้งปนกับกลิ่นเหม็นเนาบูดของเศษอาหารและน้ำเน่าในคูคลองใกล้ๆ
เมื่อมองออกไปยังอีกด้านหนึ่งของค่ายก็แลเห็นภาพน่าอดสูใจอีกแบบหนึ่ง
เป็นภาพของกลุ่มนักโทษรุ่นใหม่ที่เดินทางมาถึงอีกระลอกหนึ่ง
ได้ยินเสียงหวีดร้องของผู้หญิงและเด็กซึ่งกำลังถูกแยกออกจากกันเมื่อลงจากรถไฟ
เสียงต่างๆเหล่านี้ดังเซ็งแซ่จนกลบเสียงพูดคุยของบรรดานักโทษในโรงอาบน้ำ
แต่เมื่อมองไปอีกมุมหนึ่งของค่าย
ก็แลเห็นเปลวไฟพวยพุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูอาคารนี้เข้าไป
ใจหนึ่งก็อยากจะวิ่งหนีเพื่อให้พ้นจากภาพที่น่าอดสูแต่ก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้เพราะความหิวโหยกำลังทรมานอยู่อย่างหนัก
ดิฉันสอดส่ายสายตาไปมาจนกระทั่งเหลือบไปเห็นชายชราคนหนึ่งนั่งพิงกำแพงรับประทานอาหารจากกระป๋องอยู่ที่มุมห้องด้านหนึ่ง
ชายชราผู้นี้มีหน้าตาน่าเกลียด
และก็เพราะความน่าเกลียดของแกนี่เองทำให้ดิฉันรู้สึกไว้ใจ
คะเนด้วยสายตาว่าแกคงจะมีอายุราวๆ50-60ปี ในปากของแกไม่มีฟันแม้แต่ซี่เดียว
ที่ใบหน้าของแกก็เป็นโรคฝีดาษตกสะเก็ดจนน่าเกลียด
ส่วนบนศีรษะของแกก็โล้นเป็นแผลชันนะตุพุพอง
มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มออกมาเต็มไปหมด
ที่น่าสงสารหนักยิ่งไปกว่านั้นก็คือแกมีตาข้างเดียว
แต่สิ่งที่วางอยู่บนกระป๋องซุปของชายแก่คนนี้คือมันฝรั่งหัวเล็กๆสองหัว
“นั่นมันฝรั่งนี่” ดิฉันรำพึงอยู่ในใจ
จ้องมองชายชราแทะมันฝรั่งด้วยความหิวจนน้ำลายสอปาก
แกแทะรับประทานได้เฉพาะเปลือกนอกเพราะข้างในมันยังดิบๆอยู่จึงแข็งเกินกว่าจะขบเคี้ยวได้
แกเอาเศษมันฝรั่งส่วนที่เคี้ยวไม่ได้นั้นยัดลงไปในกระป๋อง
เสร็จแล้วก็ยกน้ำซุปสีน้ำตาลขึ้นดื่มอย่างเอร็ดอร่อย สักครู่หนึ่งก็หันไปมองรอบๆ
“แกกำลังมองหาใครที่จะแบ่งมันฝรั่งให้หรือเปล่านะ?” ดิฉันคิดขณะที่มองอากัปกิริยาของชายแก่ไม่วางตา
แล้วแกก็หันมาเห็นดิฉันกำลังจ้องอยู่ด้วยความหิวโหย
แกยิ้มกับดิฉัน แต่ให้ตายเถอะ รอยยิ้มมันทำไมถึงน่าเกลียดน่ากลัวอะไรอย่างนั้น
แกเรียกดิฉันเข้าไปรับเศษอาหารกลางวัน
ดิฉันรีบเข้าไปรับเหมือนกับว่ามันเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่แกมอบให้
แต่ในขณะที่ดิฉันกำลังจะเริ่มรับประทานมีนอยู่นั้นเอง
ก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งกระโดดเข้ามาแย่งมันไปจากมือ
“ไอ้แก่ตัณหากลับ”หญิงคนนั้นร้องตวาดชายแก่
“นี่แกสะเออะแบ่งอาหารให้คนอื่นรึ”
“อีบ้า” ชายแก่กล่าวโต้ตอบ
“ข้าพอใจจะให้ แกจะทำไม
แกไม่เห็นรึว่าเธอสวยและสาวกว่าแกตั้งเยอะแยะ จะไปลงนรกที่ไหนก็เชิญ
ไม่ต้องมายุ่งกับข้า”
กล่าวเสร็จชายแก่ก็วิ่งมาลากตัวผู้หญิงคนนั้นออกจากดิฉัน
เหวี่ยงเธอล้มลงกับพื้น แล้วใช้เท้ากระทืบอย่างไม่ปรานี
เสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของเธอทำให้คนอื่นๆที่อยู่ในอาคารนั้นวิ่งเข้ามามุงดูเหตุการณ์
ทุกคนรวมทั้งพวกที่กำลังพลอดรักกันอยู่ต่างก็มามุงตัวกันเต็มไปหมด
ดิฉันอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
ทันใดนั้นนายทาเด็กเด็กหนุ่มรูปหล่อที่เคยขอความรักจากดิฉัน
ก็เข้ามาพูดในเชิงล้อเลียนว่า
“ตายจริง
หม่อมฉันรู้สึกแปลกใจมากที่มาพบองค์หญิงประทับอยู่ที่นี่”
เขายิ้มเยาะเย้ยดิฉันแล้วพูดสำทับอีกว่า
“องค์หญิงคงทนหิวอยู่นานแล้วใช่ไหม
สิ่งนี้คงดีกว่าเศษมันฝรั่งที่เขากินเหลือครึ่งหนึ่งเป็นแน่”
ว่าแล้วเขาก็ยื่นห่ออาหารให้ ดิฉันมองเขาด้วยความเกลียดชัง
บวกกับความโกรธสุดขีดที่เขากล่าววาจาถากถาง
ดิฉันจึงคว้าห่ออาหารจากมือเขาแล้วขว้างใส่หน้าเขาจนสุดแรง
จากนั้นก็วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต
จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังจำไม่ได้ว่าวันนั้นตัวเองกลับไปถึงคุกได้อย่างไร
หลังจากพบกันครั้งสุดท้ายที่อาคารโรงอาบน้ำนั้นแล้ว
ดิฉันไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับนายทาเด็กอีกเลย
แต่ได้พบกับลิลลี่ผู้หญิงที่ทาเด็กนำอาหารห่อมาให้อยู่เสมอๆ
ตอนหลังที่ดิฉันได้ย้ายมาทำงานที่โรงพยาบาล
ผู้หญิงคนนี้ได้มาเป็นคนไข้ประจำของดิฉัน
ดิฉันต้องนำขนมปังที่ได้รับแจกไปแลกยาในตลาดมืดมาช่วยรักษาโรคให้เธอ
ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคหนองในชนิดร้ายแรง
ซึ่งก็คงจะไปติดโรคนี้มาจากนายทาเด็กอย่างไม่ต้องสงสัย.
บทที่ 8 เมื่อต้องโทษประหาร
วันเวลาผ่านไปชีวิตของเราก็ผ่านไปอย่างเลื่อนลอยไร้ความหวังและจุดหมายปลายทาง
พวกเยอรมันยังไม่ได้ให้เราทำงานอะไรเลย คงปล่อยให้นั่งนอนกันอยู่ในคุก
จนรู้สึกรำคาญใจแทบคลั่ง
ในแต่ละวันกิจกรรมที่ทำมีอยู่สิ่งเดียวคือเข้าไปเข้าแถวรอเรียกชื่อ
ดิฉันผ่ายผอมลงไปจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
เมื่อร่างกายอ่อนแอเช่นนี้ประกอบกับมีฝนตกลงมามากและอากาศก็เย็นลงๆโรคภัยไข้เจ็บก็มาเยือนเป็นธรรมดา
ในระยะแรกๆอาการไข้ไม่รุนแรงมากนัก แต่ต่อมาวันหนึ่งอาการหนักมาเป็นพิเศษ
ดิฉันจึงได้ไปขอยืมผ้าขนสัตว์เก่าๆผืนหนึ่งของเพื่อนนักโทษมาปิดหลังเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
เพื่อนดิฉันอีกคนชื่อแม็กดาก็มีอาการเจ็บคอ
เธอจึงเอาอย่างโดยนำเศษผ้ามาหุ้มคอบ้าง
ซึ่งปกติพวกเยอรมันจะไม่ให้ทำเช่นนี้แต่ดิฉันกับแม็กดาคิดว่านางฮัสเซผู้ควบคุมค่ายคงจะไม่เข้ามาตรวจ
หรือถ้าหากเข้ามาเราก็คงจะเอาออกทันก่อนที่นางจะเห็นแต่เหตุการณ์มันกลับตาลปัตรเกินคาด
นางฮัสเซเข้ามาตรวจในคุกอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวและจับเราได้
จึงถูกเฆี่ยนตีอย่างหนักในโทษฐานละเมิดวินัยค่าย
ในที่สุดก็ถูกกำหนดให้เราเป็นบุคคลที่จะถูก”คัดเลือกวิถีชีวิต”
ซึ่งก็เท่ากับว่าถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งๆที่มันเป็นความผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในวัน”คัดเลือกตัวนักโทษ”นั้นนอกจากเราสองคนแล้วก็ยังมีนักโทษอื่นๆในคุกอีกเป็นจำนวนมากถูก”คัดเลือกตัว”
ในครั้งนี้ด้วย
และเมื่อคัดเลือกตัวเสร็จแล้วพวกสารวัตรก็มาไล่ต้อนเราไปทางประตูค่าย
บอกให้หยุดรออยู่ที่นั่นจนกว่ารถบรรทุกที่จะนำไปยังห้องรมก๊าซพิษจะมาถึง
เรื่องการคัดเลือกตัวนักโทษ ห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพนี้
ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันในคุกมานานแล้ว
เพื่อนๆต่างเชื่อว่าเป็นเรื่องที่กุกันขึ้นมาในลักษณะข่าวลือมากกว่าที่จะเป็นจริง
แต่สำหรับดิฉันแล้วได้ทราบมาเป็นอย่างดีว่า”การคัดเลือก”หมายถึงการนำนักโทษไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
หรือถูกนำตัวไปยิงเป้านั่นเอง และก็มีอีกหลายคนเหมือนกันที่รู้ความลับนี้
แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เพื่อนๆส่วนใหญ่เข้าใจได้
ซึ่งก็คงจะเหมือนกับที่ดิฉันกำลังเขียนบันทึกความทรงจำอยู่ในขณะนี้
ดิฉันก็ประสบกับความลำบากที่จะให้ท่านผู้อ่านวาดภาพมองเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราในค่ายได้อย่างชัดเจน
เราอยู่ห่างจากสิ่งที่เรียกว่า”โรงงานทำขนมปัง”เพียงไม่กี่ร้อยหลา
มิหนำซ้ำขณะยืนรอคอยรถบรรทุกอยู่นั้นก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้เนื้อและเส้นผมมนุษย์ที่ลมพัดโชยมาจากโรงงานทำขนมปังนั้นเสียอีกด้วย
แน่นอนที่สุดว่าเขาคงกำลังเผาศพคนทั้งเป็นอยู่ในโรงงานทำขนมปังนี้
แต่ถึงกระนั้นนักโทษส่วนมากแม้จะถูกคุมขังอยู่ที่นี่นานเป็นเดือนๆแล้วก็ยังไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้
ทำไมล่ะพวกเขาจึงไม่ยอมรับความจริงดังกล่าว? ดิฉันเคยถามตัวเองอยู่หลายครั้ง
บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขายังเคลือบแคลงสงสัยอยู่
หรือไม่ก็เพราะยังไม่ต้องการจะรับทราบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
แม้กระทั่งเมื่อถึงตอนที่ถูกผลักเข้าไปในห้องรมก๊าซพิษแล้ว
ก็ยังมีหลายคนที่ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นห้องรมก๊าซพิษ นางแม็กดาเป็นคนหนึ่งที่ชอบมองโลกในแง่ดีเช่นว่านี้
ดิฉันจึงตกอยู่ในฐานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่เสมอ
คือไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีกับคนที่ไม่ยอมเชื่อว่ามีห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพในค่าย
ดิฉันควรจะปล่อยให้พวกเขาคิดต่อไปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลที่พวกหัวหน้าคุกซาซิสต์นำมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่เพื่อให้นักโทษเกิดความเกรงกลัวเท่านั้น
หรือว่าควรจะให้ความกระจ่างแก่เพื่อนเพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่เสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกในครั้งต่อไป
ขณะที่เรากำลังรอรถบรรทุกอยู่นั้นพวกสารวัตรและนักโทษชาวเยอรมันได้ออกไปยืนต่อแขนเป็นวงกลมล้อมเราเอาไว้
ดิฉันกระซิบบอกแม็กดาให้วิ่งหนีฝ่าวงล้อมออกไปแต่เธอส่ายหน้าตอบว่า”ไม่หรอก
ค่ายแห่งนี้มีนโหดแค่ไหนเธอก็น่าจะรู้
ที่ใหม่ที่เขาจะนำเราไปคงดีกว่าค่ายแห่งนี้เป็นแน่
หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรฉันก็จะไม่ยอมหนีไป”
“โง่บัดซบสิ้นดี” ดิฉันด่าแม็กดา
“เราถูกคัดเลือกให้ไปรับโทษต่างหาก
สถานที่ซึ่งเขาจะส่งเราไปเป็นที่เลวร้ายที่สุดรู้ไว้ด้วย แกจะไปกับฉันมั้ย”
“ไม่”แม็กดาตอบอย่างเด็ดเดี่ยว
“งั้นฉันจะหนีไปคนเดียว” ดิฉันกล่าวกับแม็กดาด้วยความโกรธ
ที่โบราณว่า”พูดง่ายแต่ทำยาก”นั้นเป็นความจริง
เพราะในทันทีที่ดิฉันเริ่มวางแผนจะหนีอยู่นั้นผู้ทำหน้าที่คัดเลือกล่วงรู้แผนการนี้และได้ตะโกนบอกว่า
“ระวังนะสารวัตร มีบางคนกำลังคิดจะหลบหนีไป”
แน่นอนที่สุดในหมู่พวกเราจะต้องมีเกลือเป็นหนอน
ไม่เช่นนั้นพวกเยอรมันคงไม่รู้แผนนี้เป็นแน่ เพื่อนๆหักหลังดิฉันเพราะเหตุใด? แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่ากำลังบ่ายหน้าไปสู้ความตาย
แต่เขาก็น่าจะรู้ว่าที่ใหม่ที่เขาถูกเฟ้นตัวให้ไปอยู่นั้นน่าจะไม่มีอะไรดีขึ้นกว่าเดิม
ดิฉันคิดว่าคนพวกนี้แหละที่อิจฉาคนอย่างดิฉันที่อาจช่วยตนเองให้รอดพ้นจากชะตากรรมเดียวกับพวกเขา
ขณะที่พวกเขาเองไม่กล้าพอที่จะเสี่ยงหนีอย่างดิฉัน
ดิฉันตัวสั่นงันงกเพราะกลัวพวกเยอรมันจะรู้ว่าเป็นคนที่คิดจะหลบหนีนั้น
ดิฉันจำเป็นต้องอยู่ในแถวต่อไปแต่ก็ได้พยายามถอยร่นออกไปอยู่ทางข้างหลังๆเพื่อให้ห่างจากเพื่อนๆที่อยู่ข้างหน้ามากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ขณะที่กำลังพยายามเดินถอยหลังอยู่นั่นเอง รถบรรทุกที่จะลำเลียงเราไปเข้าห้องรมก๊าซพิษก็มาถึงพอดี
ด้วยสัญชาตญาณกลัวภัยบรรดานักโทษต่างถอยหนีไม่เป็นขบวน
ในวินาทีฉุกละหุกนั้นก็เผอิญเหลือบไปเห็นไม้ตะพดอันหนึ่งตกอยู่ที่พื้นดิน
ซึ่งไม้พะพดนี้ในค่ายเอาส์ชวิตซ์ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจวาสนา
คนชั้นระดับหัวหน้าเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ใช้
ดิฉันก้มลงเก็บไม้ตะพดนั้นมาถือไว้ในมือแล้วเดินไปรวมกลุ่มของพวกสารวัตรที่มาจากคุกอื่นพอได้โอกาสเหมาะดิฉันก็วิ่งเต็มฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังโรงครัว
นางแม็กดาซึ่งเปลี่ยนใจในช่วงชุลมุนนั้นก็ก็ได้วิ่งตามไปด้วย
เมื่อวิ่งไปถึงโรงครัวก็เป็นเวลาเดียวกับพวกนักโทษกำลังยืนอยู่ด้านหน้าโรงครัว
ดิฉันจึงเดินเข้าไปข้างในทำทีว่าเป็นคนระดับหัวหน้ามาตรวจความเรียบร้อยในการแจกอาหาร
และได้เสนอตัวเป็นผู้ทำหน้าที่ควบคุมคนที่จะหามหม้อซุปไปยังคุกต่างๆโดยวิธีนี้ดิฉันเลยสามารถเดินผ่านคุกต่างๆไปจนกระทั่งถึงคุกของตัวเอง
ฝ่ายนางแม็กดาก็ทำตามอย่างดิฉันและก็ได้กลับมาถึงคุกของเราเช่นกัน
เมื่อถึงคุกดิฉันได้ขอเปลี่ยนเสื้อผ้ากับนักโทษหญิงคนหนึ่ง
แล้วเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในกรงขัง
ดิฉันเก็บตัวเงียบๆอยู่ในกรงขังไม่ยอมออกไปไหนมาไหนจนกระทั่งถึงเวลาที่จะต้องออกไปรอเรียกชื่อในครั้งต่อไป
มีนักโทษไม่กี่คนที่สงสัยว่าดิฉันกลับมาได้อย่างไร ซึ่งดิฉันก็ได้โกหกคนเหล่านี้อย่างหน้าตาเฉยว่า
พวกเยอรมันเข้าใจผิดคิดว่าดิฉันเป็นอีกคนหนึ่ง
ซึ่งที่จริงดิฉันไม่ได้เป็นบุคคลที่จะถูกคัดเลือกตัวไปแต่อย่างใด
ท่านผู้อ่านอาจเกิดความสงสัยว่าทำไมดิฉันจึงต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายกับนักโทษคนอื่นด้วย? ซึ่งแม้จะอยู่ในชุดเดิมดิฉันก็มั่นใจว่านางฮัสเซคงจะจำไม่ได้อย่างแน่นอน
เพราะในค่ายมีนักโทษหญิงกว่า 30000 คน นางน่าจะแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
แต่ก็ได้ถือหลักว่า”กันไว้ดีกว่าแก้” ดิฉันจึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
เพื่อไม่ให้นางฮัสเซมีโอกาสเห็นดิฉันในชุดเดิม
ดิฉันโกหกเพื่อนๆจนพากันหลงเชื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ก็ไม่สามารถตบตานางอีก้าหัวหน้าคุกของดิฉันได้
ในวันรุ่งขึ้นคนที่ทำหน้าที่แบ่งอาหารคนหนึ่งได้มาปลุกดิฉันตั้งแต่เช้า
เธอเป็นคนใช้ส่วนตัวของนางอีก้าได้มาขู่ดิฉันว่า
“อีก้าให้ฉันมาบอกแกว่า
เธอต้องการรองเท้าบู๊ทของแกเพื่อเป็นการปิดปาก
ถ้าแกไม่ยอมให้เธอก็จะเปิดเผยความจริงทุกอย่างให้นางฮัสเซได้รู้จนหมดเปลือก”
ครั้งแรกดิฉันพยายามขัดขืนโยให้เหตุผลว่า
“ดิฉันกำลังป่วยเป็นไข้นะคะ และตอนนี้ฝนก็ตกอยู่เป็นประจำ
ถ้าให้รองเท้าบู๊ทอีก้าไปเสียแล้ว ดิฉันก็ไม่มีรองเท้าจะใส่”
“แกไม่ต้องวิตกไปหรอก” คนแบ่งอาหารคนนั้นตอบ
“อีก้าจะหารองเท้าใหม่ให้แกใส่แทนรองเท้าบู๊ทคู่นี้”
เป็นอันว่าการเจรจาต่อรองระหว่างดิฉันกับคนแบ่งอาหารยุติลงด้วยดี ดิฉันยอมมอบรองเท้าบู๊ทให้เธอไป
ในเช้าวันนั้นเองดิฉันก็ได้รองเท้ามาจากอีก้าคู้หนึ่ง
แต่อนิจจามันเป็นรองเท้าข้างเดียวกัน คือเป็นข้างซ้ายทั้งสองข้าง
สภาพของมันก็ขาดจนไม่มีชิ้นดี แถมไม่มีพื้นรองเสียอีกด้วย
แต่ดิฉันก็ไม่กล้าเอะอะโวยวายหรือต่อล้อต่อเถียงกับนางอีก้าต่อไป
ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเสียเฉยๆเพราะดิฉันยังต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไปนั่นแหละ.
บทที่ 9 ตั้งโรงพยาบาลในค่าย
แต่เดิมมาในค่ายที่เราอาศัยอยู่นี้ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้การรักษาคนป่วย
ไม่มีโรงพยาบาลเพื่อให้บริการด้านสาธารณสุข ไม่มีเวชภัณฑ์แจกจ่ายให้แก่นักโทษ
อยู่มาวันหนึ่งก็ได้รับแจ้งว่าจะมีการตั้งโรงพยาบาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการทางด้านการแพทย์แก่บรรดานักโทษ
ดิฉันได้รับเลือกเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งให้มาประจำโรงพยาบาลแห่งนี้
การที่ดิฉันได้รับเลือกนั้นมีความเป็นมาดังนี้
คือหลังจากที่ได้มาอยู่ในค่ายนี้ไม่นานดิฉันเป็นคนแรกที่กล้าพูดกับนายแพทย์คลีน
หัวหน้าแพทย์หน่วยเอสเอสประจำค่าย
ในครั้งนั้นดิฉันได้ขอร้องให้นายแพทย์คลีนอนุญาตให้ดิฉันทำหน้าที่รักษาพยาบาลบรรดาเพื่อนๆที่กำลังเจ็บป่วย
แต่นายแพทย์คลีนไม่ยอมพร้อมกับตำหนิดิฉันว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
เพราะเขามีกฎห้ามนักโทษพูดกับนายแพทย์จากหน่วยเอสเอส
อย่างไรก็ตามในวันรุ่งขึ้นนายแพทย์คลีนได้ให้คนมาตามดิฉันไปพบแล้วมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับนายแพทย์ในคุกต่างๆเพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาทำงานอื่นอย่างเต็มที่
แทนที่จะต้องมาเสียเวลาส่วนใหญ่อ่านรายงานอันยืดยาวของแพทย์ในคุกต่างๆ
หลังจากได้มีการประกาศตั้งโรงพยาบาลแล้วไม่นานก็มีคำสั่งออกมาให้นักโทษที่มีความรู้ด้านการแพทย์ไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่
มีคนไปรายงานตัวเป็นจำนวนมากและเขาเลือกตัวดิฉันเข้าทำงานในโรงพยาบาลเพราะเห็นว่าเคยมีประสบการณ์ทางด้านการแพทย์มาก่อนเป็นอย่างดี
ครั้งแรกได้กำหนดให้อาคารเลขที่ 15
ซึ่งเป็นอาคารที่ชำรุดทรุดโทรมที่สุดในค่ายเป็นที่ทำการของโรงพยาบาล
ซึ่งในเวลาฝนตกน้ำฝนจะรั่วลงมาจากหลังคาจนทำให้ภายในบริเวณอาคารชื้นแฉะและสกปรกมาก
ส่วนผนังอาคารก็ผุมีรูโหว่หลายแห่ง
ตรงทางเข้าอาคารทั้งทางซ้ายมือและขวามือมีห้องเล็กๆอยู่ 2 ห้อง
ห้องหนึ่งกำหนดไว้เป็นห้องตรวจโรค ส่วนอีกห้องหนึ่งเป็นห้องจ่ายจา
ต่อมาได้สร้างอาคารโรงพยาบาลให้ใหม่ทางด้านหลังอาคารหมายเลขที่ 15
ซึ่งสถานที่แห่งใหม่นี้สามารถรับคนไข้ได้ประมาณ 400-500 คน
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่แห่งใหม่ เราได้ใช้ห้อง 2
ห้องในอาคารหมายเลข 15 เป็นที่รักษาพยาบาลคนป่วยอยู่เป็นเวลานาน
ในห้องไม่มีไฟฟ้าใช้
จะมีเฉพาะแสงสว่างจากหน้าต่างของตัวอาคารเท่านั้น และไม่มีน้ำประปาใช้
ส่วนพื้นห้องก็เป็นไม้ทำให้ยากต่อการทำความสะอาด แม้ว่าจะใช้น้ำเย็นล้างวันละ 2
ครั้งแต่มันก็ไม่สะอาดเท่าที่ควร
ไม่มีน้ำร้อนและยาขัดพื้นที่จะนำมาชำระล้างคราบเลือดและน้ำเหลืองของคนป่วยที่ติดอยู่ตามร่องไม้กระดานพื้นห้องเลย
ในห้องพยาบาลของเรามีตู้ยาเล็กๆอยู่ 1 ตู้
เป็นตู้ชนิดไม่มีชั้นวาง กับมีโต๊ะขาเกอีกตัวหนึ่ง
ซึ่งเราใช้เป็นโต๊ะสำหรับตรวจโรค
เวลาจะใช้ต้องหาอิฐมารองขาไว้เพื่อไม่ให้มันโยกคลอนไปมา
และมีโต๊ะยาวอีกตัวหนึ่ง
ใช้ผ้าขาวมาปูสำหรับวางเครื่องมือทางการแพทย์ จะเห็นว่าเราแทบไม่มีอะไรเลย
สิ่งต่างๆที่มีอยู่นี้ก็ล้วนแต่มีสภาพเลวเกือบจะใช้การอะไรไม่ได้
ในเวลารักษาคนไข้เราประสบปัญหาว่าควรใช้เครื่องมือที่ยังไม่ได้อบฆ่าเชื้อโรคหรือที่เรียกว่าทำสเทอริไลซ์รักษาคนป่วยหรือจะไม่ใช้
ยกตัวอย่างเช่น
หลังจากรักษาโรคฝีหรือแผลพุพองให้แก่คนไข้รายหนึ่งแล้ว
ก็ต้องใช้เครื่องมือเดียวกันรักษาคนไข้อีกรายหนึ่ง
ซึ่งเป็นโรคเดียวกันแต่มีอาการไม่รุนแรงเท่ารายแรก
ทั้งๆที่เครื่องมือที่ใช้กับคนไข้รายหลังยังไม่มีการทำสเทอริไลซ์เลยแม้แต่น้อย
ซึ่งเราทราบกันเป็นอย่างดีว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้นักโทษติดเชื้อได้ง่าย
แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะมันไม่มีน้ำร้อนที่จะต้มทำสเทอริไลซ์เครื่องมือ
อย่างไรก็ตามเท่าที่รักษาคนไข้มาหลายรายก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการติดเชื้อกันอย่างรุนแรงเนื่องจากเครื่องมือไม่ได้ทำความสะอาดนี้แต่อย่างใด
จึงนับได้ว่าการรักษาโรคของเราในค่ายเป็นละเมิด
ทฤษฎีสเทอริไลเซชั่นทางการแพทย์อย่างสิ้นเชิง
นักโทษในค่ายมีจำนวน 30,000-40,000 คน
แต่เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลมีกันเพียง 5 คน และก็เป็นผู้หญิงทั้งหมดอีกด้วย
เราจึงมีมีงานล้นมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
เราตื่นนอนกันตั้งแต่ตี 4 เริ่มตรวจคนไข้ตั้งแต่ตี 5
เป็นต้นไป วันหนึ่งๆมีคนไข้มารับการตรวจรักษาถึง 1,500 ราย
คนไข้ต้องยืนเข้าแถวรอตรวจกันยาวเหยียด
ต้องทนตากแดดตากฝนตากหิมะรอกันอย่างนั้นจนกว่าจะถึงคิว
มีอยู่บ่อยๆที่คนไข้รอนานจนหมดแรงถึงกับล้มฟุบคาแถวไปก็มี
การตรวจขนไข้ดำเนินไปโยไม่มีการหยุดพักจนถึง 3 โมงเย็น
ในช่วงพักตอน 3 โมงเย็นเราก็รีบรับประทานซุป แต่บางวันก็ไม่มีอะไรจะรับประทาน
เสร็จแล้วก็จะรีบทำความสะอาดพื้นและเครื่องมือแพทย์
ซึ่งตามปกติแล้วกว่าจะเสร็จงานทุกอย่างก็เป็นเวลาประมาณ 2
ทุ่ม แต่บางครั้งก็ต้องทำงานจนกระทึ่งดึกดื่น
สรุปแล้วเราต้องรับภาระหนักมากวันหนึ่งๆต้องขลุกอยู่ในห้องเล็กๆที่ไม่มีอากาศบริสุทธิ์ถ่ายเท
ไม่มีเวลาแม้แต่จะออกกำลังกาย ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ มีแต่ความหนักใจอยู่กับงานตลอดเวลา
แม้ว่าเราจะขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปเสียทุกอย่างไม่มีกระทั่งผ้าพันแผล
แต่เราก็เดินหน้าต่อไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้า
ทุกคนต่างตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนที่มีต่อคนไข้
เมื่อใดที่เกิดความรู้สึกว่าสังขารจะทนต่อไปไม่ไหวเราก็หาทางผ่อนคลายด้วยการนำน้ำมาล้างหน้าล้างตา
ซึ่งจำเป็นต้องยอมเสียน้ำอันมีค่าไปบ้างเพื่อให้มีแรงทำงานต่อไป
เราเหน็ดเหนื่อยกันจนแทบจะขาดใจ
ยิ่งในตอนที่มีงานมากๆจนถึงกับไม่ได้นอนเป็นเวลาหลายๆคืนด้วยแล้วก็เหนื่อยถึงขนาดเดินโซเซเหมือนกับคนเมาสุราเลยดีเดียว
แต่ก็ไม่เคยย่อท้อเพราะตระหนักอยู่เสมอว่ากำลังทำงานในโรงพยาบาล
ซึ่งเป็นงานที่ดีและมีประโยชน์ต่อนักโทษผู้ตกทุกข์ได้ยากราวกับตกอยู่ในขุมนรกอเวจีเช่นนี้
ดิฉันยังจดจำได้อยู่เสมอว่าในวันแรกๆที่เข้าไปทำงานในโรงพยาบาลนั้น
ตนเองมีความสุขใจมากที่สุด
ในตอนที่เสร็จจากงานแล้วเข้านอนเพราะว่ามันเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ไม่ต้องนอนในกรงขังที่แสนจะสกปรกโสโครกและคับแคบ
เพราะในห้องใหญ่โตพอประมาณในโรงพยาบาลนี้มีผู้หญิงนอนกันอยู่เพียง 5 คนเท่านั้น
การอยู่ในโรงพยาบาลก็สะดวกสบายกว่าอยู่ในคุกมากมาย
ก่อนจะเลิกงานมีน้ำอย่างดีสำหรับชำระล้างร่างกาย
เวลาจะล้างหน้าก็ล้างกันในอ่างล้างหน้า ซึ่งแต่เดิมอ่างนี้มีรอยรั่วอยู่ 2 แห่ง
เราใช้ถุงห่อขนมปังอุดไว้ ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ
มันเป็นอ่างล้างหน้าจริงๆน้ำที่อยู่ในอ่างก็เป็นน้ำสะอาด
ที่วิเศษยิ่งกว่านั้นก็คือมีสบู่เอาไว้ให้ใช้ด้วย
สิ่งที่คนที่นี่เรียกว่าสบู่นี้ที่จริงเป็นแป้งเหนียวๆซึ่งก็ไม่ทราบว่าทำมาจากอะไรเหมือนกัน
สบู่ชนิดนี้มีกลิ่นเหม็นมาก เวลาฟอกมีฟองออกมาก็จริง แต่ฟองของมันไม่มีลักษณะเหมือนฟองสบู่ที่เราเคยใช้กัน
ในเวลานอนมีผ้าห่มคนละ 2 ผืน
ผืนหนึ่งใช้สำหรับปูพื้นเพราะพื้นห้องสกปรกมาก
ทั้งๆที่ล้างกันอยู่เป็นประจำแต่มันก็ไม่สะอาด ส่วนอีกผืนหนึ่งใช้สำหรับห่มนอน
แต่เราไม่ถึงกับนอนกันอย่างสะดวกสบายนักเพราะในคืนแรกๆมีฝนตกหนักและมีลมพัดเข้ามาทางรอยแยกของฝากระดาน
เนื่องจากหลังคาอาคารเก่าแก่ทรุดโทรมมาก
จึงมีฝนไหลลงมาตามรอยรั่วรูโหว่นับร้อยๆแห่ง
ต้องย้ายที่นอนหนีน้ำฝนคืนละหลายๆครั้ง อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบกับในคุกแล้ว ที่นี้ก็ยังเป็นแดนสวรรค์อยู่นั่นเอง
ยิ่งวันเวลาผ่านไปสภาพความเป็นอยู่ของเราก็ยิ่งดีขึ้นๆตามลำดับ
เรามีเสรีภาพในระดับหนึ่ง สามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่
และมีอิสระในการใช้ห้องสุขาเมือถึงเวลาจำเป็น
ผู้ที่ไม่เคยสูญเสียอิสรภาพเช่นเราก็คงคิดว่าอิสรภาพเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่สำหรับเราแล้วมันเป็นอิสรภาพที่มีค่าอย่างใหญ่หลวง
แม้ว่าสภาพอย่างอื่นจะดีขึ้นแต่สภาพการแต่งกายของเราก็ยังคงเหมือนเดิม
ในขณะทำหน้าที่รักษาพยาบาลคนไข้ยังคงสวมเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง
ก็ชุดนี้แหละที่ใช้เป็นชุดนอนและชุดอเนกประสงค์
พวกคนไข้เองก็คงไม่มีกะใจที่จะมาสังเกตว่าเราสวมชุดอะไรรักษาพยาบาลพวกเขา
เพราะพวกเขาเองก็เถอะต่างก็อยู่ในเครื่องแต่งกายเหมือนกับหุ่นไล่มาเหมือนกัน
ในระยะแรกๆเราซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลนอนกันบนพื้นห้องตรวจโรค
แต่อยู่มาวันหนึ่งเราแสนจะดีใจเมื่อพวกเยอรมันช่วยจัดหาอพาร์ทเม้นท์ให้ห้องหนึ่ง
เมื่อพูดว่าอพาร์ทเม้นท์ท่านผู้อ่านคงคาดคิดวาดภาพว่ามันคงหรูหรามาก
เปล่าเลยค่ะ ! มันคือห้องถ่ายปัสสาวะเก่าๆในอาคารหมายเลขที่ 12
แต่เราก็ภาคภูมิใจกับอพาร์ทเม้นท์นี้มากเพราะเขามอบให้เป็นสมบัติของเราโดยเฉพาะ
อพาร์ทเม้นท์เป็นห้องเล็กมากแทบจะวางเตียงสองเตียงไม่ได้
เราจึงใช้ระบบวางเตียงซ้อนกันเป็นชั้นๆเหมือนกับที่เขาทำกันในคุก โยทำเป็น 3 ชั้น ชั้นละ 2 เตียง วางได้ครบ 6
เตียงพอดี
มันช่างเหมือนกับความฝัน
จากห้องถ่ายปัสสาวะได้กลายเป็นที่พักส่วนตัวไปแล้ว
ก็เกิดความรู้สึกสบายใจเหมือนกับว่าเป็นบ้านของเราเอง
ในตอนเย็นๆที่มีเวลาว่าง
เราจะมานั่งจับกลุ่มสนทนากันถึงโอกาสที่จะได้รับการปลดปล่อยจากค่าย
รวมทั้งวิเคราะห์ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับสงครามเท่าที่พอจะเข้าใจได้
บางครั้งก็มีคนลักลอบนำหนังสือพิมพ์เยอรมันมาให้อ่าน
ซึ่งก็จะตั้งใจอ่านกันทุกตัวอักษรเพื่อค้นหาความจริงที่อาจจะแฝงอยู่ในรายงานเท็จนั้นๆบ้าง
เราชอบนำความหลังในอดีตมาสนทนากัน เช่น สนทนาถึงคนที่เรารัก
หรือไม่ก็ถกเถียงกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ละวันในโรงพยาบาล เช่น
ปัญหาว่ามีความเหมาะสมหือไม่ที่ต้องฆ่าทารกเกิดใหม่เพื่อรักษาชีวิตผู้เป็นมารดาเอาไว้
ในบางครั้งเราได้นำบทกวีนิพนธ์ต่างๆมาท่องเพื่อให้จิตใจสงบและลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่น่าเกลียดน่ากลัวในค่าย
แม้ว่าผลสำเร็จในโรงพยาบาลจะไม่เลอเลิศมากนักแต่ก็มีนักโทษมารับบริการเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆทั้งนี้ก็เนื่องมาจากสภาพเลวร้ายภายในค่ายทำให้นักโทษมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้ง่ายนั่นเอง
เราเคยเสนอขอให้นายเหนือหัวชาวเยอรมันเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อให้พอกับจำนวนคนไข้ที่นับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น
แต่พวกเขาบอกว่าเจ้าหน้าที่จำนวน 5 คนก็นับว่าเพียงพอแล้ว
นอกจากนั้นเราก็ยังเคยเสนอจะแจกจ่ายเวชภัณฑ์และผ้าพันแผลไปให้นายแพทย์ที่ประจำอยู่ในคุกอื่นๆแต่พวกเยอรมันไม่ยอมอนุญาตให้ทำเข่นนั้น
อันที่จริงแล้วเราไม่สามารถให้การรักษาแก่คนไข้ทุกรายได้เต็มที่
มีคนไข้หลายรายที่ปล่อยปละละเลยโรคภัยไข้เจ็บของตนเองจนมีอาการหนักแล้วถึงได้มาโรงพยาบาล
ตัวอย่างเช่น
ในกรณีที่ให้การรักษาแก่คนไข้ที่เป็นแผลเรื้อรัง
กว่าเขาจะมาหาเราอาการของแผลถูกปล่อยไว้จนเน่าเหม็น
ต้องใช้เข็มฉีดยาขนาดใหญ่ดูดน้ำเลือดน้ำหนองออกจากแผลเสร็จแล้วล้างด้วยน้ำด่างทับทิม
ซึ่งกว่าแผลจะสะอาดก็ต้องทำอย่างนี้ถึง 10-20 ครั้ง
น้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้วก็พลอยหมดไปเพราะคนไข้ลักษณะนี้เพียงไม่กี่คน
ผลตามมาก็คือคนไข้รายอื่นๆที่กำลังรอตรวจรักษาอยู่อีกมากรายก็ต้องพลอยลำบากไปด้วย
เพราะขาดน้ำที่จะใช้ในการรักษา
สถานการณ์ค่อยดีขึ้นมาบ้างในช่วงที่มีการสร้างอาคารพยาบาลที่บริเวณที่ว่างอีกด้านหนึ่งของคุก
อาคารแห่งใหม่นี้ปกติจะสงวนไว้สำหรับคนไข้ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด
แต่ในทางปฏิบัติมันถูกใช้ให้เป็นที่รักษาคนไข้ทุกประเภท
อาคารพยาบาลแห่งใหม่นี้จุคนไข้ได้ 400-500ราย
และมักมีคนไข้มารอคอยรับการรักษาเต็มอยู่ตลอดเวลา
การรับคนไข้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก
คนไข้ต้องรอคิวอยู่นานหลายวันกว่าจะได้เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
เมื่อได้เข้ามาพักรักษาตัวแล้วคนไข้ต้องถอดชุดเครื่องแต่งกายเก่าออกแล้วสวมชุดที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้
ซึ่งก็มีลักษณะเก่าไม่แพ้กัน คนไข้จะนอนรวมกันบนที่นอนที่ยัดด้วยฟางที่นอนละ 4 คน
และมีผ้าห่มที่ต้องห่มร่วมกันเพียง 1 ผืนเท่านั้น
คนป่วยต้องเผชิญกับอันตรายร้ายแรงจากการถูกคัดเลือก
ซึ่งเป็นภัยคุกคามยิ่งกว่าคนที่มีสุขภาพดีเสียอีก
การคัดเลือกนั้นหมายถึงการถูกส่งไปเข้าห้องรมก๊าซพิษหรือถูกฉีดยาพิษหรือกรดเข้าไปที่บริเวณหัวใจ
ดิฉันเคยได้ทราบเรื่องที่นักโทษถูกฉีดด้วยยาพิษหรือกรดนี้จากปากของ
ดร.ปัสเช่ ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งของขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมัน
เมื่อใดก็ตามที่พวกเยอรมันรณรงค์เพื่อทำการคัดเลือกครั้งใหญ่
อันตรายอย่างใหญ่หลวงก็จะมาเยือนคนไข้ในโรงพยาบาลเมื่อนั้น
ในช่วงเวลาเช่นนี้เราก็จะช่วยกันชักจูงผู้ที่ไม่ป่วยหนักให้อยู่ในคุก
ไม่ให้มารับการรักษาพยาบาล
แต่ในระยะแรกๆนักโทษก็ต่างไม่เชื่อว่าการเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลนั้นในที่สุดก็จะถูกคัดเลือกให้ไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
พวกเขาคิดตามประสาซื่อว่าที่พวกเยอรมันมาคัดเลือกตัวนักโทษที่ป่วยในโรงพยาบาลนั้น
ก็เพื่อส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลใหญ่ๆและการที่พวกเยอรมันมาทำการคัดเลือกนักโทษในเวลาเข้าแถวเรียกชื่อนั้น
ก็เป็นความเมตตาที่ต้องการย้ายนักโทษไปอยู่ค่ายอื่นที่ดีกว่า
ก่อนที่จะมีการตั้งโรงพยาบาลดิฉันเคยทำงานกับนายแพทย์คลีนมาพักหนึ่ง
ในช่วงนั้นมีอยู่วันหนึ่งดิฉันได้บอกกับเพื่อนนักโทษว่า
ทุกคนจะต้องไม่แสดงอาการว่าป่วย เพราะผู้ที่ป่วยจะถูกนำไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
ต่อมาวันเดียวกันนั้นดิฉันติดตามนายแพทย์คลีนไปตรวจคนไข้ตามบริเวณต่างๆในค่าย
นายแพทย์คนนี้แตกต่างจากเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสคนอื่นๆครงที่เขาไม่เคยตะโกนขู่ตะคอกใคร
และมีกิริยาวาจาสุภาพเสมอ
ขณะที่กำลังตรวจคนไข้หญิงคนหนึ่งในคุกเก่าของดิฉันอยู่นั้น คนไข้รายนี้ได้กล่าวกับนายแพทย์คลีนว่า
“คุณหมอคะ ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่านมากคะ”
“มีบางคนในค่ายนี้เที่ยวบอกใครต่อใครว่า
ผู้ที่ป่วยจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ จริงหรือคะ?”
นายแพทย์คลีนแสดงสีหน้าแปลกใจ
และได้กล่าวกับหญิงคนไข้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า
“อย่าเชื่อเรื่องเหลวไหลที่เขาพูดกันเลยนะครับ
ใครครับที่เที่ยวปล่อยข่าวลือนี้”
ดิฉันยืนตัวสั่นเหมือนลูกนก
เพราะเมื่อเช้านี้เองดิฉันเป็นผู้บอกเรื่อนี้กับคนป่วยหญิงคนนี้
แต่ดวงของดิฉันยังไม่ถึงฆาต
เพราะหัวหน้าคุกของดิฉันมาช่วยได้ทันก่อนที่ผู้ป่วยจะเผยอะไรออกมา
หัวหน้าคุกของดิฉันทำถลึงตาใส่ผู้ป่วยเป็นเชิงห้ามปรามไม่ให้เธอพูดความจริงออกมา
ผู้ป่วยคนนี้เข้าใจท่าทางเชิงห้ามปรามของหัวหน้าคุกเป็นอย่างดี
เธอจึงออกตัวตอบคำถามนายแพทย์คลีนไปว่า
“ดิฉันไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใครหรือกค่ะ”
เธอพูดออกมาตะกุกตะกัก”ได้ยินแต่เขาพูดๆกันเท่านั้นค่ะ”
จึงเป็นอันว่าดิฉันรอดตัวได้อย่างหวุดหวิด
ในค่ายแห่งอื่นๆก็มีโรงพยาบาลประจำอยู่เหมือนกัน
อย่างเช่นที่ค่ายหน่วยบี. 3 ที่นั่นเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944
มีนักโทษเนรเทศถูกกักกันอยู่ 6,000 คน
แต่เมื่อเทียบกันแล้วในช่วงนี้ค่ายของเรามีนักโทษมากกว่าหลายเท่า
เพราะว่าในค่ายของเราหากรวมจำนวนจากทุกคุกก็มีนักโทษอยู่ถึง 35,000 คน
แต่ที่นั่นเขามีห้องแยกสำหรับคนป่วยโรคติดต่อ
โรงพยาบาลในค่ายแห่งนั้นใหญ่โตกว่าโรงพยาบาลของเราถึง 10 เท่า
และมีแพทย์ประจำการอยู่ถึง 15 คน
อย่างไรก็ตามในค่ายแห่งนั้นสุขลักษณะทั่วไปมีสภาพเลวกว่าในค่ายของเรามากทีเดียว
เพราะไม่มีห้องสุขามิดชิดให้นักโทษใช้
จะหาไม้กระดานมาเรียงต่อกันโยเว้นช่องไว้ให้นักโทษนั่งถ่าย
ไม่มีหลังคามุงและไม่มีฝาผนังกั้น
นักโทษหญิงก็ต้องไปนั่งถ่ายโล่งโจ้งอย่างนั้น
ท่ามกลางสายตาของพวกผู้ชายของหน่วยเอสเอสและนักโทษชายทั้งหลาย
มันออกจะบัดสีบัดเถลิงสิ้นดี
เมื่อใดที่มีคนไข้เป็นโรคติดต่อ
เราก็จะส่งคนไข้รายนั้นไปยังโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วยบี.3 ดังกล่าว
แต่มันก็สร้างความลำบากใจให้แก่เรามิใช่น้อย
เพราะถ้าปล่อยให้คนไข้ป่วยเป็นโรคติดต่ออยู่ในโรงพยาบาลของเราต่อไป ก็นับว่าเสี่ยงกับการแพร่เชื้อติดต่อไปยังคนไข้รายอื่นๆ
แต่ถ้าคนไข้เหล่านั้นถูกส่งไปยังโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วยบี. 3
พวกเขาก็ต้องเสี่ยงกับการถูกคัดเลือกอีก
แต่เขาวางกฎไว้อย่างเคร่งครัดว่า
จะต้องส่งนักโทษที่เป็นโรคติดต่อไปยังค่ายหน่วยบี. 3
ใครที่ไม่ปฏิบัติตามกฎนี้โดยพยายามให้นักโทษเช่นนี้อยู่ในโรงพยาบาลของเราต่อไป
ก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก
นอกจากนั้นเขามีมาตรการจะมาคอยตรวจตราอยู่เสมอ
ถึงกระนั้นก็ตามเราก็อดที่จะละเมิดกฎเพื่อเห็นแก่ชีวิตมนุษย์ตาดำๆด้วยกันไม่ได้
เวลาที่มีการย้ายคนไข้โรคติดต่อโดยอ้างว่าจะนำไปโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งนั้น
เป็นภาพที่ชวนให้เกิดความสงสารเป็นอย่างยิ่ง
พวกคนไข้จะห่มผ้าเดินไปตามถนนใหญ่ของค่าย
ร่างกายสั่นเทาเพราะพิษไข้
เมื่อนักโทษคนอื่นๆเห็นเข้าก็จะไม่ยอมเดินเข้าไปใกล้เพราะกลัวติดโรค
คนไข้เหล่านั้นจะถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลที่ค่ายหน่วย บี. 3
แต่บางพวกจะถูกนำไปขังไว้ในห้องมรณะห้องหนึ่ง
ซึ่งกว้างประมาณ 9-12 ฟุต ต้องนอนที่พื้นห้องนี้เพื่อรอคอยความตาย
ผู้ที่เข้าไปอยู่ในห้องนี้จะถูกลบชื่อออกจากบัญชีของคนป่วย
ไม่มีอาหารรับประทาน ได้แต่นอนรอคอยการเดินทางครั้งสุดท้ายไปสู่ปรโลก
ในที่สุดรถบรรทุกติดตรากาชาดก็มาขนผู้ป่วยเหล่านี้ไป
ในขณะขนนั้นจะถูกจับโยนซ้อนกันในรถบรรทุกเหมือนกับปลากระป๋อง
ไม่มีใครกล้าขัดขืนได้เลย
เสร็จแล้วนเยอรมันที่รับผิดชอบในการขนย้ายคนไข้ก็จะปิดประตูรถบรรทุกขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับ
แล้วรถบรรทุกก็แล่นไปยังจุดหมายปลายทางคือห้องรมก๊าซพิษ
นี่คือสาเหตุที่เราเกรงกลัวไม่ต้องการส่งคนไข้โรคติดต่อไปยังโรงพยาบาลพิเศษตามที่พวกเยอรมันอ้าง
ระบบการบริหารในค่ายไม่เป็นไปตามหลักของการบริหารที่ดี
ดังจะเห็นได้จากคำสั่งต่างๆที่ออกมามักจะขัดกันอยู่เสมอ
ซึ่งก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าแก่ผู้ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้จะเอาอย่างนั้น เดี๋ยววันนี้จะเอาอย่างนี้ ยุ่งกันไปหมด
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ กรณีการคัดเลือก
คนป่วยสังหารในห้องรมก๊าซพิษ วันหนึ่งกำหนดว่าคนป่วยเป็นโรคชนิดนั้นๆจะถูกคัดเลือก
แต่ต่อมาอีกวันหนึ่งก็เปลี่ยนคำสั่งนั้นเสีย
ในกรณีเช่นนี้คนป่วยโรคติดต่อชนิดเดียวกัน เช่น โรคคอตีบ
บางคนอาจจะถูกส่งตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
แต่บางคนอาจจะถูกแยกตัวไปอยู่อีกห้องหนึ่งต่างหาก
โดยมีนักโทษเนรเทศที่เป็นนายแพทย์คอยให้การดูแลรักษาเป็นอย่างดี
ปกติไข้อีดำอีแดงถือว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
ผู้ที่เป็นโรคนี้จะถูกนำตัวไปสังหารทันที
แต่ต่อมาเราสามารถรักษาคนเป็นโรคนี้ให้หายได้ และส่งพวกเขากลับไปอยู่ในคุกตามเดิม
ทำให้มีการแก้ระเบียบกันใหม่ว่า
คนเป็นโรคอีดำอีแดงไม่ต้องถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายกันอีก
จึงทำให้เกิดความสับสนไม่รู้ว่าจะเอากันอย่างไรแน่
คนไข้โรคติดต่อของเราที่ส่งไปยังค่ายหน่วยบี. 3
มีเพียงไม่กี่คนที่หายจากโรคแล้วกลับมาอยู่ในค่ายของเราอีก
คนเหล่านี้แหละได้กลับมาล่าถึงสภาพของค่ายหน่วย บ. 3 ให้พวกเราฟัง
ส่วนผู้ที่ถูกนำไปขังในห้องมรณะแล้วถูกนำตัวไปยังโรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่งนั้น
ไม่เคยมีใครกลับมาค่ายเราอีกแม้แต่คนเดียว
ด้วยเหตุนี้คำว่า โรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่งนั้น
จึงยังเป็นคำที่เราฟังแล้วเกิดความรู้สึกสยองขวัญ
เพราะมันยังคงเป็นคำลึกลับที่ชวนให้คิดว่า
ผู้ที่ไปทุกคนจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ดิฉันได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลค่ายหน่วยบี.3
เกี่ยวกับพยาบาลคนหนึ่งชื่อ อีวา วีสส์ สาวสวยจากประเทศฮังการี
เธอเป็นโรคอีดำอีแดงในขณะที่ทำการพยาบาลคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งนั้น
และก็เป็นช่วงที่มีระเบียบใหม่ออกมาว่า
ใครเป็นโรคนี้จะต้องถูกจับส่งไปรักษาที่ โรงพยาบาลพิเศษแห่งหนึ่ง ที่สำคัญคือ
นายแพทย์ที่วินิจฉัยว่าเธอเป็นโรคนี้เป็นนายแพทย์ชาวเยอรมัน
อีวารู้ตัวเป็นอย่างดีว่าจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษอย่างแน่นอน
และในไม่ช้าจะมีรถพยาบาลปลอมติดตรากาชาดมารับเธอพร้อมกับคนป่วยรายอื่นๆที่ได้ถูกคัดเลือกเอาไว้แล้ว
ผู้ป่วยที่ถูกคัดเลือกในครั้งนี้ต่างก็เกิดความระแวงว่าจะถูกนำไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
ต่างคนก็แสดงอาการเศร้าโศกเสียใจร้องไห้กันระงมอยู่ในห้องชั่วคราวที่ถูกถังเอาไว้
ก่อนที่จะนำไปยังโรงพยาบาลพิเศษแห่งหนึ่ง
“ดิฉันเอาหัวเป็นประกันได้เลยว่า
ไม่มีสิ่งใดที่น่าตื่นตระหนก”อีวา วีสส์กล่าวปลอบผู้ป่วย
“พวกคุณคิดมากกันไปเอง
อันที่จริงแล้วสิ่งต่อไปนี้ต่างหากที่จะเกิดขึ้นกับเรา คือ
เราจะถูกย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น
ซึ่งเขาจะได้ให้การรักษาพยาบาลแก่เราดีกว่าในโรงพยาบาลแห่งนี้ ดิฉันรู้จักสถานที่ตั้งของโรงพยาบาลแห่งนั้นเป็นอย่างดี มันอยู่ในค่ายที่เขากักกันคนชราและเด็ก
พวกพยาบาลที่นั่นล้วนเป็นคนชรา พวกเราบางคนอาจจะพบกับแม่ของตนเองก็ได้
เราน่าจะตระหนักว่ามันเป็นความโชคดีที่จะมีโอกาสไปอยู่โรงพยาบาลแห่งนั้นมากกว่า
จริงไหม?”
“เธอเป็นนางพยาบาล”
คนป่วยรายหนึ่งที่ถูกคัดเลือกต่างเลิกวิตกกังวล
ก่อนที่ประตูรถพยาบาลจะปิดเพื่อนพยาบาลของอีวาหายคนไปยืนโบกมือกล่าวคำอวยพรอีวา
ซึ่งกำลังจะออกเดินทางไปโรงพยาบาลพิเศษอีกแห่งหนึ่ง แต่อนิจจา อีวาวีรสตรีสาว
เธอรู้เป็นอย่างดีว่าจะต้องไปตาย แต่กลับเก็บความรู้สึกส่วนลึกไว้ได้เป็นอย่างดี
แถมยังมีกะใจปลอบเพื่อนร่วมชะตากรรมให้หายวิตกกังวลเสียอีกด้วย
แต่ใครล่ะจะรู้ชะตากรรมของเธอนอกจากตัวเธอเอง
ดิฉันได้พบเห็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอีกมากมาย
ถ้ายกมากล่าวทุกเรื่องคงจะเขียนไม่หวาดไม่ไหว จะขอยกมาเฉพาะเรื่องที่สะเทือนใจมากๆเท่านั้น
ลองติดตามอ่านเรื่องราวต่อไปนี้ซีคะ
มันเป็นเรื่องของเด็กสาวชาวกรีกที่ถูกนำตัวจากคุกข้างเคียงมาหาเรา
เด็กสาวคนนี้แม้ว่าจะป่วยมีร่างกายทรุดโทรมผอมโซ แต่ก็ยังดูสวยสะดุดตา
เธอนั่งนิ่งเหมือนคนใบ้ไม่ยอมตอบคำถามใดๆของพวกเราทั้งสิ้น
เราส่วนใหญ่เป็นแพทย์ผู้ชำนาญด้านศัลยกรรม
แต่เพราะเหตุใดเธอจึงถูกส่งตัวมาให้เรารักษา
ทั้งๆที่บัตรตรวจโรคก็ไม่ได้ระบุไว้แม้แต่น้อยว่าเธอจะต้องรับการผ่าตัด
นั่นเป็นปัญหาที่เรานำมาขบคิดในครั้งแรกที่พบกับเด็กสาวคนนี้
เราเฝ้าสังเกตอยู่ได้ไม่นานก็พบว่า เธอถูกส่งตัวมาผิดที่
ที่จริงเขาควรส่งตัวเธอไปโรงพยาบาลโรคจิตมากกว่า
เพราะเกือบตลอดเวลาเธอจะนั่งทำท่าทางเหมือนกับเป็นคนงานในโรงงานปั่นด้าย
บางครั้งจะหมดสติไปเหมือนกับเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก
ต้องใช้เวลาถึง 1-2 ชั่วโมงกว่าจะช่วยเธอให้ฟื้นขึ้นมาได้
และเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วก็จะส่ายศีรษะไปมา ตาเบิกโพลง
พร้อมกับชูแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องศีรษะ
เหมือนกับว่ากำลังหลบการทุบตีของใครคนหนึ่ง
วันต่อมาเราพบเธอนอนตายอยู่ในโรงพยาบาล
ในคืนที่จะตายนั้นเธอได้ฉีกที่นอนที่ยัดด้วยฟางเพื่อที่จะเอาเส้นฟางมาปั่นเหมือนกับกำลังปั่นด้าย
นอกจากนั้นแล้วเธอก็ยังฉีกกระโปรงขาดเป็นชิ้นๆเพื่อจะนำมาเป็นเส้นด้ายสำหรับใช้กับเครื่องปั่นด้ายที่เธอจินตนาการมันขึ้นมา
ดิฉันเคยเห็นคนตายมามากต่อมาก แต่ก็ไม่เคยเห็นใบหน้าของคนตายคนใดที่จะทำให้สะเทือนใจมากเท่ากับเห็นใบหน้าของเด็กสาวกรีกผู้นี้เลย
เธอคงจะถูกบังคับใช้แรงงานในโรงงานปั่นด้ายแห่งใดแห่งหนึ่งมาเป็นแน่
และคงจะไม่ได้สิ่งใดตอบแทนจากการทำงานอันเหนื่อยยากนั้น
ซ้ำร้ายยังถูกทุบตีอย่างหนักเสียอีกด้วย
เธอก็คงจะเก็บอารมณ์ที่เคยถูกทุบตีอย่างโหดเหี้ยมทารุณไว้ตลอดมา
จนหมดอาลัยตายอยาก รู้สึกกลัวมากจนกระทั่งเป็นบ้า และจบชีวิตลงในสภาพเช่นนี้.
บทที่ 10 อยู่เพื่อดูความโหดร้ายของนาซี
บางครั้งก็มีพวกผู้ชายมารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของเราด้วย
บุคคลเหล่านี้เป็นนักโทษชายที่มาทำงานเป็นกรรมกรในค่ายของผู้หญิง
กว่าจะได้กลับค่ายก็ตอนเย็นๆ ซึ่งเป็นเวลาที่โรงพยาบาลในค่ายของพวกเขาปิดแล้ว
เราไม่สามารถปฏิเสธที่จะให้การรักษาแก่นักโทษชายเหล่านี้ได้
ถึงแม้พวกเยอรมันจะวางกฎห้ามไว้อย่างเคร่งครัดไม่ให้ทำเช่นนั้นก็ตาม
เราจะจะไม้ไส้ระกำได้อย่างไรในเมื่อสาเหตุที่พวกเขาได้รับบาดเจ็บนั้น
เป็นผลสืบเนื่องมาจากอุบัติเหตุในขณะมาทำงานในค่ายของเราแทบทั้งสิ้น
ในบรรดาผู้ชายบาดเจ็บที่มารับบริการจากเรามีผู้ชายสูงอายุชาวฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง
ซึ่งต่อไปนี้ดิฉันจะเรียกนามสมมุติของเขาว่า “แอล”
เขาได้รับบาดเจ็บที่เท้ามากจนต้องมารักษาที่โรงพยาบาลของเราอยู่เป็นประจำ
แอลเป็นคนมีเสน่ห์ที่เราชอบต้อนรับและพูดคุยกับเขามาก
แต่ละครั้งที่มาเขาจะเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ทางทหารและทางการเมืองในยุโรปให้ฟัง
ขณะที่เราให้การรักษาบาดเจ็บทางร่างกายแก่เขา
เขาจะตอบแทนด้วยการเล่าเรื่องที่จะช่วยผ่อนคลายความทุกข์ในใจให้แก่เราด้วย
แอลกลายเป็นแหล่งกระจายและรวบรวมข่าวระดับโลก
อย่างน้อยที่สุดข่าวที่เขาให้แก่เราก็เป็นข่าวจริง ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในทำนองข่าวลือที่เคยได้ฟังจากปากของนักโทษอื่นๆในค่าย
ทัศนะที่แสดงออกมาจากปากของนักโทษอื่นๆมักจะสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
อีกอย่างหนึ่งพวกนักโทษมักจะหมดอาลัยตายอยากไม่อยากพูดอะไรกัน
เพราะถือว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ ในเมื่อจะต้องอยู่ในค่ายกักกันนี้อีกนานแสนนาน
ความคิดของนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์และเบอร์เคเนาถือว่าสงครามเลือดที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมันอยู่ห่างไกลออกไปจนเกือบจะถือได้ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับพวกเขา
อันที่จริงเราก็ไม่ได้เห็นเขารบกันแต่อย่างใด
เพียงแต่บางครั้งได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ซึ่งก็ไม่บ่อยครั้งนัก
และเมื่อสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นมาพวกเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสก็จะวิ่งกันหัวซุกหัวซุนหนีออกจากค่ายไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า
แต่ก่อนจะพากันหนีไปก็จะกวาดต้อนพวกเขาเข้าค่ายแล้วปิดประตูค่ายทุกด้านอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันการหลบหนี
ก็เป็นอันว่าพวกนักโทษเท่านั้นที่ต้องเสี่ยงภัยจากลูกระเบิดส่วนพวกเอสเอสมีโอกาสวิ่งหาที่กำบังหลบภัยได้อย่างสะดวก
ด้วยเหตุที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาดิฉันต้องอยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้นทางจิตใจอย่างหนัก
ดังนั้นข่าวที่แอลนำมาบอกจึงช่วยให้มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นมาก
ในทางด้านร่างกายดิฉันได้รับความสะดวกสบายขึ้นนับตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานในโรงพยาบาล
แต่ในทางจิตใจดิฉันยังแบกทุกข์ไว้เต็มอก ยากที่จะขจัดออกไปได้ง่ายๆ
ดิฉันต้องสูญเสียบิดามารดกับบุตรชายอีก 2 คน
ส่วนสามีก็ยังไม่ได้ข่าวอะไรจากเขาอีกเลย
ซึ่งถ้าหากเขาเป็นอะไรไปอีกคนดิฉันคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้เป็นแน่
ในขณะนั้นสภาพจิตใจของดิฉันพร้อมที่จะฆ่าตัวตายได้ทุกเมื่อ
เพื่อนๆต่างทักว่าดิฉันผ่ายผอมลงไปมากจนน่าวิตก
วันหนึ่งแอลสนทนาอยู่กับดิฉันตามลำพัง
“คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำลายชีวิตของตนเองนะครับ”
แอลกล่าวตำหนิดิฉัน
“แม้คุณจะเห็นว่าชีวิตของคุณมันไม่มีค่าสำหรับตนเอง
แต่คุณมีค่าสำหรับคนอื่นๆอีกมาก ต้องอยู่ต่อไปนะครับ
อยู่เพื่อช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นที่อยู่รอบๆตัวคุณ
คุณอยู่ในฐานะที่จะทำประโยชน์ได้อีกหลายทาง เชื่อผมเถอะครับ ชีวิตนี้ยังมีหวัง
สักวันหนึ่งโชคคงเข้าข้างเรา”
แอลมองดิฉันด้วยสายตาบ่งบอกว่าต้องการสำรวจความจริงใจ
“ผมมีงานอย่างหนึ่งที่จะให้คุณทำ” เขาพูดต่อ
“มันเป็นงานที่ออกจะเสี่ยงอันตรายไปหน่อยแต่ก็เป็นการเสี่ยงที่คุ้มค่า
และที่สำคัญมันเป็นงานที่มีจุดมุ่งหมายมากกว่างานที่ทำเพื่อแลกขนมปังประทังชีวิตไปวันๆอย่างเช่นขณะนี้”
ดิฉันสบตาเขาพร้อมกับรอยยิ้ม
“ดิฉันยินดีช่วยคุณค่ะ” ดิฉันกล่าว”จะให้ดิฉันทำอะไรหรือคะ”
“พวกเราจะมอบหมายงานให้คุณทำ 2 อย่าง” เขากล่าว
“ประการแรก ช่วยกระจายข่าวเท็จให้แก่พวกเรา
ซึ่งเป็นงานสำคัญที่จะบำรุงขวัญของบรรดานักโทษ ตกลงไหมครับ?”
การกระจ่ายข่าวเท็จนั้นเป็นข้อห้ามของชาวเยอรมัน
ถ้าถูกจับได้จะมีโทษหนักถึงตาย แต่ความตายคืออะไรล่ะคะ?เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันก็เหมือนกับตายทั้งเป็นอยู่แล้ว
ดิฉันจึงไม่กลัวมันต่อไป และได้รับปากแอลว่าจะทำงานชิ้นนี้ให้เขาด้วยความเต็มใจ
“ประการที่สอง” เขากล่าวต่อ
“งานประจำของคุณเหมาะที่จะทำหน้าที่เป็นบุรุษไปรษณีย์
จะมีคนนำจดหมายและหีบห่อสิ่งของมามอบให้คุณ
ซึ่งคุณจะต้องทำหน้าที่ส่งให้แก่บุคคลต่างๆตามที่พวกเราจะแนะนำ
แต่จะต้องไม่บอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่กับเพื่อนสนิทของคุณเอง
ในกรณีที่คุณถูกจับและถูกนำตัวไปเค้นสอบสวนจะได้ไม่มีหลักฐานพยานซัดทอดมาถึงคุณ
แต่ถ้าหากถูกจับได้จริงๆพวกมันก็คงจะทรมานคุณเพื่อเค้นให้บอกความจริง
คุณคิดว่าตัวเองจะเข้มแข็งพอที่จะทนต่อการถูกทรมานได้หรือเปล่า?”
เมื่อถึงตอนนี้ดิฉันนิ่งไปพักหนึ่ง
แต่เท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้มันก็ทรมานพอแรงอยู่แล้ว
มันจะมีสิ่งใดที่จะทรมานมากไปกว่านี้อีกล่ะ
และถ้ามันเกิดขึ้นมาดิฉันก็จะพยายามทำใจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
เมื่อคิดๆได้เช่นนี้เลยยอมรับปากแอลว่าจะทำงานอย่างที่สองให้เขา
เขานิ่งคิดอะไรอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวขึ้นว่า
“มีอีกอย่างหนึ่ง
คือเราจะต้องสังเกตทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในค่ายแห่งนี้
แล้วบันทึกสิ่งที่ตนพบเห็นเอาไว้มากที่สุด
เมื่อสงครามยุติลงแล้วก็จะได้นำไปเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้ความจริงที่เกิดขึ้น”
ตั้งแต่นั้นมาดิฉันมีเหตุผลที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะที่เป็นสมาชิกของขบวนการต่อต้านเยอรมันด้วยภาวะจำยอม
ภายหลังจากได้สนทนากับแอลแล้วดิฉันก็ได้มีโอกาสพบปะกับสมาชิกอื่นๆใน
ขบวนการใต้ดินของพวกเรา แต่ก็มีความสัมพันธ์กันเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น
จะไม่พยายามถามชื่อเสียงเรียงนามของกันและกัน
ที่กำหนดมาตรการไว้เช่นนี้ก็เพื่อป้องกันการหักหลังในกรณีที่ใครคนใดคนหนึ่งถูกจับไปทรมานเพื่อให้เปิดเผยชื่อของสมาชิกคนอื่นๆ
ผลจากการติดต่อกับบุคคลต่างๆในขบวนการใต้ดินทำให้ดิฉันได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพมากขึ้นดังนี้
ในระยะแรกผู้ถูกลงโทษประหารชีวิตในค่ายกักกันเบอร์เคเนาจะถูกนำตัวไปยิงทิ้งในป่าแบร์ซินสกี
หรือไม่ก็ถูกนำตัวไปขังที่ห้องรมก๊าซพิษ(บ้านสีขาว) ภายในค่าย
ศพของนักโทษประหารเหล่านี้จะถูกนำไปเผาในหลุมเผาศพ หลังจากปี
ค.ศ. 1941 มีการสร้างเตาเผาศพขนาดใหญ่จำนวน 4 เตา เพื่อใช้เผานักโทษประหาร
แต่โรงงานทำลายมนุษย์แห่งนี้มีผลผลิตดีเด่นมากจนต้องขยายกิจการออกไปอีกอย่างกว้างขวาง
ในช่วงแรกๆทั้งคนยิวและคนเผ่าอื่นๆต่างก็ถูกส่งมาเผาในที่แห่งเดียวกัน
แต่หลังจากเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1943
ห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพถูกเก็บไว้ใช้กับคนยิวและคนยิปซีเท่านั้น
ส่วนพวกเผ่าอารยันจะไม่ถูกส่งมามาประหารชีวิตที่นี่เว้นไว้แต่กรณีต้องการแก้เผ็ดหรือในกรณีเกิดความผิดพลาดบางประการ
แต่โดยทั่วๆไปพวกเผ่าอารยันจะถูกนำตัวไปสังหารด้วยการถูกยิงเป้า นำไปแขวนคอ
หรือฉีดด้วยยาพิษ
ในบรรดาเตาเผาศพ 4 เตาในค่ายเบอร์เคเนา มี 2
เตามีขนาดใหญ่มาก สามารถเผาศพได้ครั้งละมากๆแต่ละเตามีช่องเปิดปิดขนาดใหญ่ถึง 120
ช่อง แต่ละช่องบรรจุศพได้ 3 ศพ
นั่นหมายความว่าครั้งหนึ่งๆเตาเผาศพมีขีดความสามารถเผาได้ถึง 360 ศพ
นั่นเป็นเพียงระยะเริ่มต้นของผลผลิตของพวกนาซีเท่านั้น
เรามาลองคำนวณดูก็ได้ ในทุกครึ่งชั่วโมงจะมีศพถูกเผา 360 ศพ
1 ชั่วโมงเผาได้ 720 ศพ ใน 24 ชั่วโมงจะเผาได้ถึง 17,280 ศพ
และเตาเหล่านี้จะทำหน้าที่เผาตลอดทั้งคืนทั้งวันโดยไม่มีการหยุดพัก
แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้เอาจำนวนศพที่ถูกเผาในหลุมเผาศพมานับรวมกับจำนวนดังกล่าว
ซึ่งวันหนึ่งๆจะเผาศพได้ประมาณ 8,000 ศพ
เมื่อนำทั้งสองจำนวนมาบวกกันก็จะมีศพคนตายถูกเผาวันหนึ่งประมาณ
25,280 ศพ
นับว่าเป็นตัวเลขการผลิตที่น่าพึงพอใจในอุตสาหกรรมทำลายล้างมนุษยชาติของนาซี
ใช่ไหมคะ?
ในขณะอยู่ในค่ายดิฉันได้สถิติตัวเลขจำนวนของขบวนรถไฟที่บรรทุกนักโทษมาที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาในระหว่างปี
ค.ศ. 1942-1943
ซึ่งปัจจุบันนี้ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบจำนวนแน่นอนของขบวนรถไฟเหล่านั้นแล้ว
และในการพิจารณาคดีอาชญากรสงครามก็ได้ใช้ตัวเลขเหล่านี้ไปยืนยันเป็นหลักฐานในศาลแล้ว
ดิฉันใคร่ขอยกตัวอย่างมากล่าวในบทนี้ดังนี้
ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1943
มีรถไฟบรรทุกนักโทษมาที่ค่ายเบอร์เคเนาวันละ 2-3 ขบวน
แต่ละขบวนพ่วงตู้รถไฟมาประมาณ 30-50 ตู้
นักโทษส่วนใหญ่เป็นชาวยิวแต่ก็มีศัตรูกลุ่มอื่นของรัฐบาลนาซีอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง
เช่น นักโทษการเมืองทุกสัญชาติ อาชญากรธรรมดา และเชลยศึกชาวรัสเซีย
แต่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาจัดไว้เป็นพิเศษเพื่อทำลายล้างชาวยิวในทวีปยุโรปโดยเฉพาะ
ซึ่งพวกเยอรมันถือว่าชาวยิวเป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่งตามลัทธินาซี
จึงนำชาวยิวเหล่านี้มาฆ่าและเผาในเตาเผาศพเป็นจำนวนหลายล้านคน
บางครั้งมีศพมากจนเกินขีดความสามารถชองเตาเผาศพจะทำงานได้ทัน
แม้ว่าในความเป็นจริงมันจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม
ก็จะนำศพที่เผาไม่ทันไปเผาในหลุมเผาศพซึ่งเป็นหลุมยาวประมาณ 60 หลา กว้างประมาณ 4
หลา
มีช่วงหนึ่งที่มีขบวนรถไฟมายังค่าย 2 แห่งนี้มากเป็นพิเศษ
คือ ในปี ค.ศ. 1943 มียิวสัญชาติกรีกถูกส่งตัวมาที่ค่ายเบอร์เคเนาถึง 47,000 คน
ในจำนวนนี้ถูกสังหารในทันทีที่มาถึงจำนวน 39,000
คนที่เหลือถูกนำตัวไปขังไว้ในค่ายและตายไปเรื่อยๆเพราะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศ
ปกติคนกรีกและคนอิตาเลียนจะปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวและความยากลำบากอื่นๆไม่ค่อยได้
ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะอดอยากมาก่อนที่จะถูกส่งตัวมาอยู่ในค่าย
ในปี ค.ศ. 1944 เป็นช่วงที่ชาวยิวที่อยู่ในประเทศฮังการีถูกนำตัวมาที่ค่ายแห่งนี้และถูกสังหารไปเป็นจำนวนกว่า
50,000 คน
ดิฉันมีตัวเลขเฉพาะในเดือนพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม ปี
ค.ศ. 1944
ตัวเลขนี้ได้มาจากนายแพทย์ปัสเช่นายแพทย์ชาวฝรั่งเศส
ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเตาเผาศพ
เขาจึงอยู่ในฐานะที่จะเก็บสถิติอัตราการเผาศพได้เป็นอย่างดี ตัวเลขที่รวบรวมได้มีดังนี้
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 360,000 ศพ
ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 512,000 ศพ
ในช่วงวันที่ 1-26 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 เผาศพจำนวน 442,000 ศพ
รวมศพที่ถูกเผา 1,314,000 ศพ
จะเห็นได้ว่าในช่วงไม่ถึง 3 เดือน
พวกเยอรมันทำการประหารชีวิตนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์และเบอร์เคเนาไปเป็นจำนวนกว่า
1,300,000 คน
ดิฉันได้มีโอกาสพบเห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาของตนเอง
ในขณะที่รถไฟบรรทุกผู้ถูกเนรเทศมาที่สถานี วันนั้นดิฉันพร้อมกับนักโทษอีก 3
คนได้รับคำสั่งให้ไปรับผ้าห่มมาใช้ในโรงพยาบาล
เมื่อเราไปถึงสถานีรถไฟก็เป็นเวลาเดียวกับขบวนรถไฟขบวนหนึ่งเข้าเทียบชานชาลา
บรรดามนุษย์ที่มีตัวมอมแมมและหิวโหยกำลังทยอยลงจากตู้บรรทุกสัตว์
ซึ่งแต่ละตู้มีจำนวนที่แออัดแน่นกว่า 100 คน
ฝูงมนุษย์ที่น่าสงสารเหล่านี้ได้ร้องตะโกนเป็นภาษายุโรปเกือบทุกภาษา
คือ ฝรั่งเศส โรมาเนีย โปแลนด์ เชโก ดัตช์ กรีก อิตาลี และภาษาอื่นๆที่ฟังไม่ออก
“น้ำ น้า ขอน้ำดื่มหน่อย”
เมื่อตอนที่เราไปถึงสถานีรถไฟในช่วงแรกนั้นเป็นเวลาที่มีหมอกลงจัด
มองเห็นอะไรไม่ค่อยชัดนัก จึงไม่สามารถแยกแยะอะไรเป็นอะไรได้
ถึงกระนั้นก็ตามก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าสิ่งทีเราเห็นนั้นมันเป็นความจริง
ต่อมาเมื่อชินกับทัศนวิสัยจึงพอที่จะเห็นอะไรชัดเจนยิ่งขึ้น
ดิฉันจำหัวหน้าหน่วยเอสเอสบางคนได้ เช่น นายกราเมอร์
บุรุษซึ่งหนังสือพิมพ์ให้สมญานามว่า “สัตว์ร้ายแห่งเบลเซ่น” เพราะความที่เขาเป็นคนมีอิทธิพลมากนั่นเอง
นายกราเมอร์กำลังเดินตรวจเชลยผู้ถูกเนรเทศเหล่านั้นอยู่
ดิฉันเห็นหน้าเขาเมื่อใดก็มีความรู้สึกเหมือนกับเห็นอสรพิษ
ยังจำรอยยิ้มนิดๆที่มุมปากของเขาได้เป็นอย่างดี
มันเป็นรอยยิ้มแสดงออกถึงความพึงพอใจ
ในขณะที่เขามองดูมวลมนุษย์ซึ่งตกมาอยู่ในเงื้อมมือของเขา
ขณะที่ผู้ถูกเนรเทศลงจากรถไฟก็มีวงออร์เคสตร้าประจำค่าย
ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นคือนักโทษในชุดนอนที่ขาดกะรุ่งกะริ่งมาบรรเลงเพลงต้อนรับผู้มาใหม่
ห้องรมก๊าซพิษได้ถูกตระเตรียมรอไว้แล้ว
แต่จำเป็นต้องใช้วงดนตรีมาขับกล่อมเพื่อปลอบขวัญเหยื่อรายใหม่
ในขณะที่วงดนตรีบรรเลงอยู่นั้นเจ้าหน้าที่ก็ทำการเลือกนักโทษที่มาใหม่ผสานไปเสียงดนตรีจังหวะต่างๆ
อีกมุมหนึ่งของสถานีรถไฟมีรถพยาบาลหลายคันมารอรับคนป่วยและคนชราอยู่
ดังเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังแล้วถึงกระบวนการคัดเลือกนักโทษที่มาถึงสถานีรถไฟเป็นครั้งแรก
คราวนี้จะกล่าวแต้เพียงย่นย่อ คือ คนชรา คนป่วย
และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จะถูกคัดให้ไปอยู่ทางซ้ายมือ
ส่วนพวกอื่นๆจะถูกคัดให้ไปอยู่ทางขวามือ
ผู้ที่อยู่ทางซ้ายมือหมายถึงผู้ที่จะถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพ
ส่วนผู้ที่อยู่ทางขวามือคือพวกที่จะถูกส่งไปคุมขังที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์
ในกระบวนการคัดเลือกคนไปสังหารนี้เขาทำกันอย่างแนบเนียนมาก
แม้แต่กองกำลังของหน่วยเอสเอสก็สุภาพเรียบร้อยเคารพในกฎกติกาที่วางไว้
เพื่อให้ผู้ถูกเนรเทศไม่ระแวงสงสัย
เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสเหล่านี้จะละเว้นการกระทำการรุนแรงใดๆต่อผู้ถูกเนรเทศ
ด้วยการใช้กลยุทธ์เช่นนี้จึงไม่จำเป็นต้องมียามรักษาการณ์มากมาย
มีเพียงไม่กี่คนก็สามารถรักษาความสงบในหมู่คนเป็นพันๆที่กำลังจะถูกนำไปสังหารได้
ภาพที่น่าสะเทือนใจปรากฏขึ้นเมื่อมีการแยกตัวผู้ถูกเนรเทศออกจากกัน
แต่พวกนาซียังคงแสดงความใจดีให้ปรากฏในสายตาของผู้ถูกเนรเทศต่อไป
เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งยืนยันว่าเธอไม่ต้องการแยกมารดาผู้ชราภาพไป
พวกนาซียินยอมให้เธอไปอยู่กับบุคคลที่ต้องการได้
ทั้งมารดาและบุตรสาวได้รับอนุญาตให้ไปอยู่ทางซ้ายมือ
นั่นคือไปสู่ความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ในขณะที่ดนตรีกำลังบรรเลงอยู่นั้นเองนักโทษที่ถูกส่งมาจากค่ายก็กุลีกุจอรวบรวมกระเป๋าเดินทางของบรรดาผู้ถูกเนรเทศ
ซึ่งภาพที่เห็นอยู่นั้นชวนให้ผู้ถูกเนรเทศเชื่อว่าพวกเขาจะได้สิ่งของของตนคืนเมื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
นักโทษที่ส่งมาจากค่ายอีกกลุ่มหนึ่งนำคนป่วยขึ้นรถพยาบาลติดตรากาชาด
พวกเขาจัดการกับคนป่วยด้วยความนุ่มนวล
แต่เมื่อลับสายตาของกลุ่มผู้ถูกเนรเทศพฤติกรรมของนักโทษจากหน่วยเอสเอสจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาจะจับคนป่วยโยนใส่รถบรรทุกขนาดใหญ่เหมือนกับโยนกระสอบมันสำปะหลัง
สาเหตุที่ต้องนำคนป่วยไปใส่รถบรรทุกนั้นก็เพราะรถพยาบาลมีคนป่วยเต็มหมดแล้ว
เมื่อโยนคนป่วยทุกคนขึ้นรถบรรทุกแล้ว
ขณะที่คนป่วยกำลังร้องครวญครางดังระงมอยู่นั้น
ขบวนรถบรรทุกมรณภัยก็เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าตรงไปยังเตาเผาศพ
สำหรับชะตากรรมของผู้ถูกเนรเทศที่ถูกคัดเลือกตัวไปไว้ทางซ้ายมือนั้น
จากหลักฐานที่ได้มาโดยตรงจากนายแพทย์ปัสเช่และคนอื่นๆในขบวนการใต้ดิน
พอจะบรรยายให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพในช่วงสุดท้ายของการมีชีวิตของคนเหล่านี้ได้ดังนี้
ขณะเสียงเพลงจากวงดนตรีอันไพเราะเพราะพริ้งจากวงออร์เคสตร้ากำลังกังวานอยู่นั้น
ขบวนรถบรรทุกของบรรดาผู้ถูกตัดสินประหารชีวิต
ก็แล่นออกจากสถานีรถไฟมุ่งไปยังค่ายเบอร์เคเนา
พวกเขาไม่เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยว่ากำลังจะถูกนำตัวไปสังหาร
เมื่อเห็นอาคารอิฐเรียงรายอยู่ตามรายทางต่างก็เข้าใจว่าเป็นโรงพยาบาล
ส่วยกองกำลังทหารหน่วยเอสเอสที่ร่วมเดินทางไปกับคนเหล่านี้ก็ยังคงปฏิบัติตนอย่างแนบเนียนอยู่ต่อไป
ซึ่งตามปกติในเวลาที่ทำการคัดเลือกนักโทษในค่าย พวกนี้จะไม่สุภาพเรียบร้อยอย่างนี้
ในเวลานี้พวกเขาถือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตนต่อผู้มาใหม่ให้ดีเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายที่ได้วางไว้
เมื่อเดินทางถึงค่ายผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตเหล่านี้ก็ถูกนำตัวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดินเรียกกันว่าโลคัลบี(Local B) ซึ่งมีลักษณะเหมือนห้องน้ำ อุโมงค์นี้จุคนได้ถึง 2,000 คน
เมื่อทุกคนเข้าไปในห้องใต้ดินแล้ว
ผู้อำนวยการห้องอาบน้ำ ซึ่งอยู่ในชุดกระโปรงสีขาว
ก็แจกผ้าเช็ดตัวและสบู่ให้แก่ทุกคน ซึ่งก็เป็นรายการแสดงละครตบตาอีกฉากหนึ่ง
เสร็จแล้วนักโทษก็ถอดเสื้อผ้าแขวนไว้ละวางของมีค่าไว้บนโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง
ใต้ไม้แขวนเสื้อมีป้ายโลหะเขียนเป็นภาษายุโรปทุกภาษาความว่า
“ถ้าท่านต้องการเสื้อผ้าของท่านเมื่อออกจากห้องน้ำแล้ว
กรุณาแจ้งหมายเลขหมายแขวนที่ท่านแขวนเสื้อผ้าไว้ด้วย”
ห้องน้ำที่นักโทษประหารเตรียมตัวจะเข้าไปนั้นแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ห้องน้ำแต่อย่างใด
แต่มันเป็นห้องรมก๊าซพิษอยู่ทางซ้ายมือของห้องใต้ดิน
ห้องนี้ติดตั้งอุปกรณ์ของห้องน้ำแบบฝักบัวเอาไว้มากมาย
แต่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่ทำงานและไม่มีน้ำไหลออกมาจากฝักบัว
ครั้นนักโทษประหารเข้าไปอยู่ในห้องรมก๊าซพิษเรียบร้อยแล้ว
พวกเยอรมันก็จะถอดหน้ากากเลิกเล่นละครตบตาทันที
ขณะนี้ไม่จำเป็นจะต้องใช้วิธีการนั้นอีกต่อไปแล้ว
เพราะเหยื่อสังหารทุกคนไม่สามารถหลบหนีหรือทำการขัดขืนใดๆได้
บางครั้งนักโทษประหารเกิดสังหรณ์ใจรีบวิ่งมาที่ประตูทางออกห้อง
พวกเยอรมันก็จะผลักคนที่วิ่งออกมาให้เข้าไปในห้องตามเดิม
ถ้ายังขัดขืนอยู่ก็อาจใช้ปืนพกยิงเข้าไปในหมู่นักโทษเหล่านั้น
นักโทษทั้งหมดจะแออัดยัดเยียดอยู่ในห้องรมก๊าซพิษนั้น
ส่วนพวกทารกที่ยังอยู่นอกห้องก็จะถูกจับเหวี่ยงข้ามศีรษะของบรรดานักโทษที่เป็นผู้ใหญ่เข้าไป
แล้วประตูห้องรมก๊าซพิษก็จะถูกปิดตายแล้วภาพอันสยดสยองก็อุบัติขึ้นในห้องรมก๊าซพิษ
ในระยะแรกๆนักโทษผู้น่าสงสารอาจจะยังไม่ทราบว่ามันเป็นห้องรมก๊าซพิษ
ทั้งนี้เพราะพวกเยอรมันจะยังไม่เปิดก๊าซพิษออกมาในทันที แต่จะรออยู่สักระยะหนึ่ง
ที่ต้องรอก็เพราะผู้เชี่ยวชาญทางด้านก๊าซพิษบอกว่า
จำเป็นจะต้องปล่อยให้ภายในห้องนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นสัก 1 หรือ 2 องศาเสียก่อน
ซึ่งความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้จะได้จากไออุ่นในร่างกายของมนุษย์ที่เข้าไปแออัดอยู่ในห้อง
เมื่อในห้องมีความร้อนเพิ่มขึ้นจะทำให้ก๊าซพิษมีประสิทธิภาพในการกระจายตัวมากยิ่งขึ้น
ขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้นนั้นอากาศภายในห้องก็จะมีไม่พอหายใจ
กล่าวกันว่าในช่วงนี้นักโทษจำนวนหนึ่งจะเสียชีวิตก่อนที่จะมีการปล่อยก๊าซพิษออกมาเสียอีกเนื่องจากรู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก
บนเพดานของห้องรมก๊าซพิษมีช่องสี่เหลี่ยมอยู่ช่องหนึ่งซึ่งติดลูกกรงและครอบกระจกเอาไว้
เมื่อถึงเวลาปล่อยก๊าซพิษจะมียามรักษาการณ์ของหน่วยเอสเอสคนหนึ่งสวมหน้ากากป้องกันก๊าซพิษมาเปิดช่องสี่เหลี่ยมนี้ออก
แล้วใช้กระบอกฉีดทำการฉีดไซโคลน-บีเข้าไปในห้อง ซึ่งไซโคลน-บีนี้เป็นก๊าซชนิดหนึ่งที่มีสารไซยาไนด์เป็นส่วนผสม
กาซชนิดนี้ทำจากเมืองเดสซอ
ไซโคลน-บีนี้ กล่าวกันว่าเป็นก๊าซพิษที่มีความร้ายแรงมาก แต่บางครั้งก็ใช้ไม่ได้ผลอย่างเต็มที่
ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะมีจำนวนคนที่จะต้องถูกประหารชีวิตมากเกินไป
จึงทำให้ชาวเยอรมันใช้ก๊าซไซโคลน-บีอย่างประหยัด
อีกประการหนึ่งนั้น
อาจจะเป็นเพราะนักโทษประหารบางคนมีความต้านทานสูง
เพราะมีนักโทษประหารบางคนรอดชีวิตอยู่ได้
แต่อย่างไรก็ดีพวกเยอรมันจะไม่ปรานีต่อคนที่รอดชีวิตเหล่านี้
จะนำเหยื่อสังหารที่กำลังหายใจร่อแร่เหล่านี้ไปยัดเข้าเตาเผาศพทั้งเป็น
จากหลักฐานที่ได้จากอดีตนักโทษที่ค่ายเบอร์เคเนา ทราบว่า
ในวันทำพิธีเปิดเตาเผาศพและห้องรมก๊าซพิษ
มีบุคคลสำคัญของนาซีที่เป็นนักการเมืองและอื่นๆไปร่วมในพิธีเป็นจำนวนมาก
รายงานกล่าวว่า
พวกนาซีเหล่านี้ต่างแสดงออกถึงความชื่นชมยินดีเมื่อเห็นว่าโรงงานกำจัดมนุษยชาติเหล่านี้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ในวันทำพิธีเปิดดังกล่าวมีชาวยิวจากประเทศโปแลนด์ถูกสังหารไป
12,000 คน เพื่อสังเวยความบ้าคลั่งของนาซี
พวกเยอรมันปล่อยให้ผู้ถูกเนรเทศมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่พันคน
เพื่อให้ผู้มีชีวิตเหล่านี้อำนวยประโยชน์ช่วยทำลายล้างผู้ถูกเนรเทศอื่นๆอีกหลายล้านคน
กล่าวคือ เพื่อให้เหล่านี้เป็นสัปเหร่อ
ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า พวกซอนเดอร์กอมมานโด ในแต่ละเตาเผาศพจะมีสัปเหร่อพวกนี้อยู่แห่งละ
300-400 คน โดยมีหน้าที่สำคัญคือจัดการนำนักโทษประหารไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
เมื่อนักโทษเสียชีวิตแล้วก็จะทำหน้าที่โยนศพเหล่านั้นออกมาจากห้องรมก๊าซพิษ
ส่วนพวกซอนเดอร์กอมมานโดที่เป็นแพทย์และทันตแพทย์
จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พิเศษอีกอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะทันตแพทย์จะทำหน้าที่เปิดปากศพ
แกะเงินทองที่เลี่ยมอยู่ในฟันออกมา เพื่อรวบรวมส่งไปให้รัฐบาลเยอรมัน
ส่วนเจ้าหน้าที่ซอนเดอร์กอมมานโดอื่นๆจะทำหน้าที่ตัดผมศพเพื่อนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำฟูกและอุตสาหกรรมอื่นๆ
นายแพทย์ปัสเช่ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกเกณฑ์เข้าไปทำงานในหน่วยสัปเหร่อ
เป็นผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานประจำวันของเจ้าหน้าที่หน่วยนี้แก่ดิฉัน
เขาเองได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์
คอยดูแลรักษาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในหน่วยงานนี้
ในขณะเดียวกันเขาก็ทำงานให้กับขบวนการต่อต้านเยอรมันอีกด้วย
เขาต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆเหล่านี้
และเขาจะบอกข้อมูลเหล่านี้แก่คนที่เขาไว้ใจได้เท่านั้น
โดยเขาได้ตั้งความหวังไว้ว่า
วันหนึ่งข้างหน้าตัวเลขข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาเปิดเผยให้ชาวโลกได้รู้
เขารู้ตัวเป็นอย่างดีว่าตนเองอาจจะถูกจับได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น
ต่อมาเขาได้ถูก”เก็บ”ก่อนที่ฝ่ายพันธมิตรจะเข้าไปปลดปล่อยค่ายเอาส์ชวิตซ์
จากรายงานของผู้เห็นเหตุการณ์ที่นายแพทย์ปัสเช่บันทึกไว้ได้แสดงให้เห็นภาพที่น่าสมเพชเวทนาในห้องรมก๊าซพิษ
ในตอนที่เจ้าหน้าที่เปิดประตูห้องก๊าซพิษออกมานั้น
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือศพซ้อนกันระเนระนาด
แสดงว่าก่อนสิ้นใจนักโทษประหารบางคนกระเสือกกระสนเอามือขยุ้มนักโทษคนอื่นๆจนเล็บฝังลงไปในเนื้อค้างคาอยู่อย่างนั้น
สภาพของศพโดยทั่วไปลำตัวแข็งเก็งกอดกันแน่นจนแยกออกจากกันลำบาก
ต้องทำขอเกี่ยวชนิดพิเศษเพื่อใช้เกี่ยวศพลากออกมาทีละศพๆ
ครั้นนำศพออกจากห้องรมก๊าซพิษได้แล้ว
ก็จะนำขึ้นรถบรรทุกไปที่เตาเผาศพ ในช่วงนี้จะมีนักโทษบางคนยังไม่ตาย
แต่ก็จะได้รับการปฏิบัติเหมือนกับคนตาย โดยจะถูกนำไปเผาพร้อมกับศพคนตายรายอื่นๆ
เมื่อนำศพไปถึงเตาเผาแล้วก็จะคัดศพเด็กใส่ในเตาเผาก่อนแล้วจึงเป็นศพคนอ้วนและคนผอมตามลำดับ
ก่อนที่จะยัดศพเข้าเตาเผาเจ้าหน้าที่ฝ่ายริบทรัพย์ที่ยังติดอยู่กับศพก็จะทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง
โดยทันตแพทย์จะแกะทองและเงินที่ยังเหลืออยู่ออกจากฟันของศพ
ส่วนเจ้าหน้าซอนเดอร์กอมมานโดอื่นๆทำการรูดแหวนออกจากนิ้วมือศพ
ทั้งนี้เพราะในตอนที่เข้าห้องรมก๊าซพิษนั้นยังมีนักโทษบางคนไม่ยอมถอดมันออก
สรุปได้ว่าพวกเยอรมันไม่ต้องการให้ของมีค่าใดๆไหม้ไปพร้อมกับศพ
พวกเยอรมันรู้จักวิธีการที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดประโยชน์
ในกรณีเผาศพก็เช่นเดียวกัน
พวกเขาจะให้เจ้าหน้าที่นำถังใบใหญ่มาตักนำมันคนที่ละลายออกจากศพในตอนที่ถูกไฟไหม้
จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าสบู่ที่ใช้อยู่ในค่ายมีกลิ่นทะแม่งๆเหมือนกับไขมันสัตว์อะไรสักอย่าง
นอกจากนั้นไส้กรอกที่นำไปเลี้ยงนักโทษในค่ายก็น่าจะทำมาจากเนื้อคนตายนี่เอง
ขี้เถ้าเผาศพพวกเขาก็นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์
โยนำไปใช้ทำปุ๋ยในเรือกสวนในบริเวณรอบๆค่าย
ที่เหลือจากทำปุ๋ยก็นำบรรทุกรถไปทิ้งลงในแม่น้ำวิสตูลาให้มันล่องลอยไปตามกระแสน้ำ
งานของสัปเหร่อเป็นงานหนักเอาการ วันหนึ่งๆต้องผลัดกันทำงาน
2 ผลัดๆละ 12 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่เหล่านี้มีที่อยู่อาศัยเป็นพิเศษในค่าย
และห้ามติดต่อกับนักโทษอื่นๆโดยเด็ดขาด
บางครั้งเมื่อถูกลงโทษจะไม่ได้ได้รับอนุญาตให้กลับไปค่ายพัก
แต่จะให้พักอยู่ในอาคารเผาศพนั้นเอง การอยู่ที่นั่นคงจะอบอุ่นดีเหมือนกัน
แต่เวลากินเวลานอนคงจะผะอืดผะอมไม่น้อยเลยทีเดียว
ชีวิตของพวกที่ทำงานเป็นสัปเหร่อก็เหมือนกับคนตกนรกทั้งเป็น
มีหลายคนทำงานนานๆไปถึงกับเสียสติไปก็มี เพราะบางทีสามีอาจถูกบังคับให้เผาภรรยา
บิดาถูกบังคับให้เผาบุตร บุตรถูกบังคับให้เผาบิดามารดา
พี่ชายน้องชายถูกบังคับให้เผาพี่สาวน้องสาว เป็นต้น
พวกสัปเหร่อเมื่อทำงานได้ 3-4 เดือนก็จะถึงวาระของตัวเองบ้าง
โดยพวกเยอรมันจะวางแผนให้สัปเหร่อใหม่นำสัปเหร่อเก่าไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษ
แล้วนำไปเผาในเตาเผาศพที่พวกเขาเคยเผาคนอื่นๆ
โรงงานกำจัดมนุษยชาติทำงานอยู่อย่างไม่ไม่หยุดหย่อน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรใหม่อยู่เรื่อยๆก็ตาม
ดิฉันจึงต้องการมีชีวิตอยู่ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
1.เพื่อทำงานให้กับขบวนการต่อต้านเยอรมันและช่วยขบวนการนี้จนสุดความสามารถ
2.เพื่อฝันและสวดมนต์อ้อนวอนให้ถึงวันที่ตัวเองได้รับอิสรภาพและสามารถบอกกับชาวโลกว่า
“นี่คือสิ่งที่ดิฉันได้เห็นมากับตา ซึ่งคนรุ่นหลังจะต้องจดจำไว้และอย่ายอมให้มันเกิดขึ้นได้อีกเป็นอันขาด
บทที่ 11 คลังมหาสมบัติ “แคนาดา”
ที่ค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนามีอาคารอยู่หลังหนึ่งเรียกกันว่า”แคนาดา”
ภายในอาคารหลังนี้ใช้เป็นที่เก็บเสื้อผ้าและสมบัติต่างๆที่ยึดมาจากเชลยผู้ถูกเนรเทศมา
ในขณะที่เดินทางมาถึงสถานีรถไฟ ในช่วงที่เข้าห้องรมก๊าซพิษ
หรือในช่วงที่เป็นศพนำตัวไปที่ห้องเก็บก่อนเขาเตาเผา
อาคารแคนาดากลายเป็นคลังมหาสมบัติเนื่องจากพวกเยอรมันสนับสนุนให้ผู้ถูกเนรเทศนำของมีค่าติดตัวมาจากบ้าน
โดยพวกเขาจะบอกผู้ถูกเนรเทศก่อนออกเดินทางว่าการนำของมีค่าติดตัวไปด้วยสามารถกระทำได้ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด
การชี้แนะทางอ้อมเช่นนี้ได้ผลดีมากกว่าการแนะนำไปตรงๆว่าผู้ถูกเนรเทศควรนำเครื่องประดับมีค่าติดตัวไปด้วย
เพราะการแนะนำเช่นนั้นอาจจะทำให้เกิดความสงสัยได้
โดยปกติผู้ถูกเนรเทศจะนำสิ่งของมีค่าติดตัวกันมาอย่างเต็มที่
เพราะหวังจะใช้ของมีค่านั้นซื้อความสะดวกสบายจากเจ้าหน้าที่เยอรมัน
ในกระเป๋าเดินทางของผู้ถูกเนรเทศจะมีสิ่งของเกือบทุกอย่าง
เช่น ยาสูบ เสื้อแจ็คเก็ตขนสัตว์ หมูแฮมรมควัน จักรเย็บผ้าแบบหูหิ้ว ฯลฯ
สิ่งของเหล่านี้จะถูกเจ้าหน้าที่ริบทรัพย์ประจำค่ายยึดเอามาเก็บไว้ในคลังแคนาดาทั้งสิ้น
ในคลังแคนาดามีผู้ชำนาญในการค้นหาทรัพย์ที่นักโทษซุกซ่อนมาในกระเป๋า
พวกเขาจะค้นจนทั่วทุกซอกทุกมุม ผลก็คือสามารถรวบรวมสิ่งของได้อย่างมากมาย
เพราะผลที่เห็นทันทาเช่นนี้ทำให้พวกเยอรมันไม่เสียดายกำลังพลเหมือนในที่อื่นๆ
ได้จัดกำลังพลมาทำหน้าที่มากมาย เป็นเจ้าหน้าที่ชาย 1,200 คน
เป็นเจ้าหน้าที่หญิง 2,000 คน ทุกสัปดาห์จะมีรถไฟอย่างน้อย 1
ขบวนเดินทางออกจากค่ายเอาส์ชวิตซ์ไปประเทศเยอรมัน
ซึ่งแต่ละขบวนบรรทุกสิ่งของที่ยึดจากนักทาเหล่านี้เต็มเพียบ
นอกจากสิ่งของต่างๆที่ยึดจากกระเป๋าเดินทางของนักโทษแล้ว
ก็ยังมีสิ่งมีค่าอีกอย่างหนึ่งที่นำมาเก็บไว้ในคลังแห่งนี้
สิ่งนั้นคือผมที่ตัดจากนักโทษและจากศพของคนตาย
ในบรรดาสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในคลังแคนาดา
สิ่งที่เห็นแล้วเกิดความสะเทือนใจมากที่สุดก็คือรถเข็นเด็กที่นำมาเก็บเรียงรายเอาไว้
แสดงว่าพวกเยอรมันได้สังหารเด็กทารกไปเป็นจำนวนมากมาย
ที่สำหรับเก็บรองเท้าและของเล่นของเด็กทารกก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เห็นแล้วเกิดความหดหู่ใจเป็นที่สุด
นักโทษคนใดได้เป็นเจ้าหน้าที่หรือคนงานในคลังแคนาดาถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้มักจะฉวยโอกาสขโมยสิ่งของในคลังไปเป็นของตน
แม้จะเสี่ยงกับการถูกลงโทษอย่างหนักก็ตาม
แต่เมื่อพวกเยอรมันทำอย่างนั้นบ้างจะไม่ถูกลงโทษแต่อย่างใด
พวกนี้มักจะมาตรวจดูสิ่งของในคลังอยู่เสมอ เวลากลับก็จะหยิบฉวยของมีค่า เช่น
เครื่องเพชร เครื่องประดับทองคำ กล้องถ่ายรูป และกล่องบุหรี่ เป็นต้น
พนักงานส่วนใหญ่ขโมยสิ่งของเพื่อนำไปแลกกับเสรีภาพของตน
ในช่วงที่ดิฉันอยู่ในค่ายมีพนักงานหลายคนขโมยสิ่งของจากคลังแคนาดานำไปติดสินบนเจ้าหน้าที่เยอรมันเพื่อปล่อยให้หลบหนีไปจากค่ายอย่างสะดวก
แต่ก็หนีไปไม่ได้แม้แต่รายเดียว
คือพวกเยอรมันจะรับสินบนของคนเหล่านั้นไว้
แต่เมื่อเวลาหนีแทนที่จะอำนวยความสะดวกให้ผู้ติดสินบนได้หนีกลับหักหลังยิ่งคนเหล่านี้ทิ้งราวกับสุนัขถูกตามล่า
ปกติสิ่งของที่ถูกขโมยจากคลังแคนาดาจะถูกนำไปจำหน่ายในตลาดมืดที่มีอยู่ในค่าย
ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการห้ามเด็ดขาดอย่างไร
พวกเราก็ยังแอบไปหาซื้อสินค้าในตลลาดมืดกัน
ซึ่งราคาสินค้าขึ้นอยู่กับว่าหายากหรือไม่ มีแจกจ่ายในค่ายพอหรือไม่
อัตราการเสี่ยงที่จะได้มามีมากเพียงใด
ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกในที่เนยเทียมเนยแท้และเนื้อสัตว์มีราคาสูงลิบลิ่ว
เนยเทียมน้ำหนัก 1 ปอนด์มีราคา 250 มาร์ค(หรือประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ)
เนยแท้กิโลกรัมละ 500 มาร์ค เนื้อสัตว์กิโลกรัมละ 1,000 มาร์ค บุหรี่ซองละ 7 มาร์ค
ส่วนราคาแป้งผัดหน้าไม่แน่นอนขึ้นลงอยู่เป็นประจำ
มีเพียงไม่กี่คนที่มีกำลังเงินพอที่จะซื้อของฟุ่มเฟือยเหล่านี้มาบริโภคได้
เห็นจะมีก็เฉพาะเจ้าหน้าที่หรือคนงานในคลังแคนาดาเท่านั้นที่มีปัญญาหาซื้อของเหล่านั้นมาใช้ได้
โดยพวกเขาจะคิดต่อกับบุคคลที่ทำงานอยู่นอกค่ายหรือไม่ก็ยามรักษาการณ์
เพื่อนำของมีค่าไปแลกเป็นเงินหรือสิ่งที่หายาก
การค้าขายในตลาดมืดแบบนี้เจ้าหน้าที่นคลังแคนาดามักจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
บางทีเพชรพลอยราคาแพงๆใช้แลกเหล้าไวน์ธรรมดาได้เพียงขวดหนึ่งเท่านั้นเอง
เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในโรงครัวก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ทำการค้าในตลาดมืด
พวกนี้มีศักดิ์ศรีดีกว่านักโทษธรรมดา สามารถหาอาหารดีๆในโรงครัวมาบริโภคได้
นอกจากนั้นทุกคนก็ยังมีเสื้อผ้าดีๆสวมใส่เนื่องจากใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า
พวกคนครัวจะขโมยอาหารไปแลกรองเท้าหรือเสื้อคลุมเก่าๆมาใช้ ทุกวันในตอนเย็นๆระหว่าง
5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มจะมีการค้าขายแบบตลาดมืดนอกคุกแห่งหนึ่ง
การค้าขายแบบนำสินค้าไปแลกเปลี่ยนกันนี้เป็นผลมาจากการขาดแคลนสิ่งของภายในค่าย
จึงนับว่ายากที่ผู้ใดจะหลีกเลี่ยงได้ ดิฉันเองก็เคยทำมาเหมือนกัน
โดยครั้งหนึ่งเคยอดขนมปังที่ได้รับแจกอยู่ถึง 8
วันเพื่อเก็บสะสมมันไปแลกผ้ามาตัดกระโปรงให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของเรา
และก็เคยอดน้ำซุปอยู่ 3
วันเพื่อนำไปเป็นค่าจ้างให้เขาเย็บกระโปรงตัวนั้น
เรื่องอาหารการกินและเรื่องเครื่องนุ่งห่มเป็นปัญหาที่พวกเราต้องเผชิญอยู่ตลลอดเวลา
ไหนๆก็เล่าถึงตลาดมืดแล้วดิฉันใคร่ขออนุญาตเล่าถึงเรื่อง
ค่ายของชาวยิวเชโก ซึ่งค่ายนี้เป็นแหล่งที่มีเสื้อผ้ามากมายอยู่หลายเดือน
นักโทษในค่ายของดิฉันหลายคนต้องการเสื้อผ้าจากค่ายเชโก
จึงไปต่อรองกันอยู่ครู่หนึ่ง
เสร็จแล้วก็ใช้วิธีขว้างขนมปังและเนยเทียมที่ได้รับแจกข้ามรั้วลวดหนามไปยังค่ายของชาวเชโก
อีกครู่หนึ่งต่อมาพวกที่อยู่ในค่ายเชโกก็ขว้างเสื้อผ้ามาให้นักโทษในค่ายของดิฉัน
นับว่าเป็นธุรกิจที่ออกจะเสี่ยงไปสักหน่อย
เพราะถ้ายามรักษาการณ์มาเห็นเข้าก็อาจถูกยิงได้ง่ายๆหรือมิฉะนั้นเสื้อผ้าที่โยนมานั้นอาจจะเกี่ยวค้างอยู่บนรั้วลวดหนามก็ได้
แต่ก็อย่างว่าล่ะ ไม่เสี่ยงก็ไม่ได้
ทำไมพวกเชโกจึงมีเสื้อผ้ามากกว่าพวกเรา
คิดว่าน่าจะเป็นเพราะระบบการบริหารค่ายไม่เคร่งครัดปล่อยปละละเลย
หรือไม่ก็เพราะผู้มีอิทธิพลในประเทศเชโกสโลวะเกียเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้
เหตุผลประการหลังมีคนเล่าลือกันมาก ในตอนต้นฤดูร้อนปี ค.ศ.
1943 ผู้ถูกเนรเทศจากประเทศเชโกสโลวะเกียที่มากับรถไฟขบวนหนึ่ง
ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีปฏิบัติกันตามปกติ คือ ไม่มีการคัดเลือกตัว
ไม่มีการยึดกระเป๋าเดินทาง ไม่ถูกกล้อนผม
นอกจากนั้นผู้ชายได้รับการยกเว้นจากการบังคับใช้แรงงาน
และครอบครัวยังอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ
ซึ่งเป็นกรณีพิเศษที่ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ถูกเนรเทศชาติอื่นในค่ายเบอร์เคเนาได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัดตั้งโรงเรียนสอนเด็กๆในค่ายของพวกเชโกเสียอีกด้วย
พวกเชโกเป็นพวกเดียวที่ยังคงได้รับพัสดุภัณฑ์จากทางบ้านเป็นปกติ
พวกเขาเคยถือโอกาสใช้อภิสิทธิ์ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เยอรมันจ่ายสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่นๆโดยเฉพาะผ้าขนสัตว์
เพื่อนำมาตัดเย็บเสื้อผ้ากันหนาวเพื่อใช้เองบ้าง
เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของจากนักโทษค่ายอื่นบ้าง
แต่อภิสิทธิ์เหล่านี้มีอยู่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น
หลังจาก 6 เดือนแล้วเขาก็เลิกให้อภิสิทธิ์
มีอยู่วันหนึ่งพวกนักโทษชาวเชโกทราบข่าวมาว่าพวกเยอรมันกำลังเตรียมการเพื่อกำจัดพวกตนจึงทำการลุกฮือขึ้นต่อต้านทันที
แต่กระทำการไม่สำเร็จ
เพราะในนาทีสุดท้ายนั้น
ผู้นำการต่อต้านซึ่งเป็นศาสตราจารย์จากกรุงปร๊ากถูกลอบวางยาพิษเสียชีวิต
ราชินีประจำค่ายซึ่งเคยเป็นอาชญากรหญิงที่ดุร้ายที่สุดสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
ในตอนเย็นวันรุ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์นั้น
พวกเยอรมันได้นำไปรษณียบัตรมาแจกจ่ายนักโทษเชโกให้เขียนถึงญาติสนิทของตน
โดยให้แจ้งไปว่าตนอยู่สุขสบายดี กับขอให้ญาติส่งพัสดุภัณฑ์มาให้
อีก2-3
ชั่วโมงต่อมาหลังจากเขียนไปรษณียบัตรนักโทษชาวเชโกที่เป็นคนชรา เด็ก
คนป่วยและคนมีสุขภาพไม่แข็งแรงก็ถูกนำตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด
เพราะไปรษณียบัตรเหล่านั้นทำให้ผู้ถูกเนรเทศชาวเชโกรุ่นที่ 2
เดินทางมาอยู่ในค่ายแทนพวกแรก
ดิฉันได้มีโอกาสติดต่อกับชาวเชโกรุ่นที่ 2 นี้
จึงทราบว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีเหมือนกับพวกแรก
ยกเว้นในกรณีของอาหารซึ่งนับว่ามีสภาพเลวมาก
พวกเด็กๆอดอยากมากถึงกับมาเดินเลาะอยู่ตามรั้วลวดหนามเพื่อคอยให้ใครโยนเศษอาหารหรือเศษขนมปังให้
วันหนึ่งมีข่าวออกมาว่าชาวเชโกกลุ่มที่ 2 นี้จะถูกกำจัด
ปรากฏว่าข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ผู้ชายถูกนำตัวไปก่อน ต่อมาเป็นพวกผู้หญิง
ส่วนผู้ที่ยังเหลือคือเด็กและคนชรา
ต่างก็ทราบดีว่าตัวเองไม่รอดแน่
จึงได้นำทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีอยู่มาแลกขนมปังและเนยเทียม
เพราะอย่างน้อยต่างก็ต้องการรับประทานอาหารให้อิ่มก่อนที่จะตาย
บ่ายวันนั้นเด็กหนุ่มเชโกผู้หนึ่งซึ่งรักอยู่กับหญิงสาวชาวเวอร์ทรีทีรินในค่ายของดิฉัน
ได้ตะโกนกล่าวคำอำลาหญิงคนรักผ่านทางรั้วลวดหนามที่กั้นค่ายทั้งสองไว้
เด็กหนุ่มคนนี้รู้ดีว่าวันสุดท้ายของตนกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
“เมื่อคุณมองเห็นเปลวไฟแรกพุ่งขึ้นจากเตาเผาศพในตอนเช้าตรู่”
เด็กหนุ่มตะโกน
“โปรดรู้ไว้เถิดที่รัก
ว่านั่นคือคำอวยพรของผมที่จะให้แก่คุณก่อนจาก”
เด็กสาวได้ยินเช่นนั้นถึงกับเป็นลมล้มพับไป
เด็กหนุ่มมองหญิงคนรักเป็นลมผ่านทางรั้วลวดหนามด้วยน้ำตานองหน้า
เป็นที่เวทนาแก่ผู้พบเห็นทั่วไป
ส่วนพวกเราก็ช่วยกันประคบประหงมเด็กสาวฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“ที่รัก”เด็กหนุ่มกล่าวต่อ
“ผมมีเพชรเม็ดหนึ่งตั้งใจจะมอบให้คุณเป็นของขวัญ
เพชรเม็ดนี้ขโมยมาในขณะผมทำงานอยู่ในคลังแคนาดา
แต่ขณะนี้ผมกำลังจะใช้มันติดสินบนเพื่อให้เขาอนุญาตให้ผมได้มีโอกาสข้ามมาอยู่กับคุณก่อนที่ผมจะตาย”
แล้วเด็กชายคนนั้นก็นำเพชรเม็ดนั้นไปจัดการตามที่ได้ตะโกนบอกหญิงคนรัก
อีกครู่หนึ่งต่อมาเขาก็ได้รับอนุญาตให้ข้ามมาหาคนรัก
ทุกคนต่างรู้ดีว่าจุดจบของค่ายเชโกกำลังใกล้เข้าทุกขณะ
อาจจะเป็นพรุ่งนี้หรืออาจจะภายใน 2-3 ชั่วโมงนี้ก็ได้
และทุกคนก็เกิดความสงสารหนุ่มน้อยเชโกผู้นี้มาก
หัวหน้าคุกของดิฉันถึงกับมอบห้องส่วนตัวให้หนุ่มสาวทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ส่วนนักโทษคนอื่นๆก็เป็นใจให้ โดยไปยืนข้างรนอกห้องคอยเป็นยามไปโดยปริยาย
ในตอนเข้าแถวเรียกชื่อบ่ายวันนั้นพวกนักโทษชาวเชโกถูกบังคับให้ถอดรองเท้า
นั่นเป็นสัญญาณว่าความตายกำลังใกล้เข้ามาเพียงแค่เอื้อม
พอตกกลางคืนรถบรรทุกหลายคันก็เข้ามาจอดในค่าย
นักโทษทุกคนที่ยังอยู่ในค่ายเชโกถูกบังคับให้ปีนขึ้นรถบรรทุก
บางคนพยายามขัดขืนแต่ก็ถูกยามรักษาการณ์ทุบตีบ้างพุ่งด้วยหลาวบ้าง
เรายืนพงผาโรงพยาบาลมองดูภาพอันน่าระทึกใจนั้น
ส่วนหญิงสาวชาวเวอร์ทรีทิรินก็มองคนรักชาวเชโกของเธอในขณะถูกผลักเข้าไปในรถบรรทุก
เรายืนตัวสั่นอยู่ที่ข้างกำแพงโรงพยาบาลจนกระทั่งรุ่งอรุณ
ซึ่งก็เป็นช่วงที่รถบรรทุกคันสุดท้ายเพิ่งจะจากไป
เราเพ่งสายตามองไปดูควันไฟที่พุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพ
อนิจจา...บัดนี้เพื่อนบ้านผู้น่าสงสารของเราได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว
เมื่อแสงทองทาบขอบฟ้าในค่ายของนักโทษชาวเชโกก็มีแต่ความว่างเปล่า
มีสิ่งที่เหลืออยู่บ้างก็เพียงเศษขนมปัง ตุ๊กตาและเศษผ้า บัดนี้ไม่มีนักโทษชาวเชโก
8,000 ชีวิตอยู่ในค่ายนั้นอีกต่อไป.
บทที่ 12
โรงเก็บศพ
ขณะทำงานอยู่ในโรงพยาบาลหน้าที่ของดิฉันไม่ใช่เพียงแต่ตรวจรักษาคนไข้เท่านั้น
แต่ยังรวมถึงงานเคลื่อนย้ายศพจากโรงพยาบาลไปเก็บยังโรงเก็บอีกด้วย
ซึ่งก่อนที่จะนำศพไปเก็บนั้นต้องช่วยกันทำความสะอาดก่อนเสมอ
นับว่าเป็นงานที่ฝืนความรู้สึกอยู่ไม่น้อย เนื่องจากศพเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เคยเป็นคนไข้ของเรามาก่อน
ส่วนในทางปฏิบัติก็เกิดความขลุกขลักอยู่ไม่น้อยเพราะขาดแคลนน้ำที่จะนำมาใช้ทำความสะอาด
ซึ่งตามความจริงแล้วอย่าว่าแต่จะนำมาใช้ล้างศพเลย
แม้แต่จะนำมาใช้กับคนไข้ปกติก็แทบจะหาไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อทำความสะอาดศพเสร็จพวกเยอรมันก็จะบังคับให้หามไปยังโรงเก็บ
ภายหลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่เจอก็คือหาน้ำและสบู่มาล้างมือได้ยากมาก
ในตอนหามศพไปโรงศพดิฉันกับเพื่อนอีกคนหนึ่งช่วยกันนำศพลงเปลหามไป
โดยมีพวกเยอรมันมาคอยบงการอยู่อย่างใกล้ชิด ซึ่งกว่าจะไปถึงที่เก็บก็แทบแย่
ต้องเดินโซซัดโซเซหามไปเป็นเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง
งานหนักเช่นนี้น่าจะเป็นเรื่องของพวกผู้ชายที่บึกบึนแข็งแรงมากกว่าพวกเราผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอ
เวลาหามไปก็มียามเดินตามไปด้วย ซึ่งจะไม่ยอมให้เราหยุดพักเลยแม้แต่น้อย
ลักษณะการปฏิบัติต่อนักโทษด้วยความทารุณโหดร้ายและขาดมนุษยธรรมเช่นนี้
ถือกันว่าเป็นปกติวิสัยในค่ายเบอร์เคเนา
เมื่อหามศพไปถึงประตูโรงเก็บแล้วก็ช่วยกันลากลงจากเปล
แล้วนำไปกองรวมกันกับศพรายอื่นๆที่นำมาเก็บรวมกันไว้
ในเวลาเหน็ดเหนื่อยมีเหงื่อออกมามากอยากจะเอามือลูบหน้าก็ไม่กล้า
เพราะแต่ละคนมือสกปรกเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนองของซากศพ
ในบรรดางานที่ดิฉันที่เคยทำมาคงจะไม่มีงานใดที่น่าเกลียดน่ากลัวและฝังอยู่ในความทรงจำเท่ากับงานนี้อีกแล้ว
คิดดูซิคะ ในเวลาลำเอียงศพเข้าไปในโรงเก็บนั้นต้องเหยียบย่ำลงไปบนกองซากศพของคนตาย
ซึ่งหลายต่อหลายศพเสียชีวิตด้วยโรคติดต่อร้ายแรง
ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า
ทำไมตอนนั้นตัวเองถึงทำงานหนักและน่าขยะแขยงเช่นนี้ได้โดยไม่เป็นอะไรเลย
ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนๆที่เป็นลมล้มพับกันไปหลายราย
ในเวลาทำงานขนศพอยู่นั้นเราจะถูกทุบตีอยู่เสมอเนื่องจากพวกทหารเยอรมันหาว่าทำงานอืดอาดล่าช้าไม่ทันใจ
จึงถือไม้กระบองคอยร้องตะโกนเร่ง
เมื่อทำไม่ทันใจก็จะใช้ไม้กระบองกระหน่ำตีอย่างไม่ปรานี
มีเด็กสาวคนหนึ่งเป็นนักศึกษาจากกรุงวอร์ซอได้มาช่วยเราหามศพอยู่เป็นเวลานาน
เด็กสาวชาวโปแลนด์คนนี้คิดถึงคุณแม่ของเธอมากและมักจะเอาเรื่องนี้มาปรับทุกข์กับเราอยู่เสมอ
เมื่อเอ่ยถึงคุณแม่ทีไรก็จะพูดด้วยความโล่งอกว่า
“คุณแม่ของดิฉันท่านซ่อนตัวอยู่ในภูเขา
ไม่มีทางที่พวกเยอรมันมันจะหาท่านพบแน่”
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ดิฉันกับเธอกำลังช่วยกันหามศพเข้าไปในโรงเก็บศพนั้น
ไม่ทราบเป็นเพราะอะไรจู่ๆเธอเกิดร้องไห้โฮขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ดิฉันต้องรีบนำตัวออกมาก่อนที่พวกเยอรมันจะพบเห็นเข้า
ซึ่งเมื่อสอบถามความเป็นไปก็ทราบว่าเธอเหลือบไปเห็นศพคุณแม่ที่คิดว่าปลอดภัยแล้วนั้นนอนรวมอยู่ในกองศพในห้องนั้นด้วย
เมื่อพิจารณาจากสภาพของศพต่างๆที่อยู่ในโรงเก็บนั้นแล้วก็พอที่จะอนุมานถึงชีวิตความเป็นอยู่ของนักโทษก่อนเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี
นักโทษส่วนมากหลังจากเข้ามาอยู่ในค่ายกักกันเพียงชั่วระยะไม่นาน
ก็จะมีร่างกายผ่ายผอมโซไม่ผิดอะไรกับโครงกระดูดเกินได้
ทั้งนี้เพราะมีอาหารบริโภคไม่เพียงพอนั่นเอง
น้ำหนักตัวจะลดลงจากเดิมประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์
ส่วนความสูงก็จะลดลงจากเดิมมาก โดยเฉลี่ยแล้วนักโทษจะมีน้ำหนักตัวเหลืออยู่เพียง
60-70 ปอนด์เท่านั้น ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้
การขาดอาหารก็ยังทำให้นักโทษอีกส่วนหนึ่งมีร่างกายผิดปกติอีกด้วย
นักโทษหญิงในค่ายมักมีปัญหาเรื่องประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ
หลังจากกองทัพพันธมิตรเข้าไปปลดปล่อยค่ายเอาส์ชวิตซ์แล้ว
มีศาสตราจารย์ชาวรัสเซียท่านหนึ่งได้ทำการวิจัยพบว่า
นักโทษหญิงในค่ายเอาส์ชวิตซ์เก้าในสิบคนมีรังไข่หายไป
เพราะเหตุนี้เองทำให้พวกเธอมีประจำเดือนมาไม่ปกติ
ปัจจัยที่ทำให้รังไข่หายไปนั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากสภาพแวดล้อมที่นักโทษหญิงตกอยู่ในสภาวะแห่งความกลัวตลอดเวลานั่นเอง
นอกจากนั้นผงเคมีชนิดหนึ่งที่พวกเยอรมันผสมลงไปในอาหารให้นักโทษรับประทานก็น่าจะเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ประจำเดือนขาดๆหายไป
มีผู้กล่าวว่า
พวกเยอรมันผสมผมเคมีนั่นลงไปในอาหารโยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักโทษมีความรู้สึกเฉื่อยชาในทางเพศ
ซึ่งในประเด็นนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้
อย่างไรก็ตามก็เคยได้ทราบมาว่า ราชินีประจำค่าย,พวกหัวหน้าคุกหญิง,เจ้าหน้าที่แจกอาหารในคุก รวมทั้งพวกคนครัว
ไม่มีปัญหาเรื่องประจำเดือนไมมาตามปกติเลย
ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า
คนเหล่านี้ไม่ได้รับประทานอาหารแบบเดียวกับที่ปรุงให้นักโทษธรรมดา
ดิฉันมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่าพวกเยอรมันใช้ผงเคมีลึกลับชนิดหนึ่งเพื่อทำร้ายพวกเรา
ครั้งหนึ่งได้เคยถามเรื่องนี้กับนักโทษหญิงคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในโรงครัว
ซึ่งเธอยืนยันว่ามีคำสั่งให้ผสมสารชนิดนี้ลงไปในอาหารที่นำมาให้พวกเรารับประทานกัน
“จริงๆรึเธอ ช่วยหาผงนั้นให้ฉันหน่อยได้มั้ย”
ดิฉันขอร้องแม่ครัว”เผื่อว่าฉันมีโอกาสอกจากที่นี่ไปจะได้ใช้มันเป็นหลักฐานเล่นงานพวกเยอรมัน”
“ฉันหาผงนั้นให้เธอไม่ได้หรอก”แม่ครัวคนนั้นตอบ”เพราะปกติผู้หญิงเยอรมันจากหน่วยเอสเอสจะเป็นผู้ผสมผงนั้นลงไปในอาหารด้วยตัวของเธอเอง
และในขณะผสมก็จะห้ามไม่ให้ใครเข้าไปใกล้”
เพราะเหตุนี้เองสภาพร่างกายของนักโทษจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
แม้ว่าจะเพิ่งเข้ามาอยู่ในค่ายเพียงไม่กี่สัปดาห์
พวกนักโทษจะหมดความกระปรี้กระเปร่าเฉื่อยชาไม่กระฉับกระเฉง
เวลาเดินก็เหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง เมื่อถึงฤดูหนาวกล้ามเนื้อส่วนแขนจะตึง
จะหยิบจับอะไรก็ทำได้ด้วยความยากลำบาก
ส่วนทางด้านสมองนั้นนักโทษก็แสดงออกมาให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมเช่นกัน
กล่าวคือ มีความจำเสื่อม ไม่มีสมาธิ นั่งเหม่อ ใจลอย ไม่สนใจใยดีต่อชีวิต
มีความวางเฉยแม้กระทั่งในตอนที่ถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ เมื่อนักโทษมีลักษณะทางสมองเช่นนี้ก็นับว่าง่ายสำหรับพวกเยอรมันที่จะนำไปประหารชีวิต
ดิฉันสามารถบอกได้ว่าระหว่างงานขุดคูใกล้กับเตาเผาศพกับงานเก็บขยะใกล้สถานีรถไฟชนิดไหนเป็นงานงานหนักกว่ากัน
เวลาที่ไปทำงานใกล้สถานีรถไฟเราจะถือถุงขยะใบใหญ่ๆไปด้วย
จะเก็บกวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ถูกเนรเทศที่เดินทางมาถึงใหม่ๆพากันทิ้งลงมาจากรถไฟ
อาทิ หนังสือพิมพ์จากประเทศต่างๆ กระป๋องปลาซาร์ดีนเปล่า ขวดแตก ของเล่นเด็ก
ช้อนฯลฯ
บางทีก็ไปทำหน้าที่ขนกระเป๋าเดินทางจากสถานีรถไฟไปเก็บไว้ในคลังแคนาดา
แต่ส่วนใหญ่เป็นงานเก็บขยะและของเก่าๆเสียมากกว่า
เมื่อได้ของเต็มถุงแล้วก็นำกลับไปให้นักโทษช่วยกันคัดเลือกอีกทีหนึ่ง เช่น
ที่เป็นเสื้อก็แยกไว้ในกองเสื้อ ที่เป็นของเล่นก็แยกไว้ในกองของเล่น ที่เป็นขยะก็นำไปทิ้งในกองขยะ
บางทีเราก็ไปพบกล่องกระดาษเปล่าๆผูกเชือกเอาไว้
แต่พอเปิดออกมากลับมีของมีค่าอยู่ข้างใน เช่น กระเป๋าใส่เงินทำด้วยหนัง
ในกล่องกระดาษบางทีก็มีห่อเศษขนมคุกกี้บ้าง มีเนื้อซึ่งทิ้งไว้นานจนเน่าบ้าง
ถ้าวันใดไปพบขนมคุกกี้หรือแฮมเบอร์เกอร์เข้าก็ถือว่าเป็นโชคดีสำหรับปากท้องของเราไป
เวลาที่ไปทำงานขุดคูที่บริเวณใกล้เตาเผาศพก็สามารถได้ยินเสียงร้องโหยหวนของผู้ที่กำลังถูกผลักเข้าไปในห้องรมก๊าซพิษ
เมื่อไปทำงานอยู่ใกล้สถานีรถไฟก็ได้ยินเสียงเซ็งแซ่ของผู้ที่เพิ่งเดินทางมาถึงใหม่ๆคนเหล่านี้มีใบหน้าบ่งบอกถึงความรู้สึกโล่งอกในขณะที่ลงจากรถไฟ
มองจากสีหน้าก็พอจะดูออกว่า
พวกเขากำลังคิดว่าสิ้นสุดกันทีสำหรับการเดินทางที่แสนหฤโหด
บัดนี้เรามาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว
จากภาพที่ช่วยประคองกันลงจากรถไฟก็ดี
พับเก็บเสื้อผ้าหรือผ้าพันคออยู่ก็ดี ปลดกระดุมเสื้อคลุมให้พวกเด็กๆก็ดี ฯลฯ
ล้วนแต่ทำให้ดิฉันย้อนรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่เดินทางมาถึงค่ายแห่งนี้ใหม่ๆ
ซึ่งดิฉันเองตอนนั้นก็เคยมีความโล่งอกเหมือนกับคนเหล่านี้ แต่ในที่สุดความฝันทั้งหลายก็พลันสลายไป
เราจะช่วยพวกเขาไม่ให้ทำผิดพลาดเหมือนอย่างที่ดิฉันเคยทำอย่างไรดีนะ? ดิฉันคิดในขณะที่พวกที่มาใหม่กำลังเดินผ่านไปที่โต๊ะเจ้าหน้าที่คัดเลือกผู้ถูกเนรเทศ
ในขั้นแรกดิฉันได้ไปยืนตรงจุดที่ผู้ถูกเนรเทศหญิงจะเดินผ่าน
แล้วคอยกระซิบบอกผู้ที่กำลังจะเดินผ่านไปเข้าแถวตรงหน้าเจ้าหน้าที่ว่า
“บอกเขานะคะว่า ลูกชายของคุณอายุเกิน 12 ปีแล้ว
อย่าให้ลูกสาวของคุณบอกเขาว่าป่วยนะคะ...บอกให้ลูกชายของคุณยืนตัวตรงๆนะคะ...บอกเขานะคะว่าคุณสบายดีไม่ได้เจ็บป่วย”
เมื่อดิฉันกระซิบบอกผู้ถูกเนรเทศหญิงแต่ละคนต่างหันมามองดิฉันด้วยความสงสัย
แล้วย้อนถามดิฉันว่า”ทำไมล่ะ” พวกเขามองมาที่ดิฉันราวกับจะพูดว่า
“ผู้หญิงเนื้อตัวสกปรกคนนี้มีจุดประสงค์อะไรนะจึงมายืนบอกเราเช่นนี้
เธอคงจะเพี้ยนไปแล้วกระมัง”
แต่ละคนต่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ดิฉันกระซิบบอกกันเลย
ซ้ำร้ายยังมองดิฉันด้วยสายตาดูหมิ่นเหยียดหยาม
ต่างไม่เข้าใจว่าผู้หญิงในชุดขาดกะรุ่งกะริ่งเนื้อตัวสกปรกคนนี้พูดถึงเรื่องอะไร
เขาไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าอีกหน่อยตัวเองก็ต้องแต่งตัวอย่างนี้บ้าง
เมื่อเป็นเช่นนี้โศกนาฏกรรมก็ได้อุบัติขึ้นอีกครั้งหนึ่งสุดวิสัยที่ดิฉันจะช่วยได้
แต่ละคนซึ่งต้องการจะช่วยลูกของตนไม่ให้ต้องไปทำงานหนักต่างก็พูดเท็จกับเจ้าหน้าที่เมื่อถูกถามเกี่ยวกับอายุของพวกเด็กๆ
โดยบอกว่าลูกของตนอายุไม่ถึง 12 ปี
ซึ่งก็หมาความว่าเด็กเหล่านั้นจะต้องถูกส่งตัวไปยังห้องรมก๊าซพิษ
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกของพวกเยอรมันผสานกับเสียงพูดคุยกัน
พวกนักโทษก็ถูกแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มขวากับกลุ่มซ้าย
ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่จะมีชีวิตต่อไป กับกลุ่มที่จะถูกนำตัวไปสังหารนั่นเอง
ในขณะที่ดิฉันกำลังมองดูผู้ถูกเนรเทศเหล่านั้นอยู่
ก็ให้นึกแปลกใจขึ้นมาทันทีเมื่อมองไปเห็นชาย 4
คนซึ่งอยู่ในชุดเล่นกีฬาเดินออกมาจากแถวของผู้ถูกเนรเทศ ชายทั้ง 4
คนแต่งตัวเรียบร้อยหวีผมเรียบแปล้
หน้าตาค่อนข้างจะซีดเซียวไปหน่อยเพราะเดินทางรอนแรมมาไกล
เมื่อทหารยามรักษาการณ์เห็นเช่นนั้นจึงตรงเข้าไปผลักชายทั้ง
4 คนเพื่อให้กลับเข้าไปเข้าแถวอย่างเดิม แต่ทั้ง 4
คนไม่ยอมพร้อมกับบอกยามนายนั้นว่าต้องการพบ”ผู้บังคับบัญชา”สูงสุดในค่ายแห่งนี้
นายทหารเยอรมันผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ในบริเวณนั้นเห็นเหตุการณ์นั้นพอดี
จึงให้สัญญาณบอกทหารให้ปล่อยทั้ง 4 คนนั้นมาพบตน
ดิฉันยืนห่างออกไปประมาณ 10 หลา
จึงสามารถได้ยินคำสนทนาโต้ตอบระหว่างชายทั้ง 4
คนกับนายทหารเยอรมันผู้นั้นได้อย่างชัดเจน ดิฉันประหลาดใจมากที่ได้ยินชายทั้ง 4
คนพูดภาษาอังกฤษกับนายทหารเยอรมัน
นายทหารเยอรมันผู้นั้นฟังภาษาอังกฤษออก
แต่หลังจากเจรจากันสักครู่หนึ่ง เขาได้ขอร้องให้ชาย 4 คนนั้นพูดภาษเยอรมัน แต่ใน 4
คนนั้นมีเพียงคนเดียวที่พูดภาษาเยอรมันแบบงูๆปลาๆ
จึงทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับเพื่อนๆ
ดิฉันจับใจความคำพูดของล่ามผู้นี้ได้ว่า
กำลังโต้เถียงกันในเรื่องที่พวกเยอรมันย้ายพวกเขาจากค่ายแห่งหนึ่งเพื่อให้มาอยู่ที่ค่ายแห่งนี้
โดยแย้งว่าพวกเยอรมันไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้
นายทหารเยอรมันผู้นั้นเมื่อฟังข้อโต้แย้งก็หัวเราะอย่างขบขัน
“พวกเราไม่มีสิทธิ์รึ” เขาถามชายทั้ง 4
คนด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย
“แน่นอน พวกคุณไม่มีสิทธิ์”
ชายที่ทำหน้าที่เป็นล่ามตอบแทนเพื่อนๆ
“เพราะพวกเราไม่ได้เป็นยิว”
“เราไม่สนใจว่าพวกคุณเป็นยิวหรือไม่
แต่พวกคุณเป็นคนอเมริกันมิใช่รึ” นายทหารเยอรมันพูดตอบโต้
“เพราะฉะนั้นผมจึงขอให้พวกคุณปฏิบัติต่อพวกเราตามบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศ
คือส่งพวกเรากลับสหรัฐอเมริกา””ล่ามคนนั้นเจรจา
“ได้ซีครับ” นายทหารเยอรมันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“เราจะส่งคำร้องของคุณไปยังรัฐบาลเมริกัน
ขอให้พวกคุณอดใจรอจนกว่าเราจะจัดการยื่นข้อเสนอของพวกคุณไปยังกรุงวอชิงตัน”
“พาสุภาพบุรุษทั้ง 4 คนนี้ไปที่ค่ายอเมริกัน”
นายทหารเยอรมันอีกคนหนึ่งออกคำสั่ง
พวกทหารยามทำวันทยาวุธแล้วปฏิบัติตามคำสั่ง
โดยพาทหารอเมริกันทั้ง 4 คนออกจากสถานีรถไฟเข้าไปในป่าที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 150
ฟุต
อีก 2-3 นาทีต่อมาก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด
แต่ด้วยเหตุที่การยิงปืนเป็นเรื่องธรรมดาในค่ายเบอร์เคเนา
ดิฉันจึงไม่ได้สนใจอะไรมากนัก
ส่วนทางด้านสถานีรถไฟในขณะที่พวกนักโทษในค่ายกักกันยังคงเล่นดนตรีต้อนรับเชลยที่มาใหม่อยู่นั้น
แถวของผู้ถูกเนรเทศก็กำลังเคลื่อนตัวเข้ารับการคัดเลือกอย่างช้าๆ
อีก 2-3
สัปดาห์ต่อมาดิฉันกับเพื่อนๆได้กลับมาที่สถานีรถไฟอีกครั้งหนึ่งเพื่อมาขนกระเป๋าของผู้ถูกเนรเทศไปเก็บที่คลังแคนาดา
เราพบกระเป๋าเดินทางกองหนึ่ง ซึ่งแต่ละใบมีลักษณะคล้ายๆกัน
เมื่อเปิดดูข้างในก็พบว่ามีเสื้อเชิ้ทติดเครื่องหมายยศทหารอเมริกัน ไม้ตีเทนนิส
เสื้อสเวตเตอร์ กล้องถ่ายรูป และรูปหมู่เด็กๆอีกหลายรูป
นอกจากนั้นเรายังได้พบแผ่นเสียงพร้อมกับเครื่องเล่นอยู่ในกระเป๋าใบหนึ่งด้วย
นักโทษหญิงสูงอายุคนหนึ่งเกิดอยากฟังขึ้นมาจึงนำแผ่นเสียงไปเปิด
ปรากฏว่าเป็นเพลงแบบที่พวกเด็กๆร้องกันหน้าประตูบ้านในวันคริสต์มาส
มีความไพเราะเพราะพริ้งมาก เมื่อนักโทษคนอื่นๆได้ยินเสียงเพลงนั้นต่างก็หยุดทำงานหันมาฟังด้วยความแปลกใจ
ยามรักษาการณ์ชาวเยอรมันนายหนึ่งเผอิญได้ยินเสียงแผ่นเสียงนี้ด้วย
ก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องแล้วใช้รองเท้าหุ้มข้อเตะเครื่องเปิดแผ่นเสียงและใช้เท้ากระทืบแผ่นเสียงแผ่นนั้นแตกกระจาย
เมื่อยามผู้นั้นเดินออกจากห้องไปแล้ว
ดิฉันลองนำแผ่นเสียงที่แตกกระจายนั้นมาเรียงต่อกันใหม่ แล้วอ่านป้ายชื่อเพลง
ปรากฏว่าเพลงที่เราฟังไปแล้วคือเพลง ไซเลนท์ ไนท์(Silent Night) ขับร้องโดย
บิง ครอสบี(Bing Crosby)
อย่างน้อยที่สุดเสียงเพลงของนักร้องอเมริกันคนนี้ก็ช่วยให้เราเคลิบเคลิ้มจนลืมความทุกข์ยากในค่ายเอาส์ชวิตซ์ไปได้ชั่วขณะ
ขณะที่ดิฉันกำลังจะโยนภาพถ่ายต่างๆที่พบอยู่ในกระเป๋าเดินทางทิ้งในกองขยะอยู่นั้น
ก็เผอิญเหลือบไปเห็นภาพถ่ายหมู่ภาพหนึ่งน่าสนใจมาก
เลยจ้องมองภาพนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์
“เราเคยเห็นคนเหล่านี้ที่ไหนมาก่อนนะ” ดิฉันพยายามคิดทบทวน
ในที่สุดก็จำได้ว่าคนที่อยู่ในภาพเหล่านี้คือคนอเมริกันที่ดิฉันเห็นที่สถานีรถไฟเมื่อ
2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั่นเอง
“ค่ายอเมริกันอยู่ที่ไหนคะ”
ดิฉันถามนักโทษหญิงสูงอายุคนที่เปิดแผ่นเสียงเมื่อสักครู่
“แกไม่รู้รึว่า ที่นี่ไม่มีค่ายอเมริกัน”
“แต่ดิฉันได้ยินมาว่ามันมีนี่คะ” ดิฉันเถียง
“แกนี่เถียงคำไม่ตกฟากเลยนะ แกอยากรู้จริงๆใช่มั้ย
ฉันจะบอกให้ก็ได้ ค่ายอเมริกันก็อยู่ในที่เดียวกับค่ายคนชราและเด็กนั่นแหละ”
นางทำตาเขียวบอกดิฉัน
“ป้าหมายถึงว่า พวกเยอรมันกล้าพอที่จะสังหารพวกอเมริกันทั้ง
4 คนหรือเปล่าคะ” ดิฉันถามด้วยความสงสัย”มันจะเป็นไปได้อย่างไร”
นักโทษหญิงสูงอายุยิ้มด้วยความพึงพอใจ แล้วตอบว่า
“คนอเมริกันนั่นแหละตัวดี
เหมาะที่จะถูกจับยัดเข้าไปในเตาเผาศพ เพราะในสายตาของคนเยอรมัน
คนอเมริกันเป็นศัตรูเหมือนๆกับพวกเรา การฆ่าคนไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับคนเยอรมันแม้แต่น้อย
และพวกเขาได้นำคนอเมริกันทั้ง 4 คนไปยิงทิ้งป่าแล้ว นั่นแหละคือค่ายอเมริกัน”.
บทที่ 13 เทพธิดาแห่งความตาย
วันหนึ่งดิฉันเกือบเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ล่อแหลมมากกว่าครั้งที่ถูก”คัดเลือกตัว”ไปประหารชีวิตเสียอีก
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้เมื่อใดก็ยังอดนึกแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมถึงรอดมาได้
มันเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ไม่มีผิด
ถ้าหากเออร์มาครีเซไม่กระตือรือร้นอยากจะรู้เรื่องอื่นดิฉันคงจะตายไปแล้ว
แต่นี่เธอเกิดความสนใจต้องการรู้ว่าทำไมนายแพทย์ฟริตซ์
คลีน(นายแพทย์จากหน่วยเอสเอสซึ่งเคยประจำการในค่ายกักกันผู้หญิงและต่อมาเป็นแพทย์ประจำค่ายเบอร์เจน-เบลเซ่น)
จึงมาเอาอกเอาใจดิฉันทั้งๆที่ดิฉันเป็นแค่นักโทษเศษมนุษย์ถูกกล้อนผมไปครึ่งศีรษะแต่งกายในชุดขาดๆแถมยังสวมรองเท้าเก่าๆของผู้ชายอีกด้วย
ก็เพราะข้อสงสัยของเออร์มานี่เองที่ทำให้ดิฉันรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ผู้ทำหน้าที่”คัดเลือก”นักโทษคือผู้อำนวยการค่าย
2 คน ได้แก่ ฮัสเซ และ เออร์มา
ในทุกวันจันทร์วันพุธและวันเสาร์การเรียกชื่อนักโทษจะทำกันนานเป็นพิเศษ
คือตั้งแต่เช้าจรดเย็นจนกว่าจะได้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายครบตามโควต้า
เมื่อใดผู้อำนวยการค่ายทั้ง 2 คนนี้ปรากฏตัวที่ประตูค่าย
บรรดานักโทษหญิงซึ่งรู้เหตุผลที่แท้จริงของการ”คัดเลือก”จะมีอาการหวาดผวาไปตามๆกัน
เออร์มา ครีเซคนสวยจะเดินยักย้ายส่ายสะโพกตรงมาหานักโทษ
ท่ามกลางสายตาของนักโทษหญิงจำนวน 40,000 คนซึ่งนั่งนิ่งเหมือนกับคนใบ้
ทรงผมของเธอแลดูสลวยเป็นระเบียบเรียบร้อย
การปรากฏตัวของเธอในแต่ละครั้ง หากทำให้นักโทษหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้มากเท่าใด
เธอยิ่งพึงพอใจมากเท่านั้น
สาววัย 22
ปีคนนี้เป็นคนโหดเหี้ยมไร้ความเมตตาปรานีอย่างสิ้นเชิง
เธอจะเลือกเหยื่ออย่างไม่เลือกหน้า
ไม่ว่าจะเป็นคนดีๆคนป่วยคนอ่อนแอหรือคนไร้ความสามารถ
นักโทษหญิงคนใดซึ่งถึงแม้ว่าจะอดอยากทุกข์ทรมานแต่ยังมีร่างกายสดสวยงดงามอยู่
นักโทษหญิงคนนั้นจะถูก”คัดเลือก”ตัวเป็นอันดับแรก
เพราะเออร์มาถือว่าหญิงงามเหล่านี้เป็นเป้าหมายพิเศษที่ต้องกำจัดเป็นอันดับแรก
ในระหว่างที่ทำการคัดเลือกตัวเออร์มาซึ่งต่อมาบรรดาหนังสือพิมพ์ให้สมญานามว่า
“เทพธิดาผมทองแห่งเบลเซ่น”จะใช้แส้ของเธอหวดนักโทษอย่างไม่เลือกหน้า
เธอจะหวดอย่างไม่ยั้งมือทุกครั้งที่รู้สึกมันมือโดยไม่คำนึงว่าพวกเราจะทนความเจ็บปวดได้หรือไม่
ยิ่งเห็นความเจ็บปวดรวดร้าวและเลือดไหลซิบๆออกมาจากรอยแผลตามผิวกายของพวกเรามากเท่าใดเธอก็ยิ่งมีความสุขยิ้มระรื่นมากเท่านั้น
เธอเกิดมาเพื่อมีความสุขอยู่บนกองทุกข์ของคนอื่นแท้ๆ
วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944
มีนักโทษหญิงซึ่งถูกคัดเลือกไว้จำนวน 315 คนถูกนำตัวไปขังไว้ในอาคารโรงอาบน้ำ
เมื่อนักโทษเคราะห์ร้ายเหล่านี้ถูกซ้อมและถูกเฆี่ยนบอบช้ำอยู่ในห้องโถงจนหนำใจแล้ว
เออร์มาก็ออกคำสั่งให้ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสตอกตะปูขังไว้ในห้องโถงนั้นทันที
ตามปกตินั้นก่อนจะส่งเข้าห้องรมก๊าซพิษนักโทษจะต้องผ่านการตรวจจากนายแพทย์คลีนเสียก่อน
หากนายแพทย์คลีนยังไม่ยอมมาตรวจนักโทษก็จะถูกปล่อยให้อยู่ในห้องนั้นเป็นเวลา 3 วัน
ในระหว่างนี้นักโทษหญิงผู้ต้องโทษประหารก็ต้องนอนรวมกันอยู่บนพื้นคอนกรีตโดยไม่ให้อาหารไม่ให้น้ำดื่มไม่ให้ใช้ห้องสุขา
พวกเธอเป็นมนุษย์ตาดำๆแท้ๆแต่จะหาใครมาเมตตาสงสารแม้แต่น้อยนิดก็ไม่มี
เพื่อนๆหลายคนรู้ว่าดิฉันเป็นคนติดสอยห้อยตามนายแพทย์คลีนไปตรวจรักษาคนไข้ในที่ต่างๆอยู่เป็นประจำ
ก็ได้มาหาและขอร้องให้ดิฉันติดต่อขอความช่วยเหลือจากนายแพทย์คลีนให้ไปยังโรงอาบน้ำเพื่อหาทางช่วยเหลือนักโทษหญิงเหล่านั้น เพื่อนๆแต่ละคนต่างวิงวอนขอร้องดิฉันให้ช่วยชีวิตเพื่อนบ้าง
แม้บ้าง พี่สาวบ้าง น้องสาวบ้างฯลฯ
ในวันที่นายแพทย์คลีนมาตรวจนักโทษประหารดิฉันรู้สึกตื้นเต้นเป็นพิเศษ
แต่ก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะต้องช่วยชีวิตนักโทษประหารบางคนเอาไว้ให้ได้
“คุณหมอคะ”ดิฉันเอ่ยกับนายแพทย์คลีนด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่นเทาขณะเริ่มเจรจากับเขา
“จะต้องเกิดความผิดพลาดในการคัดเลือกนักโทษครั้งสุดท้ายอย่างแน่ๆเชียวค่ะ
เพราะขณะนี้มีนักโทษถูกขังอยู่ในโรงอาบน้ำทั้งๆที่เขาไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย
มันคงไม่คุ้มค่าหรอกนะคะที่จะส่งคนไม่ป่วยไปโรงพยาบาล”
ดิฉันแกล้งทำทีว่าไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับห้องรมก๊าซพิษ
“แต่คุณไม่มียารักษาคนป่วย คุณน่าจะรู้”
นายแพทย์คลีนตั้งข้อสังเกตกับดิฉัน
“แล้วอีกอย่างหนึ่ง
ผู้อำนวยการค่ายของคุณเป็นคนคัดเลือกนักโทษเหล่านี้ด้วยตนเอง
ผมคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
แต่ดิฉันยังไม่ละความพยายามที่จะช่วยเพื่อนๆที่มาขอร้องเอาไว้
จึงได้พูดคะยั้นคะยอนายแพทย์คลีนต่อไป
“หญิงน่าสงสารเหล่านี้หันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้อีกแล้ว”ดิฉันพูดจาหว่านล้อม
“พวกเธอไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว แต่บางคนก็มีแม่ มีพี่สาว
มีน้องสาว มีบุตรในค่ายนี้
ซึ่งก็พอจะได้เห็นหน้ากันบ้างในยามที่ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมาอย่างนี้ คุณหมอคะ
ดิฉันขอวิงวอนคุณหมอ ขออย่าให้เขาเหล่านี้ต้องพลัดพรากจากกันอีกเลยนะคะ
คุณหมอลองเอาใจเขามาใส่ใจเราซีคะ สมมุติว่าคุณหมอมีพี่สาว มีน้องสาว
หรือคุณแม่ของคุณหมออยู่ที่นี่บ้าง และพวกเขากำลังจะถูกพรากไปจากคุณหมอ
คุณหมอจะมีความรู้สึกอย่างไร?”
นายแพทย์คลีนไม่ยอมตอบคำถามของดิฉันแต่อย่างใด
ดิฉันพูดเรื่องนี้กับเขาในขณะที่เรากำลังเดินมุ่งหน้าไปยังอาคารโรงอาบน้ำหลังนั้น
ทันทีที่ไปถึงนายแพทย์คลีนได้ออกคำสั่งให้ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสถอนตะปูที่ตีปิดประตูออกแล้วก้าวเข้าไปในตัวอาคาร ดิฉันรีบก้าวเท้าตามไปติดๆ
ภายในอาคารมีนักโทษประหารจำนวน 315 คน ซึ่งถูกขังอยู่ตลอด 3
วัน 3 คืน มีหลายคนได้เสียชีวิตไปแล้ว
ส่วนคนอื่นๆมีสภาพร่างกายอ่อนระโหยไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลุกขึ้นยืนได้เลย
ต้องทรุดตัวลงนั่งอยู่ท่ามกลางซากศพของคนตาย
บางคนซึ่งมีแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่แล้วอยากจะลุกขึ้นยืนก็ไม่สามารถยันกายลุกขึ้นมาได้
เพราะถูกขังอยู่ในความมืดมาเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน
เมื่อมีแสงสว่างผ่านเข้ามากระทบสายตาก็ยกมือขึ้นมาป้องหน้าเพราะระคายเคืองนัยน์ตาพวกเขาร้องตะโกนกันเซ็งแซ่ว่า
“เราไม่ได้รับประทานอะไรมา 3 วันแล้ว
เราไม่ได้เจ็บป่วยและไม่ต้องการไปโรงพยาบาล”
นายแพทย์คลีนซึ่งปกติเป็นคนอารมณ์เย็นและเป็นคนเยอรมันเพียงคนเดียวในค่ายเอาส์ชวิตซ์ที่ไม่เคยตะคอกใส่หน้าใคร
พอเห็นเหตุการณ์ในลักษณะนี้ก็เกิดหัวเสียขึ้นมาอย่างฉับพลัน
หน้าแดงกล่ำเพราะความโกรธ ถึงกับระงับอารมณ์ไม่ได้ ร้องตะโกนออกมาว่า
“มันเรื่องอะไรกันโว้ย
เจ้าหน้าที่คุกมันทำงานประสาอะไรกันว่ะ
แม้แต่นักโทษดีๆอยู่ก็ยังจะส่งเขาไปโรงพยาบาลอีก
เห็นทีผมจะต้องเล่นงานเจ้าหน้าที่เหล่านี้เสียบ้าง จริงๆนะพวกนี้!!”
“ใครที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรให้ออกจากห้องนี้
ไปให้หมด...ออกไป ได้ยินมั้ย”
ดิฉันตัวสั่นงันงกเมื่อเห็นท่าทางโกรธของนายแพทย์คลีน
ในขณะที่ดิฉันกำลังตกตะลึงอยู่นั้น
นายแพทย์คลีนก็เข้าไปกวาดต้อนนักโทษที่ยังแข็งแรงอยู่ให้ออกไปจากอาคาร
“ดูนั่นซีคะคุณหมอ ยังมีอีกคนหนึ่งที่เขาไม่ได้ป่วย”
ดิฉันบอกนายแพทย์คลีนพร้อมกับชี้มือไปที่นักศึกษาสาวที่เรียนมาทางคณิตศาสตร์คนหนึ่ง
“เอ้าคนนี้ก็ออกไปด้วย” นายแพทย์คลีนตะโกนไล่เด็กสาวคนนั้น
อีกครู่หนึ่งต่อมารถบรรทุกมหาภัยก็เข้ามาจอดตรงหน้าประตูโรงอาบน้ำเพื่อขนเหยื่อเหลือ
284 คนไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ ครั้งนี้เราสามารถช่วยนักโทษให้รอดตายได้ถึง 31 คน
ทั้งนี้ก็เพราะสามารถสะกิดมโนธรรมให้เกิดขึ้นในใจของนายแพทย์คลีนได้สำเร็จแม้ว่าจะได้ผลไม่มากเท่าใดนักก็ตาม
นานๆครั้งเราถึงจะเห็นพวกหน่วยเอสเอสมีมนุษยธรรมอย่างนี้บ้างสักที
ต่อมาในวันอาทิตย์เราถูกลงโทษโดยไม่ทราบสาเหตุโดยถูกสั่งให้ไปนั่งคุกเข่าอยู่ในโคลนหน้าคุกในช่วงฝนตกตอนเช้า
เราถูกลงโทษด้วยวิธีนี้เป็นประจำอยู่แล้ว และครั้งนี้จึงไม่ใช่ครั้งแรก
เราทนนั่งคุกเข่าอยู่อย่างนั้นขณะที่ฝนกำลังตกกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวตัวไม่ได้
ต้องชูแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะอีกด้วย
ดิฉันเองถูกเศษแก้วบาดที่เข่าข้างขวาแต่ก็ไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวจะถูกลงโทษหนักมากยิ่งขึ้น
ในขณะที่ดิฉันนั่งคุกเข่าอยู่นั้นนายแพทย์คลีนก็ให้คนมาตามตัวไปพบ
ดิฉันรีบลุกขึ้นวิ่งไปที่ประตูค่ายที่นายแพทย์คลีนยืนคอยอยู่
“ผมไม่เคยมาที่ค่ายในวันอาทิตย์
“เขากล่าวกับดิฉัน”แต่วันนี้มาเป็นพิเศษ
เพราะได้สัญญากับคุณว่าจะนำยามาให้คุณรักษาคนป่วย นี่ไงล่ะตัวอย่างยาจำนวนหนึ่ง”
ขณะที่ดิฉันกำลังจะเอือมมือไปรับกล่องยาจากมือของนายแพทย์คลีน
ก็รู้สึกว่ามีมือใครมาจับที่ไหล่ด้านหลัง
เมื่อหันกลับไปก็เห็นเออร์มากำลังยืนถือแส้อยู่
“แกมาทำอะไรอยู่ที่นี่ อีสัตว์”
เออร์มาตะคอกถามดิฉัน”แกไม่รู้รึว่าเขาห้ามลุกมาจากแถวไปไหนในขณะที่ถูกทำโทษ”
“ผมให้คนไปเรียกเธอมาเองครับ” นายแพทย์คลีนตอบแทนดิฉัน
“นี่หมอ! หมอไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนี้นะ นี่มันวันอาทิตย์ หมอไม่มีธุระอะไรที่จะต้องมาทำที่นี่ด้วย”
เออร์มาแหวเข้าใส่นายแพทย์คลีน
“แต่คุณก็ไม่มีอำนาจอะไรจะมาห้ามผมไม่ให้มามิใช่รึ”
นายแพทย์คลีนย้อนถาม
“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ เชอะ!” เออร์มายิ้มเยาะ
“ฉันมีสิทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ที่จะห้ามหมอ
หมอต้องไม่ลืมนะคะว่า ที่นี่ฉันเป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่ง”
“คุณออกคำสั่งบังคับใครได้
แต่กับผมคุณไม่มีสิทธิ์”นายแพทย์คลีนตอบโต้
“ในฐานะที่เป็นหัวหน้าแพทย์ ผมมีสิทธิ์มาที่นี่ได้ทุกเมื่อ”
เออร์มาคนสวยยืนกัดฟันกรอดๆแต่ก็ทำอะไรนายแพทย์คลีนไม่ได้
เธอจึงหันมาเล่นงานดิฉันแทน
“กลับไปที่เดิมของแกเดี๋ยวนี้ นังยิวสถุล”
เธอประณามดิฉันด้วยการใช้ภาษารุนแรง
“ยังไม่ต้องไปในตอนนี้”
นายแพทย์คลีนหันมาบอกดิฉันด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นี่หมอ!หมอไม่มีสิทธิ์พูดเช่นนี้นะ
ฉันเห็นหมอชอบทำอะไรแผลงๆอยู่นานแล้ว
เมื่อวานนี้ก็ปล่อยคนป่วยที่ขังอยู่ในห้องอาบน้ำออกมา
วันนี้ก็มาค่ายในวันอาทิตย์โดยทำทีว่าจะเอายามาให้นักโทษ
แต่แท้ที่จริงต้องการมายุ่งกับเรื่องของคนอื่น หมอกำลังทำผิดกฎค่ายของดิฉันนะคะ
ซึ่งหมอจะต้องรับผิดชอบหากมีอะไรเกิดขึ้น”
“ผมขอรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมเป็นพันตรีนายแพทย์ประจำหน่วยเอสเอสนะครับ”
“ดิฉันขอเตือนหมอนะคะ หมอกำลังเล่นเกมส์อันตรายอยู่”
“มันเป็นเรื่องของผม คุณไม่ต้องมายุ่ง”
นายแพทย์คลีนหันมาทางดิฉัน”ตามผมมา”
แล้วเขาก็พาดิฉันเดินออกมาเหมือนกับว่าไม่มีเออร์มายืนอยู่ที่นั่นด้วย
เราสองคนเดินไปตามถนนใหญ่ที่ตัดผ่านคุกต่างๆและเมื่อหันกลับหลังไปมองอีกที
ก็เห็นเทพธิดาแห่งความตายผมสีทองยังยืนอยู่ที่เดิม
แต่กระทืบเท้าดิ้นเร่าๆตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ
ทุกคนในค่ายต่างรู้ดีว่าเออร์มาเป็นคนชอบอาฆาตพยาบาท
เมื่อไปมีเรื่องกับเธอเช่นนี้เธอก็คงจะเล่นงานดิฉันเป็นแน่
ดิฉันได้พยายามหลบซ่อนตัวแต่ก็ไร้ประโยชน์
ในค่ายเอาส์ชวิตซ์มีใครล่ะจะหลบซ่อนได้สำเร็จ
หลังจากนายแพทย์คลีนแยกจากดิฉันไปได้แค่ 2 ชั่วโมง
ก็มีคนมานำตัวของดิฉันไปพบกับเออร์มาทันที
ขณะที่ยืนรออยู่บนพรมหนังสุนัขจิ้งจอกในสำนักงานของเธออยู่นั้น
ใจของดิฉันเต้นระทึก
เพราะรู้ตัวดีว่าเธออาจจะต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับดิฉัน
ในโทษฐานที่ทำให้เธอต้องเสียหน้า ในขณะที่ดิฉันได้แต่ปลงตกว่า
ก็ดีเหมือนกันถ้าหากเขาจะฆ่าดิฉันให้ตายทันทีโดยไม่ทรมานให้ได้รับความเจ็บปวด
ก็อยากจะตายให้รูแล้วรู้รอด
“แกเป็นใคร สนิทสนมกับนายแพทย์คลีนมาตั้งแต่เมื่อไหร่
พูดคุยกับนายแพทย์คลีนด้วยภาษาอะไรรึ” เออร์มายิงคำถามใส่ดิฉันแทบไม่หยุดหายใจ
ตาของเธอเบิกโพลงด้วยความโกรธเมื่อมองหน้าดิฉัน
“คุณหมอเป็นคนเกิดในภาคเดียวกันกับดิฉัน
คือมาจากทรานซิลวาเนีย ดิฉันใช้ภาษาถิ่นพูดกับเขา
เพิ่งรู้จักเขาเป็นครั้งแรกที่ค่ายแห่งนี้
ดิฉันเคยเป็นนักเรียนแพทย์คะ”ดิฉันรายงานเธออย่างยืดยาว
“แล้วชื่อของแกล่ะ”เออร์มาถามดิฉันต่อ
นับว่าเป็นคำถามที่ออกจะประหลาดสำหรับคนในค่ายเอาส์ชวิตซ์
เพราะปกติจะถามหมายเลขประจำตัวกัน ไม่ใช่ถามชื่ออย่างนี้
ดิฉันบอกชื่อตัวเองโดยไม่ปิดบังอำพราง
พอดิฉันรายงานชื่อเสร็จนางปีศาจผมสีทองก็ลุกพรวดพราดจากที่นั่งมาหาดิฉันพร้อมกับกล่าวว่า
“นับแต่นี้ต่อไปฉันห้ามแกติดตามนายแพทย์คลีนไปไหนต่อไหนอีกเป็นอันขาด
ถ้าหากเขาเรียกแกก็ไม่ต้องพูด ถ้าหากเขาส่งคนมาตามแกก็ไม่ต้องไปหา
แกเข้าใจที่ฉันพูดมั้ยอีบ้า ตอบคำถามของฉันมาเดี๋ยวนี้ว่า
ทำไมแกถึงละเมิดคำสั่งของฉัน ทำไมแกไม่กลับไปเข้าแถวเรียกชื่อในทันทีที่ฉันออกคำสั่ง”
“ดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยพยาบาล
จึงคิดว่าตัวเองจะต้องเชื่อฟังนายแพทย์คลีนเท่านั้น”ดิฉันตอบ
“อ๋อ! แกคิดอย่างนั้นรึ
ฉันคนเดียวเท่านั้นที่แกจะต้องเชื่อฟัง แกได้ยินมั้ย”
พอพูดเสร็จเออร์มาก็เดินไปคว้าปืนพกออกจากลิ้นชักโต๊ะ
แล้วเดินรี่เข้ามาเผชิญหน้ากับดิฉัน รูปร่างของดิฉันต่างกับเธอราวฟ้ากับดิน
ในขณะที่ดิฉันถูกกล้อนผมจนโล้นอยู่ในชุดขาดรุ่งริ่งเนื้อตัวสกปรกเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน
ส่วนเธอมีเรือนผมสลวยร่างกายงามหยดย้อยแต่งหน้าแต่งตาอย่างดีแต่งกายในชุดฟิตเน้นให้เห็นส่วนสัดอันงดงามอย่างเด่นชัด
“อีเศษมนุษย์”เธอกัดฟันเสียงกรอดๆเหมือนอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
ดิฉันก้มศีรษะลงต่ำเพื่อหลบปากกระบอกปืนพกที่เธอยกขึ้นจ่อที่ขมับซ้าย
พอเห็นดิฉันทำเช่นนี้เธอก็ตวาดเสียงดังลั่นว่า“แกคงกลัวมากใช่มั้ย”
ทันใดนั้นเองเธอได้ใช้ด้ามปืนพกกระหน่ำตีศีรษะของดิฉันจนนับครั้งไม่ถ้วน
เท่านั้นยังไม่พอยังใช้กำปั้นชกหน้าอีกหลายครั้ง
ดิฉันถูกซ้อมจนเลือดโชกสลบเหมือดคาพรมหนังสุนัขจิ้งจอกนั่นเอง
เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็พบว่าตัวเองนอนตากฝนอยู่ข้างนอกสำนักงานของเออร์มา
ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับเสียงสัญญาณระฆังในค่ายดังกังวานเรียกให้นักโทษไปชุมนุมเพื่อทำการคัดเลือก
ดิฉันรีบพยุงตัวลุกขึ้นวิ่งกลับไปคุกเพื่อให้ทันเข้าแถวเรียกชื่อ
ทั้งๆที่ร่างกายยังฟกช้ำและมีเลือดเปรอะไปทั่วใบหน้า
เมื่อดิฉันหันกลับไปมองอีกครั้งหนึ่งก็เห็นเออร์มากำลังเดินออกจากสำนักงานของหน่วยเอสเอส
ในมือถือแส้เตรียมไปคัดเลือกเหยื่อที่จะนำไปเข้าห้องรมก๊าซพิษรุ่นต่อไป
ทำไมเธอถึงไม่ส่งตัวดิฉันไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ
ไม่ก็ยิงเป้าหรือสังหารดิฉันด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
ดิฉันก็ยังรู้สึกสงสัยและแปลกใจอยู่ไม่หายตราบเท่าทุกวันนี้
บทที่ 14
ภาษาเฉพาะของเชลย
“พวกเราต้องอดทนนะครับ”
นักโทษชายสูงอายุคนหนึ่งซึ่งกำลังซ่อมถนนอยู่ในค่ายของเราได้กระซิบปลอบใจในวันที่เราเดินทางมาถึงค่ายกักกัน
ตอนนั้นเราเพิ่งจะถูกกล้อนผมแต่งกายในชุดขาดรุ่งริ่งกำลังยืนตัวสั่นเพราะความหนาวในขณะรอหลีกทางให้รถพยาบาลวิ่งผ่านไปก่อน
“การที่เราจะอดทนได้นั้น”
นักโทษคนนี้กล่าวต่อ”มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือ การจัดการ”
ในวันนั้นดิฉันไม่เช้าใจความหมายของคำว่า”การจัดการ”
ที่ชายคนนี้นำมาใช้ แต่หลังจากนั้นก็ได้พยายามค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำนี้มาตลอด
ซึ่งกว่าจะเข้าใจได้ต้องใช้เวลาอยู่นาน
ผู้ที่ให้ความกระจ่างแก่ดิฉันเกี่ยวกับความหมายของคานี้
ได้แก่ นักโทษชายสูงอายุที่ทำงานฝ่ายทุบหินและนักโทษอื่นๆอีกหลายคน
เมื่อนำคำอธิบายของคนเหล่านี้มาปะติดปะต่อกันก็ได้คำตอบที่ดิฉันต้องการ
“ถ้าท่านไม่ต้องการหิวมีสิ่งเดียวที่ท่านจะต้องทำคือ ขโมย”
โดยนัยนี้คำว่า “จัดการ”ดิฉันจึงให้คำจำกัดความสั้นๆว่า”การขโมย”
ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของคนคุกในค่ายแห่งนี้เท่านั้น
เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในค่ายมาเป็นเครื่องประกอบ
ก็นับว่าคำจำกัดความของดิฉันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แต่ถึงกระนั้นก็ตามคำว่า”การจัดการ”ยังมีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย
ซึ่งดิฉันต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงทำความเข้าใจมันได้
กล่าวคือ
คำว่า”การจัดการ”ไม่ได้มีความหมายว่า”การขโมย”ธรรมดาๆแต่หมายถึง”การขโมย”ที่ยังผลเสียหายให้เกิดแก่พวกเยอรมันด้วย
ตามคำนิยามแบบใหม่นี้ผู้ที่ขโมยถือว่าเป็นผู้มีเกียรติและเป็นผู้ทำประโยชน์แก่บรรดานักโทษ
ยกตัวอย่างเช่น
เจ้าหน้าที่ในคลังแคนาดาหรือเจ้าหน้าที่คลังเก็บเสื้อผ้าของนักโทษขโมยเสื้อผ้ากันหนาวมาแจกแก่เพื่อนๆนักโทษที่ไม่มีเสื้อผ้ากันหนาว
การกระทำของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการโจรกรรมธรรมดาแต่เป็นการกระทำที่มีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขร่วมกันในสังคมนักโทษ
กล่าวคือ
แทนที่จะปล่อยให้เสื้อผ้าเหล่านั้นถูกส่งกลับไปยังประเทศเยอรมัน
พวกเจ้าหน้าที่ก็ขโมยจากพวกเยอรมันแล้วนำมาแจกให้แก่พวกนักโทษ
ยิ่งขโมยมากเท่าใดยิ่งเกิดประโยชน์แก่นักโทษและยังความสูญเสียให้เกิดแก่ประเทศเยอรมันมากเท่านั้น
ดังนั้นโดยเหตุประการหลังนี้
“การขโมย”และ”การจัดการ”จึงไม่เหมือนกัน
แต่ทว่าบางทีก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่าอย่างไหนเป็นการขโมยธรรมดาและอย่างไหนเป็นการขโมยแบบ”จัดการ”
เพราะมีนักโทษเป็นจำนวนมากเมื่อกระทำการโจรกรรมธรรมดาๆแล้วมักอ้างว่าการกระทำของตนเป็นโจรกรรมแบบ”การจัดการ”
ดังตัวอย่างเช่น
“แกเอาขนมปังส่วนที่ฉันได้รับแจกไป”นักโทษคนหนึ่งเอะอะโวยวาย”นี่เป็นการขโมยกันชัดๆ”
“ขอโทษนะคะ”ผู้ถูกกล่าวหาตอบ
“ดิฉันไม่ทราบว่าเป็นของคุณ
ปรดอย่ากล่าวหาว่าดิฉันขโมยเลยนะคะ ที่จริงมันเป็น การจัดการ ต่างหากค่ะ”
เห็นไหมคะว่า นักโทษบางคนใช้ข้ออ้าง
“การจัดการ”ทั้งๆที่ความจริงการขโมยส่วนแบ่งขนมปังของเพื่อนนั้นไม่ใช่นำไปแจกจ่ายแก่ผู้อื่น
แต่เพื่อบำบัดความหิวของตัวเองแต่ผู้เดียว
นักโทษเป็นจำนวนมากที่ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่เพียงพอก็มักจะแอบขโมยชุดเก่าๆของนักโทษคนอื่นๆที่เขาถอดไว้ขณะเข้าไปล้างหน้าในห้องอาบน้ำ
เมื่อคนเหล่านี้ถูกจับได้ก็มักใช้ข้ออ้างว่า”เป็นการจัดการ”เช่นเดียวกัน
ในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาการลักขโมยกันถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นต่ำหรือคนชั้นสูงสักพียงใด เมื่อเข้ามาอยู่ในค่ายนี้ได้ไม่นาน
ก็ชอบลักขโมยด้วยกันทั้งนั้น
นักโทษหญิงที่เคยอยู่ในสังคมชาวไร่ชาวนามาก่อน
ก็รู้จักใช้ข้ออ้าง”การจัดการ”นี้เมื่อขโมยวัตถุสิ่งของมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ส่วนนักโทษหญิงที่เคยอยู่ในสังคมชั้นสูงและไม่เคยลักขโมยมาก่อน
ก็ใช้ข้ออ้างเดียวกันกับพวกที่เคยเป็นชาวไร่ชาวนา คือ
อ้างว่า”เป็นการจัดการ”ทั้งๆที่การกระทำของพวกเธอไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของนักโทษโดยส่วนรวมแม้แต่น้อย
หากแต่เป็นการกระทำที่ซ้ำเติมนักโทษคนอื่นๆให้ได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก
แม้ว่าการกระทำแบบนี้จะไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงอะไรแต่ก็มีความสำคัญต่ออนาคตของนักโทษเหล่านี้อยู่มิใช่น้อย
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1944
เพื่อนของเราคือคุณแอลที่อยู่ในขบวนการต่อต้านเยอรมัน
ได้”ทำการจัดการ”ขโมยช้อนตักอาหารมาได้ 5
คันแล้วนำมาแจกให้เราเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่เคยให้การรักษาพยาบาลแก่เขา
ดิฉันดีใจมากที่ได้รับของสิ่งนี้
ซึ่งปกติมันไม่ได้เป็นของวิเศษวิโสอะไร ในสังคมทั่วไปเขาก็มีใช้กันทั้งนั้น
แต่ในค่ายกักกันถือว่ามันมีค่าอย่างเหลือล้น
เพราะเป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่ดิฉันรับประทานอาหารโดยไม่ได้ใช้ช้อนส้อมแต่ใช้วิธีเอาลิ้นเลียชามเหมือนสุนัข
ด้วยเหตุนี้ดิฉันจึงรู้สึกยินดีมากที่ได้ช้อนจากคุณแอล
เพราะต่อไปนี้จะได้ไม่ต้องใช้ลิ้นเลียอาหารจากชามอีกต่อไป
แต่อีก 2 วันต่อมาดิฉันต้องผิดหวังอย่างมากเมื่อช้อนคันนั้นหายไปอย่างลึกลับ
ซึ่งเมื่อทำการสอบสวนก็ได้ความว่าผู้ที่ขโมยช้อนคันนั้นไปก็ไม่ใช่ใครอื่นใด
เธอคือภรรยาของอดีตเศรษฐีผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมในประเทศฮังการีผู้หนึ่ง
ซึ่งชีวิตในอดีตของเธอมีแต่ความสุขอยู่กับความร่ำรวยและฟุ้งเฟ้อ
มันก็เป็นเรื่องแปลกที่คนธรรมดาสามัญแม้ว่าจะตกทุกข์ได้ยากอย่างไรแต่ก็ยังรักษาความซื่อสัตย์สุรจิตของตนอยู่ต่อไปได้
ซึ่งตรงข้ามกับพวกเศรษฐีหลายคนพอตกยากขึ้นมากลับไม่สามารถคงความซื่อสัตย์สุจริตเอาไว้ได้
จากเหตุการณ์ดังกล่าวมานี้ทำให้ดิฉันเกิดความวิตกเกี่ยวกับอนาคตของพวกนักโทษเหล่านี้มาก
เมื่อพวกเขาได้รับอิสรภาพกลับไปอยู่ในสังคมเดิมของตนแล้ว
ก็คงจะพกเอานิสัยขี้ขโมยนี้ติดตัวไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนในสังคมเป็นแน่
แต่ในปัจจุบันพวกเราต้องทำทุกอย่างเพื่อการมีชีวิตอยู่รอดไปวันหนึ่งๆในค่าย
โยไม่คำนึงว่ามันจะผิดศีลธรรมหรือไม่เพียงใด
หลังจากที่ดิฉันเข้ามาทำงานอยู่ในโรงพยาบาลได้หลายสัปดาห์แล้ว
มีเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาลของดิฉันคนหนึ่งบอกว่า นักโทษหญิงที่คุกแดน 9 ชื่อ
มาลีก้าต้องการจะแลกผ้าขนสัตว์กับขนมปังและเนยเทียม
ขณะนั้นดิฉันอยากได้เสื้อแจ๊กเก๊ตกันหนาวมากแต่ไม่มีขนมปังและเยเทียมพอที่จะเอาไปแลกผ้าขนสัตว์กับมาลีก้า
แต่ถึงกระนั้นดิฉันก็ยังไม่ละความพยายามได้ไปขอยืมขนมปังและเนยเทียมจากเพื่อนและในที่สุดก็ได้เสื้อแจ๊กเก๊ตมาตามต้องการ
มาลีก้าเป็นนักโทษที่พวกเยอรมันมอบหมายให้เป็นตำรวจหญิงประจำค่าย
มีหน้าที่ใช้กระบองคอยไล่ตีนักโทษออกจากรั้วลวดหนาม
เพราะตามแนวรั้วลวดหนามนี้จะมีนักโทษจากค่ายอื่นๆเป็นจำนวนมากไปออกันอยู่เพื่อติดต่อขอแลกเสื้อผ้าจากค่ายของชาวเชโก
มาลีก้าจึงมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้นักโทษในคุกติดต่อขอแลกเปลี่ยนเสื้อผ้าของพวกเชโก
มาลีก้าปฏิบัติหน้าที่ของเธออย่างเคร่งครัด
ในช่วงที่เธอปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นไม่มีใครสามารถไปเจรจาแลกเปลี่ยนสิ่งของกับพวกเชโกได้
นอกจากเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เธอจึงเป็นผู้ผูกขาดกิจการแลกเปลี่ยนสินค้าทุกอย่างจนใครๆพากันอิจฉาริษยาที่อดีตแม่ค้าหาบผลไม้ขายได้กลายมาเป็นนักธุรกิจชั้นนำคนหนึ่งในค่ายไปเสียแล้ว
เพื่อนที่มาบอกเรื่องนี้กับดิฉันเธอก็ต้องการซื้อกระโปรงขาวสักขุดหนึ่งเช่นกัน
ดังนั้นเราทั้งสองคนจึงพากันเดินไปยังคุกแดนที่ 9
แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่ามาลีก้าไม่อยู่ เราต้องรอคอยอยู่เป็นเวลานาน
ขณะนั้นเราสองคนยังไม่มีอะไรตกถึงท้องกันเลย
เพราะอาหารที่ได้รับแจกในวันนี้ก็กำลังจะเอาไปแลกกับเสื้อผ้า
ขณะที่กำลังนั่งรอมาลีก้าด้วยความหิวโหยอยู่นั้น
กลิ่นหอมของอาหารชนิดหนึ่งก็โชยมาจากห้องครัวของหัวหน้าคุกแดน 9
เมื่อเราทนกลิ่นเย้ายวนของมันไม่ไหวจึงเดินตามกลิ่นอาหารนั้นไป
ก็เห็นคนใช้ของหัวหน้าคุกกำลังเตรียมอาหารพิเศษไว้ให้นาย
อาหารชนิดนี้เรียกว่า “พลาสกี”
ซึ่งเป็นแพนเค้กชนิดหนึ่งทำด้วยมันฝรั่งและขนมปังทอดด้วยเนยเทียม จะมีเพียงหัวหน้าคุกและเจ้าหน้าที่อื่นๆเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีโอกาสได้ลิ้มรสอร่อยของพลาสกีนี้
สำหรับนักโทษธรรมดาแล้วโอกาสที่จะได้ลิ้มรสของมันเป็นความฝันที่ไกลสุดเอื้อม
เราสองคนยืนมองเขาทอดพลาสกีด้วยความหิวโหยจนน้ำลายสอ
มันช่างหอมน่ารับประทานอะไรอย่างนั้น
คนใช้ของหัวหน้าคุกคงรู้ว่าเราอยากรับประทานพลาสกีมากจึงเรียกเราสองคนเข้าไปหา
“ดูท่าทางคุณทั้งสองคนคงอยากกินพลาสกีนี่มากใช่มั้ย
เมื่อพวกคุณก็เป็นแพทย์ด้วยเช่นนี้ ฉันคิดว่าเรามาตกลงแลกเปลี่ยนกันดีกว่า”เธอกล่าวเบาๆ
“หากคุณนำยาเม็ดแอสไพรินมาให้ฉันสัก 2 -3 เม็ดแล้ว
ฉันก็จะแบ่งพลาสกีนี่ให้ ฉันกำลังต้องการยาแอสไพรินอยู่พอดี เพราะรู้สึกปวดหูมาก
และไม่ต้องการเสียเวลาไปยืนเข้าคิวรออยู่ที่โรงพยาบาล”
เมื่อได้ยินข้อเสนอเช่นนี้เพื่อรีบฉุดมือดิฉันออกมาคุยกันอีกมุมหนึ่งคาดว่าเธอคงลังเลใจว่าควรจะเอาแอสไพริน
2 เม็ดที่เธอมีอยู่นั้นมาแลกกับพลาสกีดีหรือไม่
ตอนนั้นแอสไพรินเป็นยาที่หาได้ยากมากในค่าย
แต่ละเม็ดถือว่าเป็นสิ่งล้ำค่า
เรามีสิทธิ์ที่จะนำยาแอสไพรินนี้มาแลกกับอาหารเพื่อตนเองหรือไม่?
ในขณะที่มโนธรรมคอยเตือนเราอยู่ว่ามันเป็นการไม่เหมาะสมที่จะทำเช่นนี้
แต่กลิ่นหอมของพลาสกีบวกกับความหิวโหยที่กำลังเผชิญอยู่นั้นก็มีพลังพอที่จะเข้าแทนที่มโนธรรมธรรมนั้น
ในที่สุดเพื่อนก็ตัดสินพูดกับดิฉันว่า
“ในเมื่อคนใช้ของหัวหน้าคุกคนนี้ป่วย
เธอก็มีสิทธิ์ที่จะไปเอาแอสไพรินจากโรงพยาบาลได้อยู่ดี
ถ้าเราเอายาแอสไพรินแลกกับพลาสกีเสียตอนนี้
ก็จะทำให้เธอไม่ต้องเสียเวลาไปยืนเข้าแถวรอที่โรงพยาบาล
มันคงไม่ผิดมโนธรรมเท่าไรหรอกนะ ถ้าเราจะให้เธอเสียเลยในตอนนี้ จริงไหมเธอ?”
ดิฉันพยักหน้าเป็นการตอบตกลงทั้งๆที่ใจยังรู้สึกลังเลและสับสน
จิตสำนึกเตือนเราอยู่ว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้เพราะยาในโรงพยาบาลมีอยู่อย่างจำกัด
ควรที่จะเก็บไว้ให้คนที่ป่วยหนักกว่าให้คนที่ปวดหูอย่างนี้
แม้ว่าคนใช้ของหัวหน้าคุกจะไปยืนเข้าแถวรอรับยาแอสไพรินก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้ยานี้
ไม่ว่าเธอจะได้ยานี้หรือไม่นั้นไม่เป็นเรื่องสำคัญ
แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่าเราได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในค่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่?
ถ้าเป็นภาวะปกติคิดว่าทั้งดิฉันและเพื่อนคงจะไม่ลดตัวลงไปทำสิ่งที่ฝืนมโนธรรมเช่นนี้เป็นแน่
แต่ขณะนี้พวกเราอยู่ในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนาซึ่งจะต้องต่อสู้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด
เพื่อนของดิฉันหยิบแอสไพริน 2
เม็ดยื่นให้คนใช้ของหัวหน้าคุกด้วยท่าทางไม่เต็มใจนัก
และคนใช้ของหัวหน้าคุกก็ใช้มืออันเลอะเทอะของเธอบิพลาสกีส่งให้เราคนละชิ้น
ด้วยความขวยเขินต่อการกระทำที่ฝืนมโนธรรมของตัวเอง
พอหยิบพลาสกีมาเราทั้งสองคนก็เหลือบตามองกันโดยมิได้ตั้งใจ.
บทที่ 15 ชะตากรรมของทารกที่เกิดในค่าย
มีปัญหาหนักอกอีกอย่างหนึ่งยากต่อการตัดสินใจเป็นอย่างยิ่งซึ่งมันเกิดขึ้นในขณะที่เราทำงานอยู่ในโรงพยาบาล
นั้นก็คือการทำคลอด
เพราะพวกเยอรมันมีนโยบายเด็ดขาดไม่ผ่อนปรนว่า
ในทันทีที่มีทารกคลอดในโรงพยาบาลทั้งมารดาและทารกจะต้องถูกส่งตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษทั้งคู่
เฉพาะในกรณีที่ทารกเกิดมาไม่แข็งแรงและตายในเวลาต่อมา
หรือในกรณีที่ทารกสิ้นใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทั้ง 2
กรณีนี้เท่านั้นที่ผู้เป็นมารดาจะรอดชีวิตได้กลับไปอยู่ในคุกได้ตามเดิม
นโยบายเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเยอรมันไม่ต้องการให้ทารกเกิดใหม่รอดชีวิต
ทารกคนใดคลอดออกมาแล้วยังมีชีวิตก็จะถูกนำตัวไปสังหารพร้อมกับมารดา
เราทั้ง 5 คนเป็นผู้รับผิดชอบในการทำคลอด
แต่พอรุ่งเช้าทารกทุกคนที่ผ่านการทำคลอดมากับมือก็จะพบกับความตายพร้อมกับผู้ที่เป็นมารดา
เราต่างหดหู่ใจกีบการกระทำที่แสนจะป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมเช่นนี้มาก
มันเป็นการกระทำที่ขัดกับความรู้สึกของเราที่เป็นแพทย์
ในคืนใดที่ทำคลอดเราก็จะวิตกถึงชะตากรรมของผู้ที่เรากำลังทำคลอดอยู่นั้นทั้งผู้ที่เป็นมารดาและทารก
เพราะต่างรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นในยามเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
บางทีเราคิดมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน
ทั้งมารดาและทารกคนแล้วคนเล่าถูกนำไปสังหารโดยที่เราไม่สามารถช่วยอะไรไว้ได้
อยู่มาวันหนึ่งเราก็สุดที่จะทนเห็นความตายของผู้เป็นมารดาและทารกเป็นจำนวนมากได้อีกต่อไป
จึงได้ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะช่วยชีวิตของหญิงมีครรภ์คนหนึ่งไว้
แต่ก็จะต้องวางแผนช่วยเหลือที่แนบเนียน
โดยทำให้เหมือนกับว่าทารกสิ้นใจตั้งแต่อยู่ในครรภ์
ซึ่งแผนการดังกล่าวนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
เพื่อไม่ให้พวกเยอรมันเกิดความสงสัยหรือจับได้
มิฉะนั้นเราเองนั่นแหละที่จะถูกจับส่งไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษแทน
หรือโทษสถานเบาหน่อยก็อาจจะถูกนำตัวไปขังในห้องทรมานนักโทษ
ในเวลากลางวันเมื่อมีผู้มาแจ้งว่าในค่ายกำลังมีคนปวดท้องคลอด
เราก็จะไม่นำผู้ป่วยนี้มาโรงพยาบาลแต่จะให้นอนบนผ้าห่มที่ชั้นล่างสุดของกรงขังในคุก
แล้วทำคลอดให้ตรงนั้นเองท่ามกลางสายตาของพวกนักโทษหญิงอื่นๆ
หลังจากนั้นก็นำทารกใส่กล่องกลับมายังโรงพยาบาล
แต่ถ้ามีการเจ็บท้องคลอดในตอนกลางคืนก็จะไปนำผู้ป่วยมาทำคลอดที่โรงพยาบาล
เพราะในเวลากลางคืนเราสามารถทำอะไรตามแผนได้โดยไม่มีใครสงสัย
การทำคลอดในคุกก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการทำคลอดที่โรงบยาบาลมากนัก
เราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไร ไม่มีกระทั่งยาป้องกันการติดเชื้อเหมือนๆกัน
จะผิดกันแต่เพียงว่าในคุกไม่มีเตียงตรวจโรคเหมือนที่โรงพยาบาลเท่านั้นเอง
สภาพการทำคลอดในคุกก็แย่พอๆกับการทำคลอดในโรงพยาบาล
เพราะที่โรงพยาบาลเราไม่ได้มีห้องคลอดเป็นพิเศษ
ห้องคลอดก็คือห้องเดียวกับที่ใช้รักษาผู้ป่วยทั่วไปนั่นเอง
ทารกทุกคนที่เกิดมาไม่ว่าจะคลอดที่ใด
ก็จะพบกับจุดจบแห่งชีวิตเช่นเดียวกันหมด
คือในช่วงวินาทีแรกที่ทารกโผล่ศีรษะพ้นช่องคลอดออกมา
เราก็จะรีบเอามือหนึ่งช้อนศีรษะไว้อีกมือหนึ่งบีบจมูกทันที
พอทารกทำท่าอ้าปากจะสูดลมหายใจครั้งแรก
เราก็รีบยัดยาพิษลงในปากน้อยๆของทารกนั้น
ความจริงแล้วการฉีดยาพิษได้ผลเร็วกว่ายาเม็ดแต่ทำเช่นนั้นไม่ได้เลย
เพราะการฉีดยาจะทิ้งร่องรอยให้พวกเยอรมันสงสัยและจับได้
สำหรับในกรณีที่คลอดกันในคุกเราจะนำเด็กที่ตายด้วยยาพิษใส่กล่องเดิมไปให้ผู้เป็นมารดาเพื่อเป็นข้ออ้างว่าทารกนั้นตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์
โยวิธีนี้เธอก็จะรอดตายไม่ถูกนำไปสังหาร
ถ้าจะว่ากันไปแล้วพวกเยอรมันนั่นเองเป็นผู้บีบบังคับให้เราเป็นฆาตกรสังหารทารก
จนทุกวันนี้ภาพทารกที่เราฆ่าตายยังมาวนเวียนหลอกหลอนเราอยู่เสมอ
ในขณะที่พวกเด็กอื่นๆต้องเสียชีวิตในห้องรมก๊าซพิษและถูกนำไปเผาในเตาเผาศพด้วยน้ำมือของคนอื่น
แต่เราเองก็เป็นผู้สังหารเด็กอีกจำนวนหนึ่งก่อนที่เขาจะลืมตาออกมาดูโลกภายนอกด้วยน้ำมือของเราเอง
เมื่อมานั่งนึกทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ให้รู้สึกสงสารและเสียดายชีวิตของทารกน้อยๆเหล่านี้มาก
พวกเขาน่าจะมีโอกาสเจริญเติบโตเพื่อทำคุณประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้
หากปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่อไป
บางคนอาจเป็นอัจฉริยะมีปัญญาเฉลียวฉลาดและมีความสามารถมากๆ อย่างเช่น หลุยส์
ปาสเตอร์ โมสาร์ต ไอน์สไตน์ ฯลฯ บ้างก็ได้
จริงอยู่ทารกเหล่านั้นเมื่อปล่อยให้มีอยู่ต่อไปก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากในค่ายอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าเรามีสิทธิ์อะไรที่จะไปทำลายชีวิตของพวกเขา
มันเป็นบาปกรรมอย่างมหันต์ที่เราจงใจกระทำ
มีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่เราพอจะนำมาอ้างได้ นั่นคือ
สังหารเด็กเหล่านั้นเพื่อช่วยชีวิตมารดาเอาไว้ ซึ่งหากปราศจากความช่วยเหลือจากเราแล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าบรรดามารดาก็จะต้องประสบกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเพราะจะถูกนำตัวไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษหรือถูกเผาในเตาเผาศพทั้งเป็น
ดิฉันเพียรพยายามที่จะคิดหาเหตุผลมาอ้างกับตัวเองว่าที่ทำไปเช่นนั้นไม่ผิด
แต่เหตุผลนี้ก็ฟังไม่ขึ้นอีก
จนกระทั่งทุกวันนี้ดิฉันหลับตามองเห็นภาพของทารกที่คลอดออกมาจากครรภ์มารดาและก็ยังรู้สึกถึงไออุ่นจากตัวทารกที่ดิฉันสัมผัสตอนอุ้มพวกเขาขึ้นมา
เพราะพวกนาซีหฤโหดนั่นแท้ๆที่ทำให้ดิฉันฆ่าพวกเขาได้ลงคอ
ตามปกติแล้วพวกเยอรมันจะไม่รอจนกระทั่งให้มีการคลอดเกิดขึ้นในค่ายเอาส์ชวิตซ์แต่เขาจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อค้นหาตัวผู้หญิงมีครรภ์แล้วนำไปสังหารในห้องรมก๊าซพิษเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
โดยทั่วๆไปหญิงมีครรภ์ชาวยิวซึ่งเดินทางมากับขบวนรถไฟแต่ละขบวน
จะถูกคัดเลือกให้ไปอยู่ทางซ้ายเมื่อมาถึงที่สถานีรถไฟในวันแรก
แต่ก็มีหญิงตั้งครรภ์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกให้ไปอยู่ทางซ้าย
เนื่องจากมองไม่ออกว่าเป็นหญิงตั้งครรภ์
เพราะตามปกติเชลยหญิงที่ถูกเนรเทศมาเกือบทุกคนใช้วิธีขนเสื้อผ้าของตนมาโดยวิธีสวมซ้อนกันหลายๆชั้น จึงทำให้ยากต่อการคะเนด้วยสายตาว่าหญิงใดมีครรภ์หรือไม่มีครรภ์
ซึ่งจะแยกออกก็ต่อเมื่อให้เปลื้องเครื่องแต่งกายออกหมดเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นเข้าหน้าที่เยอรมันก็ไม่มีทางรู้ได้เลยในกรณีที่หญิงนั้นเพิ่งตั้งครรภ์ในระยะเริ่มแรก
แม้แต่ในค่ายก็เป็นการยากที่จะมองออกว่านักโทษหญิงคนใดมีครรภ์หรือไม่
ทั้งนี้เพราะเป็นที่รู้กันในค่ายว่าการตั้งครรภ์เป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อตนเอง
ดังนั้นผู้มีครรภ์ทั้งหลายจะพยายามปกปิดจนสุดความสามารถ
ซึ่งก็มักจะได้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจากเพื่อนนักโทษด้วยกัน
บางกรณีแทบไม่น่าชื่อว่าสามารถปกปิดการตั้งครรภ์ได้โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายจึงช่วยกันทำคลอดอย่างลับๆในคุก
ในชั่วชีวิตนี้ดิฉันไม่มีวันลืมเหตุการณ์ของเช้าวันหนึ่งเป็นช่วงที่เรากำลังเข้าแถวรอเรียกชื่อ
ท่ามกลางความเงียบสงบนักโทษหลายพันคน
พลันก็มีเสียงร้องเจ็บท้องของนักโทษหญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาทำลายความเงียบ
เธอเกิดเจ็บท้องจะคลอดลูกขึ้นมาในทันทีโดยมิได้คาดการณ์ล่วงหน้ามาก่อน
ดิฉันคงไม่ต้องบรรยายนะคะว่าอะไรเกิดขึ้นกับเธอหลังจากนั้น
เวลาผ่านไปไม่นานพวกเยอรมันก็เริ่มสงสัยว่าทำไมจำนวนหญิงมีครรภ์ที่ร่วมเดินทางมาในขบวนรถไฟจึงมีจำนวนลดน้อยผิดปกติอย่างไม่น่าเชื่อ
พวกเขาจึงดำเนินมาตรการตรวจค้นเคร่งครัดยิ่งขึ้น
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้มีครรภ์เล็ดรอดมาอยู่ในค่ายได้อยู่ดี
แพทย์ประจำคุกจะได้รับคำสั่งให้รายงานในทันทีเมื่อพบนักโทษหญิงมีครรภ์
อย่างไรก็ตามดิฉันเห็นอยู่เสมอว่ามีแพทย์ละเมิดคำสั่งโดยรายงานไปว่าไม่มีผู้ใดตั้งครรภ์ทั้งๆที่รู้เป็นอย่างดีว่าใครบ้างที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ในขณะนั้น
แพทย์หญิง จี.ก็เป็นคนหนึ่งที่เคยถูกนายแพทย์เมงเกเล
ผู้อำนวยการแพทย์ประจำค่ายเรียกไปพบในฐานที่รายงานเท็จเกี่ยวกับหญิงมีครรภ์
ต่อมาโรงพยาบาลประจำค่ายหายาได้ชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อฉีดยานี้เข้าไปแล้วทำให้แท้งได้
หลังจากนั้นบรรดาแพทย์ก็จะทำแท้งโดยวิธีนี้ให้กับหญิงที่รู้ว่ามรครรภ์
แม้ว่าการทำแท้งจะมีอันตรายอยู่บ้างแต่ก็ยังเสี่ยงน้อยกว่าปล่อยให้มีครรภ์อยู่ต่อไป
เมื่อสถิติของผู้มีครรภ์ลดลงอย่างไม่น่าเชื่อเช่นนี้
พวกเยอรมันซึ่งต้องการทำลายหญิงมีครรภ์ให้สิ้นซาก
จึงหันไปใช้อุบายอย่างที่เคยกระทำมาแล้ว
โดยใช้วิธีการประกาศว่าหญิงมีครรภ์ไม่ว่าจะเป็นใครแม้แต่หญิงชาวยิวจะได้รับการปฏิบัติอย่างดีเป็นพิเศษ
คือจะได้รับแจกขนมปังและน้ำซุปมากยิ่งขึ้น
จะได้รับอนุญาตให้นอกในคุกซึ่งจัดไว้เป็นพิเศษและสุดท้ายได้ให้สัญญาว่า
หญิงมีครรภ์เหล่านี้จะถูกย้ายไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งในทันทีที่ครบกำหนดวันคลอด
“ค่ายกักกันไม่เหมาะที่จะเป็นที่อยู่ของผู้หญิงที่จะมีบุตร”
นายแพทย์เมงเกเลประกาศ
ซึ่งคำพูดของนายแพทย์ผู้นี้ทำให้นักโทษหญิงที่ตั้งครรภ์ตกหลุมพรางอย่างง่ายดาย
ทำไมทุกคนจึงยอมเชื่อคำพูดทุกอย่างของชาวเยอรมัน? คำตอบก็คือ
ประการแรกเพราะทุกคนไม่เคยเห็นภาพอันโหดร้ายทารุณในห้องรมก๊าซพิษ
เพราะผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นไม่มีโอกาสรอดกลับมาเล่าความจริงแก่ผู้ที่ยังอยู่ในค่าย
ประการที่สองเพราะไม่มีใครคาดคิดถึงนโยบายหลักที่พวกเยอรมันต้องการสังหารมนุษยชาติที่ไม่พึงประสงค์
ซึ่งวางไว้อย่างแนบเนียนเพื่อหวังจะครอบครองโลกในที่สุด
นายแพทย์เมงเกเลมักถือโอกาสซักถามนักโทษหญิงด้วยคำถามที่ไม่เหมาะสม
แล้วส่งเสียงหัวเราะชอบใจเมื่อรู้ว่านักโทษหญิงตั้งครรภ์ทั้งๆที่จากสามีมาอยู่ในค่ายเป็นเวลานานหลายเดือนแล้ว
แสดงว่าเธอไม่ได้ตั้งครรภ์กับสามีแต่ตั้งครรภ์กับนักโทษชายคนใดคนหนึ่งในค่าย
นายแพทย์เมงเกเลได้เคยตามล่าหญิงสาววัย 15
ปีคนหนึ่งเพราะจับได้ว่าเธอตั้งครรภ์หลังจากได้เข้ามาอยู่ในค่ายแห่งนี้แล้ว
ซึ่งแสดงว่าต้องลักลอบได้เสียกับนักโทษในค่ายนี้เช่นกัน
เขาได้สอบสวนเธออย่างยืดยาวเพื่อหารายละเอียด
เมื่อได้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเธอก็ตกเป็นผู้ถูกคัดเลือกตัวในครั้งต่อไป
นายแพทย์เมงเกเลกล่าวกับเธอว่า
“ค่ายกักกันแห่งนี้ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่อยู่ของหญิงมีครรภ์”
แต่ดิฉันอยากจะเติมข้อความไปอีกหน่อยหนึ่งว่า
“แต่มันก็เป็นเพียงสถานที่สำหรับรอคอยวาระที่จะเดินทางไปสู่นรก”
บทที่ 16 ชีวิตในรั้วลวดหนาม
เมื่อปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 1944
พวกเยอรมันได้ผ่อนคลายมาตรการตรวจการณ์ลงไปมาก
สังเกตเห็นได้ว่าไม่ค่อยมียามรักษาการณ์มาเดินตรวจอยู่ตามแนวรั้วลวดหนามเหมือนอย่างเคย
ด้วยเหตุนี้บรรดานักโทษชายหญิงในค่ายใกล้เคียงกันจึงมีอิสระพอที่จะมีโอกาสติดต่อพูดคุยกันผ่านทางรั้วลวดหนามได้มากขึ้น
เรามีโอกาสได้เห็นภาพที่ยากต่อการลืมเลือนได้ มันเป็นภาพของชายหญิงเป็นคู่ๆคุยกันคนละฟากของรั้วลวดหนามที่เขาปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงเอาไว้
ซึ่งหากใครไปแตะมันเข้าแม้แต่นิดเดียวก็มีหวังสิ้นชีวิตทันที
ชายหญิงแต่ละคู่กำลังนั่งคุกเข่าลงกับกองหิมะใต้เงาทอดยาวของเตาเผาศพ
ซึ่งก็คงจะกำลังวางแผนชีวิตรักในอนาคตกันหรือไม่ก็พูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกันอยู่
ถ้าหากการนัดพบระหว่างคู่หนุ่มสาวเหล่านี้ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเสียก่อนก็คงไม่มีอันตรายใดๆเกิดขึ้น
แต่นี่เจ้าหน้าที่เยอรมันยังมีข้อห้ามในการพบปะกันในลักษณะนี้อยู่
คู่หนุ่มสาวจึงเสี่ยงกับการถูกยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสเล่นงานเอาง่ายๆและเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่คาดการไว้
คือ
พวกยามรักษาการณ์ซาดิสต์เจ้าเล่ห์คอยให้หนุ่มสาวไปนั่งเป็นกลุ่มมีจำนวนมากๆเสียก่อนแล้วก็กราดกระสุนปืนใส่
กลุ่มคนเหล่านั้นพากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนแทบไม่คิดชีวิต
แม้จะมีอันตรายมากมายถึงเพียงนี้แต่พวกหนุ่มสาวก็ไม่มีความเกรงกลัว
ยังยอมเสี่ยงชีวิตไปนั่งคุยกันต่อไป
ปกติคนเราเมื่อเกิดความเคยชินกับสิ่งใดแล้วก็มักจะไม่กลัวสิ่งนั้น
เช่นเดียวกับลักษณะของคนหนุ่มสาวเหล่านี้
หลังจากที่ได้เห็นความตายเสียจนชินแล้วจึงไม่รู้สึกกลัวตายเท่าใดนัก
หากจะกลัวก็คงกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้พลอดรักกัน
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยอมเสี่ยงอันตรายทุกอย่างเพื่อแลกกับความสุขเพียงเล็กน้อยที่จะได้จากการพบปะกัน
ความสุขเช่นนี้บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
แต่สำหรับนักโทษในค่ายเอาส์วิตซ์-เบอร์เคเนาแล้วเป็นสิ่งที่หาโอกาสได้ยากมากจริงๆ
ก็จะไปเสียดายชีวิตกันไปทำไม ในเมื่อชีวิตของนักโทษที่นี่มีค่าน้อยกว่าผักปลาเสียอีก
ในบ่ายของวันอาทิตย์วันหนึ่งมีคนนำตัวสาวสวยชาวฮังการีวัย 20
ปีคนหนึ่งมาส่งที่โรงพยาบาล เธอได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ตา
ดิฉันสอบถามได้ความว่าเธอติดต่ออยู่กับนักโทษชายชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง
ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ถูกจับมาในข้อหาเป็นสมาชิกของขบวนการต่อต้านเยอรมันในฝรั่งเศส
หนุ่มสาวทั้งสองคนนี้มักจะพบปะกันที่รั้วลวดหนามอยู่เสมอ
ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสใช้ปืนยิ่งกราดเข้าใส่กลุ่มหนุ่มสาวที่กำลังนั่งคุยกัน
กระสุนนัดหนึ่งถูกตาข้างขวาของหญิงสาวชาวฮังการีคนนี้
ในขณะนั่งคุยอยู่กับหนุ่มคนรักชาวฝรั่งเศสอยู่คนละฟากของรั้วลวดหนาม
ขณะที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใบหน้าของเธออาบไปด้วยเลือด
เธอละล่ำละลักถามเราว่าตาจะบอดหรือไม่
“ถ้าไม่ได้พบกับยอร์จอีก ดิฉันคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้
หมอคะ กรุณาช่วยดิฉันด้วยเถิด อย่าให้ดิฉันต้องตาบอดเลยค่ะ
ไม่เช่นนั้นยอร์จคงจะเลิกรักดิฉันเป็นแน่”
เรานำเธอไปทำการผ่าตัดที่ค่ายเอฟ.โดยควักเอาตาข้างขวาออกเหลือไว้แต่ข้างซ้าย
แม้แต่ตาข้างซ้ายที่ไม่ได้ผ่าตัดเอาออกมานั้น ก็อยู่ในอาการเป็นที่น่าวิตก
เมื่อทำการผ่าตัดเสร็จแล้ว
เราไม่ได้บอกความจริงกับเธอ หากได้แต่โกหกไปว่า เธอจะตายเป็นปกติภายใน 2-3 เดือน
แม้จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นเช่นนี้นักโทษหนุ่มสาวคู่อื่นๆก็ไม่ครั่นคร้ามยังคงยอมเสี่ยงตายไปพลอดรักกันที่รั้วลวดหนามเช่นเคย
ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เพียง 1
ชั่วโมงมีคนถูกยามรักษาการณ์ยิงจนได้รับบาดเจ็บมาแล้ว
พวกเขาช่างลืมเหตุการณ์ได้รวดเร็วอะไรอย่างนั้น พอจะกล่าวได้ไหมว่า
เป็น”อานุภาพรักเหนือความตาย”
รั้วลวดหนามของค่ายนอกจากจะใช้ประโยชน์ในการคุมขังเราแล้ว ยังมีประโยชน์สำหรับให้เราได้รับอิสรภาพในทางลัดด้วย
นั่นคือเป็นที่ฆ่าตัวตายของนักโทษ
ในทุกเช้าคนงานในค่ายจะพบศพนักโทษห้อยโตงเตงอยู่บนรั้วลวดหนามที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงสูงไว้เป็นประจำ
นักโทษใช้วิธีการนี้เพื่อให้ตนเองพ้นจากชีวิตที่แสนทุกข์ทรมาน
ซึ่งกว่าจะนำศพลงมาจากรั้วลวดหนามได้พวกคนงานต้องพยายามกันอย่างหนัก
ด้วยการใช้ไม้ตะขอเกี่ยวดึงศพลงมา
เมื่อเห็นศพเหล่านั้นเราเกิดความรู้สึก 2 อย่าง คือ อย่างที่
1 เป็นความรู้สึกสมเพชเวทนาที่เขาตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ และอย่างที่ 2
เป็นความรู้สึกอิจฉาที่เขากล้าหาญพอที่จะทำลายชีวิตของตนเองได้
ในค่ายกักกันเอาชวิตซ์-เบอร์เคเนาและค่ายอื่นๆมีการนำเอาเรื่องการสักตัวตามร่างกายนักโทษมาพูดคุยกันอยู่เสมอ
บ้างก็คิดว่านักโทษทุกคนจะถูกสักตามร่างกายเมื่อเดินทางมาถึง
ส่วนบางคนมีความเชื่อว่าการสักร่างกายจะช่วยคุ้มครองนักโทษไม่ให้ถูกนำตัวไปสังหารในห้องก๊าซพิษหรืออย่างน้อยก่อนที่จะนำนักโทษที่ถูกสักตามร่างกายไปสังหารก็จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลเยอรมันเสียก่อน
แม้แต่ในค่ายของเราก็มีหลายคนที่เข้าใจเช่นนี้แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีกฎตายตัวเกี่ยวกับการสักลายนักโทษ
บางครั้งผู้ถูกเนรเทศทุกคนจะถูกสักลายเมื่อเดินทางมาถึงค่าย
ต่อมาอีกหลายเดือนอาจมีการออกระเบียบใหม่ว่าผู้ถูกเนรเทศธรรมดาไม่ต้องถูกสักลายก็ได้
นักโทษที่ถูกส่งตัวไปอยู่ตามค่ายต่างๆในค่ายค่ายกักกันเบอร์เคเนาไม่ได้ถูกสักหมายเลขประจำตัวเพราะเขาถือว่าไม่มีความจำเป็นที่จะทำเช่นนั้น
เนื่องจากนักโทษเหล่านี้ทั้งพวกที่เป็นคนเยอรมันเองด้วย
ต่างก็จะถูกนำตัวไปเข้าเตาเผาศพอยู่แล้ว
การสักลายนักโทษจะกระทำในลักษณะที่แตกต่างกัน
นักโทษที่มีความรับผิดชอบงานบางอย่าง เช่น หัวหน้าคุก
เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งผู้ที่ทำงานในโรงพยาบาล
จะถูกสักตามตัว หลัง
จากนั้นก็ถือว่าไม่ได้เป็นนักโทษสามัญอีกต่อไป
หากแต่เป็นนักโทษที่ได้รับการคุ้มครองโยจะได้รับบัตรประจำตัวระบุชื่อและข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับตนเอง
จากสำนักงานที่ทำรายงานเกี่ยวกับบัญชีเรียกชื่อนักโทษ
ในกรณีที่นักโทษเหล่านี้เสียชีวิตตามปกติจะมีการบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุของการเสียชีวิตเอาไว้ในบัตร
แต่ในกรณีที่ถูกนำตัวไปสังหารจะบันทึกในบัตรว่า”เอสบี”
ซึ่งหมายถึงการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ
นักโทษที่ไม่ถูกสักลายตามตัวจะไม่มีการบันทึกการตายเก็บไว้ในแฟ้ม
ศพของพวกเขาก็จะกลายเป็นตัวเลขสถิติผลการผลิตของโรงงานทำลายล้างมนุษยชาติของพวกเยอรมัน
ในการสักลายนักโทษเจ้าหน้าที่ใช้เหล็กจารสักหมายเลขทะเบียนลงที่บริเวณแขนด้านหลังละที่หน้าอก
และหมืกที่ใช้สักจะติดอยู่กับผิวหนังลบออกไม่ได้ง่ายๆ
เมื่อคนที่ถูกสักลายเสียชีวิตแล้วเลขทะเบียนของผู้นั้นจะถูกนำไปใช้สักให้ผู้ถูกเนรเทศรายอื่นๆต่อไป
ทั้งนี้เพราะด้วยเหตุผลบางประการพวกเยอรมันจะไม่ใช้ตัวเลขเกิน 200,000 เมื่อถึงเลข
200,000 แล้วก็จะเริ่มนับขึ้นต้นใหม่
ในกรณีที่ผู้ถูกเนรเทศต่างเผ่าพันธุ์จะสักรูป 3
เหลี่ยมหรือดาวควบคู่กับเลขทะเบียนด้วย ขณะที่สักลายผู้ถูกสักได้รับความเจ็บปวดมาก
ในวันต่อๆมาแผลนั้นจะอักเสบบวมเป่งมีอาการปวดแสบปวดร้อน
ส่วนผลของมันต่อจิตใจนับว่ายากที่จะประเมินได้
เคยมีผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับดิฉันว่า ในขณะที่ถูกสักลายนั้น
เธอมีความรู้สึกว่าชีวิตได้สิ้นสุดลงแล้ว
เธอไม่ได้เป็นอะไรอีกต่อไปนอกจากเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น
ส่วนตัวดิฉันเองก็ถูกสักเลขทะเบียน”25,403” ที่แขนข้างขวา
แน่นอนทีเดียวมันคงติดตัวของดิฉันไปจนถึงหลุมฝังศพนั่นแหละ
การสักลายไม่ได้เป็นวิธีเดียวที่พวกเยอรมันใช้เพื่อเป็นเครื่องหมายสำหรับนักโทษ
พวกเขายังใช้เครื่องหมายเป็นสัญลักษณ์พิเศษโดยระบุถึงสัญชาติหรือประเภทของนักโทษนั้นๆ
ลักษณะของเครื่องหมายเป็นรูปสามเหลี่ยมติดไว้บนผ้าขาว
แล้วนำมาติดไว้ที่หน้าอกเสื้อนักโทษ พร้อมกันนี้จะมีอักษรกำกับไว้ด้วย เช่น อักษร
พี(P)หมายถึงชาวโปแลนด์ อักษรอาร์(R)หมายถึงชาวรัสเซีย อักษร เอ็น.เอ็น. (N.N.= Nacht und
Nebel )ระบุว่าผู้ติดตราอักษรนี้ถูกลงโทษประหารชีวิตไปแล้ว
ศัพท์ว่า Nacht und Nebel
แปลว่ากลางคืนและหมอก
เป็นคำที่ยืมมาจากองค์การลับของชาวดัตช์ ในตอนอยู่ในค่ายเราไม่ทราบว่า
เอ็น.เอ็น หมายถึงอะไร
ต่อมาได้รู้ความหมายของมันจากสมาชิกคนหนึ่งขององค์การใต้ดินต่อต้านเยอรมัน
ในค่ายกักกันมีเชลยศึกชาวโปแลนด์และชาวรัสซียอยู่เป็นจำนวนมาก
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีนายทหารจากกองทัพบกของฝรั่งเศสที่สำคัญหลายคน เช่น พันโท
โรเบิร์ต บรูม ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการต่อต้านเยอรมันในพื้นที่กรีโนเบิล ร้อยเอก
เรอเน เดรฟัส พลเอกนายแพทย์จ๊อบ เป็นต้น ซึ่งนายทหารทั้ง 3
คนนี้ถูกสังหารในเวลาต่อมา เมื่อตอนที่พลเอกนายแพทย์จ๊อบถูกสังหารนั้นเขามีอายุ 67
ปี
ในบรรดาบุคคลที่ทำงานลับในค่ายเอาส์ชวิตซ์-เบอร์เคเนานั้น
เราเคยพบกับ เจนีวีฟ เดอโกลล์ และ เดเนียล คาสโนวา ทั้ง 2
คนเป็นสมาชิกคนสำคัญของขบวนการต่อต้านนาซีในฝรั่งเศส
สำหรับสีของเครื่องหมายที่ติดอยู่กับเสื้อผ้าของนักโทษก็จะแตกต่างกันไปตามประเภทของนักโทษ
นักโทษที่ถูกจับมาเพราะเคยก่อวินาศกรรม พวกโสเภณีและพวกนักโทษที่เคยหลบหนีกาทำงาน
คนเหล่านี้จะคิดตราสามเหลี่ยมสีดำ
ส่วนสามเหลี่ยมสีเขียวจะติดให้กับพวกที่เคยเป็นอาชญากรธรรมดา
นอกจากนั้นแล้วยังมีตราสามเหลี่ยมสีชมพูและสีม่วง แต่ก็ไม่ค่อยมีมากนัก
สีชมพูมีความหมายว่านักโทษนั้นเป็นพวกรักร่วมเพศ
ส่วนสีม่วงแสดงว่าผู้นั้นนับถือลัทธิศาสนา”ไบเบิลฟอร์สเซอร์”
เครื่องแต่งกายของนักโทษยิวจะมีเครื่องหมายแถบสีเหลืองติดไว้ด้านหลังและใช้ตราสามเหลี่ยมสีเหลือง
ในค่ายเบอร์เคเนาเครื่องหมายเหล่านี้ใช้แทนบัตรประจำตัวนักโทษ
ปกติในค่ายกักกันนักโทษส่วนใหญ่เป็นพวกนับถือศาสนาคริสต์มากกว่าพวกนับถือศาสนายิว
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ความจริงกลับเป็นเช่นนั้น
80
เปอร์เซ็นต์ของนักโทษในค่ายเอาส์ชวิตซ์เป็นพวกนับถือศาสนาคริสต์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกนักโทษยิวเกือบทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษและเตาเผาศพในทันทีที่เดินทางมาถึง
ในหมู่ชาวคริสต์เหลานี้มีทั้งผู้ที่นับถือนิกายคาทอลิก
โปรเตสแตนท์ และกรีกออร์ทอด๊อกซ์
ซึ่งพวกเยอรมันถือว่าเป็นพวกศัตรูเช่นเดียวกับพวกยิว
ในค่ายเบอร์เคเนามีแม่ขีและบาทหลวงในศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมาก
ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโปแลนด์
แม่ชีและบาทหลวงบางรูปถูกกจับมาในข้อหาช่วยเหลือขบวนการใต้ดินในโปแลนด์
แต่บางรูปไม่ได้เป็นสมาชิกของขบวนการใต้ดินแต่ถูกยัดข้อหา
หรือบางทีก็ถูกจับโดยไม่มีเหตุผลอื่นนอกจากจับตามอำเภอใจ
การปฏิบัติศาสนกิจถูกห้ามไม่ให้กระทำในค่ายกักกันโดยเด็ดขาด
ผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษถึงตายทันที
พวกเยอรมันถือว่าพวกนักบวชเป็นกาฝากสังคมจึงถูกบังคับให้ทำงานหนักมาก
อีกทั้งยังถูกทรมานและทำให้อับอายด้วยวิธีต่างๆเท่าที่ดิฉันเคยพบมา
นอกจากนั้นแล้วนักโทษที่เป็นนักบวชเหล่านี้มักถูกนำไปใช้เพื่อการทดลองทางการแพทย์
เช่น ตัดลูกอัณฑะ ผ่ามดลูกเป็นต้น
ในปี ค.ศ. 1944
มีนักบวชในศาสนาคริสต์เป็นจำนวนมากเดินทางมาถึงค่ายเอาส์ชวิตซ์
นักบวชเหล่านี้ผ่านกรรมวิธีตามปกติทุกอย่าง รวมทั้งอาบน้ำ กล้อนผมและทำการตรวจค้น
พวกเยอรมันได้ยึดเอาสัญลักษณ์เครื่องหมายไม้กางเขน
หนังสือสวดมนต์ และศาสนวัตถุทุกชนิดไปจากนักบวช และสั่งให้สวมชุดนักโทษ
แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดมากที่นักบวชเหล่านี้ไม่ได้รับคำสั่งให้สักลาย
ซึ่งก็เป็นเล่ห์เหลี่ยมของพวกเยอรมันอีกนั่นแหละ
การที่ไม่สักลายนักบวชเหล่านี้ก็เพราะถือว่าจะถูกนำไปสังหารอยู่แล้ว
แม้แต่ก่อนเข้าห้องอาบน้ำเจ้าหน้าที่เยอรมันยังได้บอกนักบวชตรงๆว่า
เย็นนี้จะถูกนำตัวไปสังหาร
ในปลายเดือนกันยายน ค.ศ. 1944
บาทหลวงนิกายโปรเตสแตนท์และนายแอลซึ่งเป็นสมาชิกขบวนการใต้ดินต่อต้านเยอรมันได้ถูกสั่งให้วิดน้ำออกจากคูขนาดใหญ่ที่มีน้ำขังอยู่เต็ม
“พวกแกเป็นฝ่ายพันธมิตร
น้ำในคูนี้เปรียบเหมือนแสนยานุภาพของเยอรมัน”
ยามรักษาการณ์หน่วยเอสเอสตะโกนบอกคนทั้งสอง
“พวกแกช่วยกันวิดให้แห้งเลยนะ”
คนทั้งสองใช้ถังวิดน้ำอยู่หลายชั่วโมงโดยมีพวกเยอรมันถือแส้คอยกำกับอยู่ตลอดเวลา
พวกเขาเฆี่ยนตีคนทั้งสองพร้อมส่งเสียงหัวเราะชอบใจ
แต่น้ำยังอยู่ในระดับเดิมเพราะมีฝนลงลงมาอยู่เรื่อยๆวิดเท่าใดน้ำก็ไม่แห้งสักที
สร้างความขบขันให้แก่พวกเยอรมันยิ่งนัก
ที่โรงพยาบาลดิฉันรู้จักผู้ถูกเนรเทศที่เป็นแม่ชีอยู่หลายคน
มีคนหนึ่งรู้จักกันสนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปเลย
นับตั้งแต่ประเทศโปแลนด์แตกแม่ชีผู้นี้ผ่านเข้าๆออกค่ายกักกันเชลยมาหลายครั้งแล้ว
และในช่วงที่มีการสอบสวนในแต่ละครั้งเธอก็มักถูกเฆี่ยนตีหรือถูกซ้อมอย่างป่าเถื่อนจนนับครั้งไม่ถ้วน
แต่พวกเยอรมันไม่ได้ตั้งข้อหาใดๆกับเธอ หากถูกตั้งข้อหาอะไรสักอย่างหนึ่งให้รู้แล้วรู้รอดเสียแล้วเธออาจจะถูกจองจำอยู่ในคุกใดคุกหนึ่ง
และชีวิตในคุกจะสบายกว่าชีวิตที่ร่อนเร่ไปตามค่ายกักกันต่างๆอย่างนี้เป็นแน่
เมื่อมาอยู่ในค่ายเบอร์เคเนาแม่ชีผู้นี้ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างสุดประมาณเมื่อพวกเยอรมันบังคับให้เธอถอดชุดแต่งกายแม่ชีออกแล้วก็นำชุดแม่ชีนั้นไปใส่เสียเอง
พร้อมกับทำทีเต้นแร้งเต้นกาแบบประหลาดๆให้ดู
หลังจากนั้นเธอก็ถูกบังคับให้เดินไปต่อหน้าทหารหน่วยเอสเอสด้วยร่างที่เปลือยเปล่า
พวกเยอรมันถือว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเกมส์กีฬาที่สร้างความอีกแบบหนึ่ง
ต่อมาพวกเยอรมันได้รวบรวมเครื่องแต่งกายของพวกแม่ชีแล้วนำไปมอบให้พวกโสเภณีใช้กันในค่าย
ในค่ายของเราซิสเตอร์มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนกับพวกเรา
แต่ในจิตใจของพวกเขาตกอยู่ในภาวะกดดันมากกว่า เพราะถูกกำจัดในเรื่องปฏิบัติศาสนกิจ
ไม่ให้มีการชุมนุมสวดมนต์
ไม่ให้มีการสารภาพบาป
ไม่ให้มีการรับศีลมหาสนิท
แม่ชีวัย 30ปีคนหนึ่งถูกนำตัวมาที่โรงพยาบาลของเรา
หลังจากเป็นหนูตะเภาให้พวกเยอรมันทดลองฉายรังสีเอกซ์จนนับครั้งไม่ถ้วน
ถึงแม้จะไก้รับผลที่เจ็บปวดทุกข์ทรมานจากการทดลองของพวกเยอรมันเพียงใด
แต่แม่ชีผู้นี้ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้มะกำลังใจอย่างดีเยี่ยม
แม้แต่ในขณะที่เป็นไข้เธอก็ยังสวดมนต์อยู่อย่างเงียบๆตลอดวัน
ไม่ได้ขอร้องให้เรารักษาพยาบาลอะไรให้เธอเลย
เมื่อเราเข้าไปถามไถ่อาการไข้เธอตอบแต่เพียงว่า
“ขอบคุณค่ะ ยังมีคนอื่นอีกมากที่เขาทุกข์ยิ่งกว่าดิฉัน”
การยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดของเธอมันทรมานใจของเรายิ่งนัก
แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มพลังใจเพื่อการต่อสู้ให้กับเรา
และเราเข้าใจถึงความทุกข์ทรมานแสนสาหัสที่เธอกำลังประสบอยู่ในขณะนั้น
แต่ก็ไม่มีหนทางใดที่จะช่วยได้เลย
ในช่วงที่ถูกตรวจค้นเมื่อเดินทางมาถึงค่ายนั้น
เธอได้ทำการขัดขืนในขณะที่พวกเยอรมันจะยึดเอาสร้อยลูกประคำและรูปภาพอันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาไป
เป็นผลให้ถูกทุบตีและถูกยื้อแย่งเอาของเหล่านั้นไป
มิหนำซ้ำมันยังถูกกระทืบด้วยเท้าต่อหน้าต่อตาของเธออีกด้วย ขณะที่เกิดเหตุวุ่นวายเช่นนั้น
เธอได้ประกาศก้องว่า
“ไม่มีชาติใดจะอยู่ได้โดยปราศจากพระเจ้า”
พวกเยอรมันน่าจะฆ่าเธอเสียตั้งแต่ตอนนั้น
แต่นั้นเป็นการตายที่ง่ายเกินไป ยังมีการตายด้วยวิธีอื่นที่ทรมานกว่า
ดังนั้นพวกเยอรมันจึงส่งเธอไปยังสถานีทดลองทางการแพทย์และจากที่นั่นก็ถูกนำตัวมายังโรงพยาบาลของเรา
หลังจากนั้นอีก 2-3 วันพวกเยอรมันก็ได้แจ้งว่าจะย้ายเธอไปอยู่ค่ายอื่นอีกแห่งหนึ่ง
พวกเราเฝ้ารอคอยชั่วโมงระทึกใจที่พวกเยอรมันจะนำตัวเธอไป
รู้สึกตื่นเต้นกันมาก บางคนถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้น
แต่แม่ชีกลับนอนคอยด้วยอาการและสีหน้าสงบ
“อย่าเสียใจไปเลย”
เธอกล่าวอย่างเยือกเย็น”ดิฉันกำลังจะไปพบกับพระเจ้า แต่ก่อนจะจากกัน
ขอให้พวกเรามาสวดมนต์ร่วมกันสักครั้งเถอะนะคะ”
นักโทษหญิงไม่ว่าจะเป็นคาทอลิก โปรเตสแตนท์
หรือยิวต่างพากันสงบสติอารมณ์ สวดมนต์ร่วมกับเธออยู่อย่างเงียบๆแม้แต่ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาบางคนก็ยังเข้าร่วมสวดมนต์ครั้งนี้ด้วย
อย่างน้อยก็เพื่อให้เธอจากไปอย่างมีความสุข
เราสวดมนต์อยู่นานจนกระทั่งพวกเยอรมันนำรถบรรทุกมรณะมานำเธอไปสังหาร
พวกบาทหลวงและแม่ชีในค่ายกักกันได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้มีจิตใจเข้มแข็งหาบุคคลเช่นนี้ได้ยาก
จะมีก็แต่ผู้ถูกเนรเทศที่ยึดอุดมการณ์อันแน่วแน่เท่านั้น
นอกจากพวกนักบวชแล้วผู้มีจิตใจเข้มแข็งเช่นนี้ได้แก่
สมาชิกขบวนการต่อต้านเยอรมันและพวกคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง
ที่ค่ายดี. ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษชาย
มีคุกแห่งหนึ่งเป็นที่คุมขังเด็กชายโดยเฉพาะ
บ่ายวันหนึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสได้เรียกประชุมเด็กเพื่อทำการเรียกชื่อคัดเลือกตัว
ดิฉันไม่รู้ว่าเด็กเหล่านี้รอดพ้นจากการคัดเลือกตัวในครั้งแรกเมื่อมาถึงสถานีรถไฟได้อย่างไร
อาจมีเหตุผลบางอย่างที่เขาไม่คัดเลือกในเวลานั้นก็ได้
การคัดเลือกตัวที่โหดร้ายครั้งนี้กระทำกันอย่างประหลาด
กล่าวคือ ใช้วิธีขึงเชือกไว้ในระดับสูงแล้วให้พวกเด็กกระโดดข้าม
ใครข้ามไม่ได้ก็จะถูกนำตัวไปเข้าห้องรมก๊าซพิษ ปรากฏว่าในเด็กๆจำนวน 100 คนมีเพียง
5-6 คนเท่านั้นที่กระโดดข้ามเชือกนั้นสำเร็จ
ในตอนเย็นขณะที่นักโทษผู้ใหญ่ในค่ายใกล้เคียงกำลังยืนมองดูเหตุการณ์อยู่นั้น
รถบรรทุกมรณะ 20
คันก็มาบรรทุกเด็กๆมุ่งหน้าไปยังค่ายเบอร์เคเนาทั้งๆที่พวกเขาอยู่ในสภาพเปลือยกายหนาวสั่น
ขณะที่รถบรรทุกวิ่งผ่านคุกต่างๆไปนั้นพวกเด็กๆก็ร้องตะโกนบอกชื่อตัวเองเสียงดังเซ็งแซ่เพื่อหวังจะให้พ่อแม่ของตัวเองได้ยิน
พวกเขารู้ชะตากรรมของตัวเองเป็นอย่างดี
แต่มันน่าประหลาดตรงที่ว่าพวกเขาไม่ได้แสดงอาการพรั่นพรึงแม้แต่น้อย
ค่ายแห่งนี้ได้สอนให้เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับจิตใจที่แข็งแกร่ง
กล้าเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ด้วยอาการอันสงบเยือกเย็นยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก
นักโทษชายคนหนึ่งบอกดิฉันว่าเขาอยู่ในคุกของเด็กๆในขณะที่พวกเขากำลังรอคอยรถบรรทุกมรณะ
เห็นพวกเด็กๆพากันนั่งอยู่กับพื้นดินแววตาเป็นปกติและนั่งคุยกันอยู่อย่างเงียบๆ
มีเด็กคนหนึ่งถามเพื่อนว่า
“เออนี่ เจเนต ตอนนี้เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง”
เด็กคนที่ชื่อเจเนตทำท่าคิดนิดหนึ่งแล้วตอบว่า
“ทุกอย่างที่นี่มันแสนจะเลวร้าย ที่โน่นคงดีกว่าเป็นแน่
ฉันไม่กลัวหรอก”
ดิฉันเคยพูดกับเด็กวัย 12 ปีคนหนึ่งที่ค่ายของพวกเชโก เด็กคนนี้แกเที่ยวเดินเร่รอนตามรั้งลวดหนามเพื่อหาอาหารรับประทาน
หลังจากพูดคุยกันอยู่ 2-3 นาที
ดิฉันได้ถามแกว่า
“นี่การ์ลี เธอรู้ตัวไหมว่าเธอเป็นเด็กฉลาดมาก”
“ครับ” เด็กคนนั้นตอบ
“ผมทราบว่าผมเป็นเด็กฉลาดมากครับ แต่ผมก็ทราบอีกด้วยว่า
ผมไม่มีโอกาสจะฉลาดมากไปกว่านี้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้านะครับ คุณน้า”
มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาในค่ายว่าก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะปีนขึ้นรถบรรทุกมรณะที่จะพาพวกเขาไปยังห้องรมก๊าซพิษ
เด็กตัวเล็กคนนี้ได้แสดงออกถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวออกมา
“อย่าร้องไห้ไปเลยฟิสตา” เขาปลอบใจเด็กฮังการีคนหนึ่ง
“เธอไม่เห็นรึว่าพ่อแม่ ปู่ย่า ตายายและพี่ๆของเรา
ก็ถูกฆ่าไปแล้วทั้งสิ้น นี่มันถึงวาระของเราแล้ว จะไปกลัวทำไม”
ก่อนที่จะเข้าไปในรถบรรทุกเขาได้หันมาทางเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสด้วยท่าทางและสีหน้าเอาจริงเอาจังแล้วพูดขึ้นว่า
“แต่ผมก็ยังมีความสุขใจอยู่ว่า
ในไม่ช้านี้พวกท่านก็จะเป็นอย่างผมเหมือนกัน คอยดูก็แล้วกัน”
ในตอนเย็นวันนั้นขณะที่ดิฉันกำลังทำความสะอาดห้องสุขาในโรงพยาบาลอยู่นั้น
ก็มีเด็กชายวัย 15-16 ปีกลุ่มหนึ่งมาจากค่ายดี. มาช่วยทำงาน
เด็กเหล่านี้คือพวกที่เหลือจากการถูกนำตัวไปสังหารหมู่
ได้เปิดเผยกับดิฉันว่าเจ้าหน้าที่คนงานประจำห้องรมก๊าซพิษแม้ว่าจะไม้ไส้ระกำอย่างไรแต่ก็ยังมีเมตตากรุณาต่อเด็กๆโดยปล่อยให้หนีกลับมาได้
2-3 คน
ซึ่งการทำแบบนี้นับเป็นการเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง
แต่เด็กๆเหล่านี้จะหลบหนีพวกเยอรมันไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ไม่มีใครสามารถบอกได้
ในช่วงเวลานั้นผู้ที่เป็นแม่ทั้งหลายในค่ายของเราต่างก็นอนไม่หลับไปตามๆกันเพราะกลัวว่าพวกเด็กๆมนค่ายดี.ที่ถูกนำขึ้นรถบรรทุกมรณะคันนั้นอาจจะเป็นลูกของตัวเองก็ได้
และจากเหตุการณ์ครั้งนี้เลยทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าเด็กๆทั้งหมดถูกกำจัดในทันทีที่เดินทางมาถึงค่ายกักกัน
ค่ายอี.เป็นค่ายกักกันของพวกยิปซี มีพวกยิปซีอยู่ในค่ายนี้จำนวน 8,000 คน
ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นพวกโบฮีมีย ถูกจับส่งมาจากประเทศเยอรมัน
แต่ก็มีบางส่วนเป็นยิปซีที่ถูกส่งมาจากฮังการี เชโกสะโลวะเกีย โปแลนด์ และฝรั่งเศส
ในระยะแรกๆความเป็นอยู่ในค่ายนี้ดีกว่าค่ายอื่นๆ
พวกนักโทษมีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายดีๆขณะที่พวกเราใส่เสื้อผ้าราวกับหุ่นไล่กา
อาหารของพวกที่อยู่ในค่ายแห่งนี้พอจะรับประทานได้และพวกนี้ก็ยังมีเสรีภาพหลายอย่างที่นักโทษค่ายอื่นถูกจำกัด
บางครั้งพวกนี้ก็ใช้อภิสิทธิ์เกินควรถึงกับเอารัดเอาเปรียบนักโทษในค่ายอื่นๆ
วันหนึ่งสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเพราะเจ้าหน้าที่เยอรมันได้ตัดสินใจกวาดล้างนักโทษในค่ายนี้ครั้งใหญ่
ในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1944
นายแพทย์ชาวเยอรมันได้เรียกประชุมนักโทษที่เป็นแพทย์ในค่ายอี.และบังคับให้แพทย์เหล่านี้เซ็นเอกสารซึ่งระบุว่ามีโรคระบาดร้ายแรง
คือโรคไทฟอยด์และไข้อีดำอีแดงระบาดอยู่ในค่ายอี.
ซึ่งจำเป็นจะต้องกำจัดพวกยิปซีในค่ายแห่งนี้โดยนำไปสังหารทั้งหมด
นายแพทย์คนหนึ่งได้โต้แย้งนายแพทย์ใหญ่ชาวเยอรมันว่า
มีคนป่วยในค่ายนี้อยู่เพียงไม่กี่คนและคนป่วยเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นโรคไทฟอยด์และไข้อีดำอีแดแค่อย่างใด
นายแพทย์ใหญ่ชาวเยอรมันหน่วยเอสเอสผู้นั้นได้โต้กลับว่า
“เมื่อคุณมีความสนใจในชะตากรรมของนักโทษเช่นนี้
ก็เหมาะที่คุณจะตามพวกเขาไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ด้วย”
แน่นอนคำว่า บ้านหลังใหม่ก็คือเตาเผาศพนั่นแหละ
อีก 2-3
ชั่วโมงต่อมารถบรรทุกมรณะก็มาถึงและมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นตอนที่พวกยิปซีถูกบังคับให้ขึ้นรถบรรทุกมรณะ
ยิปซีบางคนเกิดระแวงว่าตนจะถูกนำไปสังหาร
จึงพยายามหลบซ่อนอยู่บนหลังคาคุกบ้าง ตามในห้องบ้าง ตามคู่คลองต่างๆบ้าง
แต่ก็ถูกตามจับได้ทีละคนสองคนจนครบ
ดิฉันยังไม่ลืมเสียงร้องอย่างน่าสงสารของแม่ยิปซีสัญชาติฮังการีคนหนึ่ง
เธอลืมเสียสนิทว่าความตายกำลังรอทุกคนอยู่เหมือนกันหมด
แต่เธอกลับคิดถึงบุตรคนเดียวของเธอเท่านั้น
เธอร้องไห้อ้อนวอนเจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอส
“โปรดอย่าเอาลูกชายของฉันไปเลย ได้โปรดเถอะนะคะ
คุณไม่เห็นรึว่าแกกำลังป่วยอยู่”
เสียงตะโกนโหวกเหวกของเจ้าหน้าที่เอสเอสและเสียงร้องไห้ของพวกเด็กๆทำให้นักโทษในค่ายข้างเคียงตื่นขึ้นมาดูภาพอันแสนหฤโหด
ในตอนที่รถบรรทุกมรณะเคลื่อนขบวนออกจากค่ายอี.
ในตอนดึกของคืนนั้นเอง
เปลวไฟสีแดงฉานและควันดำก็พวยพุ่งออกจากปล่องเตาเผาศพทุกปล่อง
พวกยิปซีประกอบกรรมทำชั่วอะไรไว้หนอจึงต้องมารับเคราะห์กรรมร่วมกันถึงที่นี่
การที่พวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อยเท่านั้นเองหรือคือเหตุผลเพียงพอที่จะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมทารุณอย่างนี้
การกำจัดชาวยิวจากประเทศโปแลนด์ ลิธัวเนีย ฝรั่งเศส ฯลฯ
กระทำเป็นกลุ่มๆแยกตามสัญชาติของพวกยิวนั้นๆ เช่น
การกำจัดยิวจากฮังการีที่กระทำในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1944
การสังหารหมู่ครั้งนี้มีจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของค่ายเบอร์เคเนา
เฉพาะในเดือนกรกฎาคมเตาเผาศพ 5 แห่ง บ้านสีเขียวลึกลับ และคูมรณะ
มีงานให้ทำอย่างเต็มที่
ในวันหนึ่งๆรถไฟบรรทุกชาวยิวเหล่านี้มามากถึง 10 ขบวน
จนไม่มีคนงานเพียงพอที่จะขนกระเป๋าเดินทางของผู้มาใหม่
จนกระเป๋าทับถมกันราวกับภูเขาเลากาอยู่ที่สถานีรถไฟเป็นเวลานานหลายวัน
คนงานประจำเตาเผาศพต้องเพิ่มการทำงานเป็นกรณีพิเศษ
มีชาวกรีกไม่ต่ำกว่า 400
คนถูกนำตัวจากคอร์ฟูและเอเธนส์เพื่อให้มาทำหน้าที่เป็นพนักงานประจำเตาเผาศพ
ในช่วงนี้มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น กล่าวคือ ชาวกรีกทั้ง
400
คนเหล่านี้ได้แสดงน้ำใจให้เห็นว่าแม้ว่าจะมาอยู่ในรั้วลวดหนามและถูกเฆี่ยนตีอย่างไรแต่พวกเขาก็ไม่ยอมตกเป็นทาสของพวกเยอรมัน
พวกเขายังมีวิญญาณของความเป็นมนุษย์อยู่อย่างพร้อมมูล
ไม่ยอมสังหารชาวยิวจากฮังการี
โดยประกาศว่าพวกเขายินดีที่จะตายมากกว่าที่จะสังหารชาวยิวเหล่านี้
ต่อมาพวกกรีกผู้ไม่ยอมทำหน้าที่ก็ถูกพวกเยอรมันนำตัวไปสังหารในเตาเผาศพจนหมดสิ้น
การแสดงออกถึงความกล้าหาญชาญชัยของชาวกรีกนี้
เป็นที่น่าเสียดายว่าโลกเราแทบไม่มีโอกาสได้รู้กันเลย
ด้วยเหตุที่จำนวนผู้ถูกประหารชีวิตมีมากขึ้นเช่นนี้
สิ่งอำนวยความสะดวกที่จะทำลายล้างมนุษยชาติก็ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
มีการสร้างอาคารเพื่อใช้เป็นห้องรมก๊าซพิษมากขึ้น
มีการขุดคูใหญ่ๆไว้สำหรับเผาซากศพ
ในกรณีที่ศพนักโทษมีจำนวนมากเกินกว่าจะนำไปเผาในเตาเผาศพได้ทัน
นักโทษที่ยังไม่ตายทันทีจากห้องรมก๊าซพิษก็จะถูกนำมาทิ้งไว้ที่คูเผาศพและเผารวมกับศพอื่นๆด้วย
นี่คือประสิทธิภาพการทำลายล้างมนุษยชาติของพวกนาซี
การสังหารหมู่ชาวยิวจากฮังการีเกิดขึ้นด้วยความยินยอมพร้อมใจของรัฐบาลฮังการีที่นิยมชมชอบเยอรมัน
ความจริงแล้วฮังการีเป็นเพียงประเทศเดียวที่ส่งคณะเจ้าหน้าที่มายังค่ายกักกันเพื่อปรึกษาข้อตกลงกับคณะผู้บริหารค่ายเกี่ยวกับจำนวนและกำหนดระยะเวลาในการเนรเทศคนยิวจากประเทศฮังการี
เจ้าหน้าที่ฟาสซิสต์ในกรุงบูดาเปสต์ให้ความร่วมมือกับพวกเยอรมัน
โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจฮังการีร่วมเดินทางมากับผู้ถูกเนรเทศด้วย
ซึ่งรัฐบาลในประเทศยุโรปอื่นๆถึงแม้ว่าจะมีนโยบายร่วมมือกับเยอรมันเพียงใดก็ไม่ได้ทำกันถึงขนาดนี้
เมื่อครั้งที่ตำรวจฮังการีเดินทางมาถึงค่ายเอาส์วิตซ์
ดิฉันแทบไม่เชื่อสายตาของตนเอง
พวกผู้ถูกเนรเทศชาวฮังการีที่มากับขบวนรถไฟขบวนก่อนๆเมื่อเห็นตำรวจจากประเทศของตนเดินทางมาก็มีกำลังใจดีขึ้นมาทันที
ด้วยความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนก็ถึงกับวิ่งไปที่รั้วลวดหนาม
โห่ร้องด้วยความดีอกดีใจ บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็สะอึกสะอื้นร่ำไห้
และในที่สุดก็ร่วมร้องเพลงชาติกัน
พวกเขาเข้าใจผิดคิดว่าตำรวจฮังการีเหล่านั้นคงจะมาช่วยออกจากค่าย
แต่อนิจจามันเป็นความเข้าใจผิดอย่างถนัด
เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเหล่านั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นพวกควบคุมผู้ถูกเนรเทศรุ่นใหม่มามอบให้เจ้าหน้าที่หน่วยเอสเอสของนาซี
ถ้าหากยามรักษาการณ์ประจำค่ายไม่ห้ามเอาไว้
ผู้ร่วมชาติชาวฮังการีก็คงวิ่งกรูเข้าไปสวมกอกดเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นแน่
แต่อนิจจา
พวกยามรักษาการณ์ได้ใช้แส้หวดและปืนพกยิงเพื่อขับไล่นักโทษเหล่านี้ให้ออกห่างจากเจ้าหน้าที่ตำรวจฮังการี
ดูเถิดท่านทั้งหลาย!
เพียงพวกเขาเห็นแค่ยอดหมวกที่ประดับด้วยขนไก่ของตำรวจจากประเทศของตนเท่านั้น
ก็ยังทำให้นักโทษเหล่านี้หวนระลึกถึงที่ราบลุ่มฮังการีและเทือกเขาบูดาที่พวกตนเคยได้ปีนขึ้นไปถึงยอดแล้วมองลงมาข้างล่างเห็นแสงสีเงินระยิบระยับของแม่น้ำดานู้บ
ทั้งๆที่มันเป็นเพียงความฝันอันเล็กๆน้อยๆแต่มันก็มีค่าและเป็นความสุขสำหรับพวกเขาในยามที่ได้มาตกทุกข์ได้ยากอยู่ในค่ายกักกันเชลยอันแสนหฤโหดแห่งนี้.
🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟
ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:
1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ
2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต
3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้
อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด
👉 คลิกที่นี่เพื่อรับชมและสั่งซื้อผลงานทั้งหมดจาก สำนักพิมพ์ทองใบ ที่ Meb Market


No comments:
Post a Comment